ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาในภาพรวมของ กทม. หรือประเทศไทย

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานคร

 กริช  ตรรกบุตร

 วิทยานิพนธ์เสนอต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง

เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร

ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์

(ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ)

ปีการศึกษา ๒๕๔๗

ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ISBN 974-09-1374-1

 ROADMAP FOR BANGKOK METROPOLITAN ADMINISTRATION

 KRIS  TAKKABUTR

  

A THESIS PRESENTED TO RAMKHAMHAENG UNIVERSITY

IN PARTIAL FULFILLMENT OF REQUIREMENT

FOR THE DEGREE OF MASTER OF ARTS

PROGRAM POLITICAL SCIENCE

(INTERNATIONAL RELATIONSHIP)

ACADEMIC YEAR 2004

COPYRIGHTED BY RAMKHAMHAENG UNIVERSITY

ISBN 974-09-1374-1

 

 

บทคัดย่อ

 

ชื่อวิทยานิพนธ์                                       : ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานคร

ชื่อผู้เขียน                                                                : นายกริช  ตรรกบุตร

ชื่อปริญญา                                               : ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต

สาขาวิชา                                                 : รัฐศาสตร์ (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ)

ปีการศึกษา                                             : ๒๕๔๗

 

คณะกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์    :

 

รองศาสตราจารย์ พรชัย  เทพปัญญา                                     ประธานกรรมการ

รองศาสตราจารย์ สนธิ์ บางยี่ขัน                                            กรรมการ

รองศาสตราจารย์ ดร. ชัยชนะ อิงคะวัต                                กรรมการ

 

การศึกษาการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษายุทธศาสตร์ หรือแนวทางเชิงนโยบายการแก้ปัญหากรุงเทพมหานครที่ควรจะเป็นและควรจะปฏิบัติการตามสมควร โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๗ โดยทำการวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และประเมินผลผลงานในอดีต พร้อมนำเสนอแนวยุทธศาสตร์ ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ พึงยึดถือเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นยุทธวิธีแบบใหม่ แนวคิดใหม่ที่ทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องสนองตอบต่อความต้องการ และความผาสุขศานติของประชากรชาวกรุงเทพมานครสืบต่อไป

 

ผลการศึกษาและวิจัยพบว่า กรุงเทพมหานครยังคงมีประเด็นปัญหามากมายที่ค้างคาเพื่อการแก้ไขมากมาย ซึ่งควรจะต้องมีการดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จให้เป็นรูปธรรมและบริบูรณ์ได้ ภายในวาระการดำรงตำแหน่งที่มีถึง ๔ ปี ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามที่มีกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘ โดยมี ๒๗ รายการ และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ ในหมวดที่ ๒ ซึ่งมีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ มาตราที่ ๑๘ โดยมีหัวข้อส่วนใหญ่ที่คล้ายๆ กัน นอกจากที่จะแตกต่างกันบ้างมี ๑๔ รายการ โดยสามารถยึดโยงแนวทางการบริหารจัดการตามแนวนโยบาย ที่นำเสนอจากการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ ซึ่งสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้อย่างตรงไปตรงมาได้ตามเหมาะสม

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหานี้ จะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่กำหนดและบัญญัติไว้ ในหมวดที่ ๙ มาตรา ๒๘๓ มาตรา ๒๘๔ มาตรา ๒๘๙ และมาตรา ๒๙๐ ทั้งนี้ เพื่อหิตานุหิตประโยชน์แห่งประชากรทุกหมู่เหล่า ที่ได้มาพึ่งพิงและอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยต่างก็จะได้รับมหาอานิสงส์ ซึ่งจะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้า และในท้ายที่สุดกรุงเทพมหานคร ก็จะเป็นเมืองแห่งเทพยดาสมตามสมัญญา นามว่า “กรุงเทพพระนคร” อย่างแท้จริงสืบไป

ABSTRACT

Thesis Title                                           :  Roadmap for Bangkok Metropolitan Administration

Student’s Name                                     :  Mr. Kris Takkabutr

Degree Sought                                       :  Master of Arts

Major                                                      :  Political Science (International Relationship)

Academic Year                                     :  2004

 

Advisory Committee                            :

 

Associated Professor Pornchai Theppanya                                                                         Chairperson

Associated Professor Sonthi Bangyikhan                                                                           Director

Associated Professor Dr. Chaichana Ingkawat                                                                  Director

 

The objective of this research is mainly aimed to study the showdown of the Roadmap for Bangkok Metropolitan Administration in Strategic Policy, of which must be applied for decision making and action taken, especially, when the new coming election of the Governor of Bangkok Metropolis is to be held by the year 2004.

 

The study is performed to analyze the problems and issues, as well as evaluate the past outcomes. Meanwhile, many proposed strategies are also recommended herein-under for further execution. The new elected Governor of Bangkok Metropolis can, therefore, utilize and apply for his new policy, for which he may enforce his management administration to meet the pertinent requirements of the people of Bangkok Metropolis, and that would contribute a great benefits to the public as a whole.

 

The study has found that, there are still many accumulated problems and issues awaited for resolutions, and that it could be acted to accomplishment and completion completely within the period of 4 years; while the Governor of Bangkok Metropolis is working in the office. The Roadmap contains it’s strategic designs and most of the functions of 27 duties for the Bangkok Metropolitan Administration in accordance with the Royal Decree of the Official Administrative Authority of Bangkok Metropolitan Administration, B.E.2528; as well as additional 14 duties as chartered in the Royal Decree of the Plan Arrangements and Processes in Decentralization to the Local Government Organizations, B.E.2542.

 

Specially, this Roadmap is complied to the conditions in the Chapter 9, Charters 283, 284, 289, and 290 as specified in the Royal Constitution of Thailand, B.E. 2540 respectively. If only the new Governor of Bangkok Metropolis would make use of the new strategies and the tactics of this Roadmap narrated in this Thesis for implementation, and strict to the principles and processes accordingly, the people of Bangkok Metropolis will become so happy and live in peace.  Then, Bangkok Metropolis will be sure to obtain a great uplift and become a real City of Angels as it is famed as “Krungthep Pranakorn”.

กิตติกรรมประกาศ

 

การศึกษายุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานคร (Roadmap for Bangkok Metropolitan Administration) ครั้งนี้ คือการศึกษาวิเคราะห์วิจัยที่ค้นคว้าได้จาก ตำรา หนังสือ เอกสาร ข่าวสาร จากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ตลอดจนข้อมูล จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ โดยสามารถรวบรวมและเรียบเรียง (Reordered) ให้ได้เนื้อหามากที่สุด เพื่อความสมบูรณ์ ที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาอันหลากหลายของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นข้อถกเถียง (Critics) มานานหลายสิบปีจากทุกวงการ เพราะเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความเดือดร้อนอันแสนสาหัส ต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทุกระดับชั้นของประชากรชาวกรุงเทพมหานครโดยตรง  อีกทั้งถูกละเลยจากเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบทั้งหลายมาโดยตลอด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรงและลับ คือผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในการกำหนดและนำเสนอยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย ที่ประชาชนต้องการไปสู่การปฏิบัติ (Implementation) และดำเนินการการแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ เพื่อการลดปัญหาทั้งหลายเหล่านั้นให้บรรเทาเบาบางลงให้ได้ ด้วยการศึกษาแบบประจักษ์นิยมที่เจาะลึกอย่างตรงประเด็น พร้อมให้ข้อเสนอแนะในที่นี้ เพื่อเป็นยุทธศาสตร์แห่งการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างจริงจังสืบไป

เนื่องจากโลกปัจจุบัน เป็นโลกแห่งยุคใหม่ที่อยู่ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) อันเป็นระบบโลกสารสนเทศที่ไร้ซึ่งพรมแดน (Seamless) แต่ตามนัยแห่งความเป็นจริง คือกระแสหลักแห่งการขยายขอบข่ายระบบการค้าและเศรษฐกิจระบบโลก ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นกระแสการเปลี่ยนผ่าน (Paradigm Shift) ของคลื่นลูกที่ ๒ (Second Wave) สู่คลื่นลูกที่ ๓ โดยเป็นสังคมยุคแห่งความไม่แน่นอน (Dynamic) และเป็นยุคแห่งความโกลาหล (Chaos) ที่ไร้ซึ่งระเบียบแบบแผน (Anarchism) ที่ชัดแจ้ง แต่มีอานุภาพและศักยภาพที่ครอบงำชาวโลกอย่างเข้มข้นทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี่

ความสนใจในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการศึกษาในภาพรวมของยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาในเชิงนโยบายใหม่ๆ ที่เน้นการนำเสนอต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นเชิงนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาให้กับชาวกรุงเทพมหานคร โดยประกอบไปด้วยแนวยุทธศาสตร์ แนวยุทธวิธี และแนวความคิดที่แปลกใหม่ แต่อุดมไปด้วยศักยภาพของความเป็นไปได้สูงต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้นได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน และส่งผลสู่ความอยู่ดีกินดี ความมีสุขอนามัยที่ดีในสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่น่าอาศัย ตลอดจนความมั่นคงในการดำรงชีพอย่างสันติสุขของมวลชนสืบไป ทั้งนี้ เพื่อความพร้อมในการที่จะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของกระแสโลก และเตรียมตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนผ่าน (Transition) นั้นๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อการที่จะพัฒนาสู่ความเจริญ และความมั่งคั่งของประเทศไทยในท้ายที่สุด

จากผลแห่งการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการรวบรวมและเรียบเรียง ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่จะเป็นหิตานุหิตประโยชน์ (Great Benefits) ต่อชาวกรุงเทพมหานคร และการกำหนดแนวนโยบาย (Policy Formulation) ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากรุงเทพมหานคร ให้สมกับเป็นเมืองที่มีสมัญญา นามว่า “เมืองแห่งเทพ (City of Angels)” สืบไป

ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าต้องขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์พรชัย เทพปัญญา รองศาสตราจารย์สนธิ์ บางยี่ขัน รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยชนะ อิงคะวัต และคณาจารย์ทุกๆ ท่าน ที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา (Consultation) ประสิทธิ์ประศาสน์วิชาการ (Knowledge Endowment) ให้ โดยการสั่งสอน (Teaching) อบรม (Nurture) ชี้แนะ (Instruction) และเติมเต็ม (Fulfillment) แก่ลูกศิษย์ ตลอดจนเพื่อนร่วมรุ่นและร่วมสถาบันทุกคน ที่ให้ความช่วยเหลือในการสืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเสริม จนทำให้การวิจัยในครั้งนี้สามารถบรรลุถึงซึ่งผลสำเร็จของผลงานชิ้นนี้เป็นอย่างสูงยิ่งมา ณ ที่นี้ด้วย

 

กริช  ตรรกบุตร

วันนี้เรามีถนนลอยฟ้าเหนือมหานครเฉกเช่น กรุงเทพมหานคร
พรุ่งนี้เราก็จะต้องแสวงหาถนนกลางทะเล ด้วย ใช่ไหม ?  ใครต้องช่วยตอบที !

บทที่ ๑

บทนำ

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

กรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolis) คือนครหลวงหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในประเทศไทยมานานกว่า ๒ ศตวรรษ โดยมีคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่กว่านครหลวงในภาพรวม เพราะกรุงเทพมหานครเป็นมหานคร (Megalopolis) และเป็นเมืองหลวง (Capital) ของประเทศไทย ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครหรือ กทม. ได้รับการสถาปนา และมีงานสมโภชพระนครเมื่อ วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๕(เป็นเวลา ๓ วัน) โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งพระปฐมบรมราชจักรีวงศ์ ซึ่ง กทม. เดิมมีชื่อที่เรียกขานกันอย่างง่ายๆ ว่ากรุงรัตนโกสินทร์ หรือบางกอก (Bangkok) โดยมีสมัญญาเต็มว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก (The Longest Name in the World) อีกด้วย

โดยมีความหมาย คือ “พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการอันน่ารื่นรมย์ มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย และเป็นวิมานที่ท้าวสักกะเทวราชวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้ให้เป็นที่ประทับของพระราชาผู้ทรงอวตารลงมา”

นอกจากจะมีสมัญญานามที่ยาวที่สุดในโลกแล้ว กรุงเทพมหานครยังเป็นศูนย์รวมของสรรพสิ่งอย่างหลากหลาย ทั้งที่เป็นในด้านเศรษฐกิจ (Economics) การเมือง (Politics) สังคม (Society) เท็คโนโลยี่ (Technology) และวัฒนธรรม (Cultures) โดยเริ่มมีสภาพซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางต่างๆ ทั้งเป็นเมืองอุตสาหกรรม เมืองท่าสำหรับการขนส่งทางเรือ และศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศ ตลอดจนเป็นศูนย์รวมของสถานศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างๆ และห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์การค้า (Department Superstores or Supermarkets) หรือศูนย์การบันเทิงในทุกรูปแบบ (Entertainment Complexes) ฯลฯ

เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์รวมของทุกสรรพสิ่งดังกล่าว จึงทำให้กลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจของประชากรจากชนบทหรือต่างจังหวัด และแม้กระทั่งชาวต่างชาติทั้งหลาย (Foreigners) โดยเฉพาะชาวจีนโพ้นทะเล (Oversea Chinese) ที่มีจำนวนไม่น้อย คือผู้ที่ได้มาพึ่งพาอาศัยใต้พระบรมโพธิสมภาร ที่ต่างพากันอพยพ และหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัย และประกอบกิจการงานอาชีพ กันมากขึ้นเป็นลำดับ จนมีจำนวนประชากร ซึ่งในปัจจุบันมีมากกว่า ๑๐ ล้านคน ปัญหาจำนวนประชากรล้นเมือง (Over-populated) จึงเกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยต่างแออัดยัดเยียดกันพักพิงอาศัยอยู่อย่างไร้ความสุข โดยเฉพาะผู้ที่ยากจนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ได้กระจัดกระจายกันอยู่ตามชุมชนแออัด (Slums) ทั่วเมืองกรุงเทพมหานคร

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ประเด็นปัญหาต่างๆ จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุที่มีผลกระทบทำให้สังคมขาดความสะดวกสบาย และขาดสุขอนามัย ทั้งยังมีมลภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษ และสุขภาพจิตเสื่อมลงต่างๆ นานา นอกจากนั้น ยังขาดซึ่งการบริหารจัดการที่ถูกต้อง ตามระเบียบแบบแผนของการบริหารจัดการ เนื่องจากฝ่ายผู้บริหารจัดการไม่มียุทธศาสตร์ (Roadmap or Strategy) ที่ชัดเจน ตลอดจนการบริการสาธารณะต่างๆ (Public Services) อันจะพึงนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขที่ดีตามสมควร

สรรพปัญหาดังกล่าวทั้งหลาย จึงเป็นปัญหาหรือสาเหตุ (Issues or Agenda) หลัก ที่ส่งผลกระทบต่างๆ (Outcomes or Impacts) ซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขโดยพลัน และโดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (Bangkok Governor or Lord Mayor of Bangkok Metropolitan Administration) โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ หรือผู้ที่กำลังจะมารับหน้าที่เป็นคนต่อไป

ในยุคสมัยนี้ การนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ใช่จะเป็นไปไม่ได้ เพราะมีตัวอย่างปรากฏมาแล้ว เช่น การนำเสนอแนวนโยบายที่แปลกใหม่ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ โดยได้นำเสนอแนวนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ต่างๆ อาทิ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านละ ๑ ล้าน หรือการพักหนี้เกษตรกร ๓ ปี ฯลฯ ที่ในเบื้องต้น ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นวิธีการที่เพ้อฝัน แต่ได้กลายเป็นมิติทางการเมืองแบบใหม่ ซึ่งมีการใช้ยุทธศาสตร์เชิงนโยบายที่ได้ผลในเชิงปฏิบัติการ เพื่อการหาเสียงในการเลือกตั้งในระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทยเท่าที่จะมีและเป็นอยู่

ผลที่ปรากฏในทางบวกจากการนำยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาปฏิบัติการ โดยเน้นงานการเมืองแทนที่จะชูตัวบุคคลหรือทีมงานเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่แตกต่างจากพรรคการเมืองเก่าๆ ที่เคยถือปฏิบัติในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเป็นเวลานานมาแต่โบราณกาล การรณรงค์ดังกล่าวได้สำแดงผลแล้วว่า พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งมาแบบถล่มทลาย (Land Slide) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่เคยมีการเลือกตั้งของประเทศไทยอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลได้รับอาณัติจากประชาชนส่วนใหญ่ให้มาบริหารประเทศแล้ว รัฐบาลก็จะสามารถใช้ยุทธศาสตร์เชิงนโยบายใหม่ๆ ดังกล่าวเหล่านั้น ให้ได้นำไปสู่ภาคปฏิบัติในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยภาพรวมแล้ว สามารถกล่าวได้ว่ากระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ได้เป็นไปตรงตามความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้เลือกพรรคนี้เข้ามา โดยการบริหารประเทศก็เกือบจะบริบูรณ์ จนเป็นที่นิยมชมชอบของชนส่วนใหญ่ ถึงกับขนานนามว่าสิ่งที่รัฐบาลได้กระทำไป เป็นแนวนโยบายใหม่แบบ “ประชานิยม (Populism)” นั่นเอง

ดังนั้น การศึกษาในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นถึงแนวความคิดที่แปลกใหม่ พร้อมข้อเสนอแนะต่างๆ ที่สมควรเป็นนานาวิสัยทัศน์ ซึ่งกว้างไกลและสร้างสรรค์ โดยเป็นแนวความคิดริเริ่มที่มีกลยุทธ์ หรือยุทธศาสตร์ที่ต้องการความกล้าหาญในการตัดสินใจ เพื่อการนำยุทธศาสตร์นี้ไปสู่ภาคปฏิบัติด้วยสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นแก่นสาร (Substantial) ทั้งนี้ การแก้ปัญหาต่างๆ ก็จะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมและปวงประชาอย่างเป็นรูปธรรม (Concretely) สืบไป

กรุงเทพมหานครนั้นใหญ่โตและซับซ้อนก็จริง แต่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม และค่านิยมที่คุ้นเคยกับการเอาตัวรอดแบบตัวใครตัวมันหรือธุระไม่ใช่ ให้เป็นแบบการร่วมกันคิดร่วมกันทำ สังคมจึงจำเป็นต้องเกื้อกูลกัน (Enhancement) หรือสร้างให้เกิดวัฒนธรรมประชาคม (Civic Culture) ที่สามารถร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ในเรื่องที่อยากให้เกิดขึ้น

ทั้งนี้ โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้จุดประกาย (Initiate) และเป็นผู้ให้การสนับสนุน (Support) อย่างไม่ลดละ การแก้ปัญหาต่างๆ สามารถที่จะบรรเทาเบาบางลงได้ โดยกรุงเทพมหานครก็สามารถเป็นพระนครแห่งเทพได้ ดังสมัญญานามดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งยังจะสามารถบำรุงรักษาและพัฒนาให้กลับคืนสู่ความเป็นเมือง “เวนิชตะวันออก” อันเลื่องชื่อเฉกเช่นอดีตอีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิ

ส่วนคุณสมบัติของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่าฯ กทม. ก็สมควรที่จะต้องมีคุณธรรมที่เพียบพร้อม (Accredited) ด้วยความเสียสละ (Dedication) อย่างสูงยิ่ง โดยมีส่วนเพิ่มเสริมคือ เป็นบุคคลที่มีทักษะความสามารถ (Witty Competency) อย่างดีเยี่ยม ในอันที่จะใช้ความรอบรู้ (Knowledge) แบบบูรณาการเชิงองค์รวม (Holistic Integration) โดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างไร้สติ

ในขณะเดียวกัน ต้องเป็นบุคคลซึ่งมีจิตสำนึก (Consciousness) อย่างเป็นกุศล (Virtuously) และมีความคิดอ่านที่เฉียบแหลม (Keen Vision) ในการจะสามารถมองเห็นปัญหาให้ทะลุด้วยสติปัญญา (Intellectual Breakthrough) ได้ทั้งโครงสร้างของระบบโดยรวม แม้ในสภาพแวดล้อมของสังคม (Social Context) ตลอดจนระบบนิเวศโดยทั่วไป (General Ecology) ที่เป็นอยู่นี้

เหนือสิ่งอื่นใด ควรต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการที่จะแก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็น และกล้าคิดกล้าที่จะตัดสินใจให้มากกว่าที่แล้วๆ มาได้อย่างแจ่มแจ้งและเป็นธรรมในทุกๆ ภาค ทุกๆ ส่วน

นอกจากนั้น ผู้ว่าฯ กทม. น่าจะต้องเป็นบุคคลที่มีจิตใจที่กว้างพอที่จะยอมรับรู้ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาถึงปัญหาทั้งหลายได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนและลึกซึ้งอย่างผสมกลมกลืน โดยการประพฤติตนเป็น ผู้ว่าฯ กทม. ที่ติดดินและมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะประพฤติปฏิบัติตนด้วยความอ่อนโยนและรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน (Humbleness) โดยการยอมรับการติติงหรือความคิดเห็นที่แตกต่างของฝ่ายตรงข้าม เพราะสามารถทำให้เกิดการรับรู้ได้จริงถึงข้อมูลที่เที่ยงแท้ เข้าถึง (Contact) แก่นและเข้าใจ (Apprehend) ในความรู้สึกนึกคิด (Emotional Concept) แบบปุถุชนอย่างชาวบ้านๆ ด้วยจิตสำนึกที่สามารถรู้ซึ้งถึงความทุกข์ยากและความเจ็บปวดต่อปัญหาของสังคมโดยทั่วไป

เฉกเช่น วาทะกรรม (Discourse) ของ ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้กล่าวไว้ในการแสดงวิสัยทัศน์ ต่อการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรว่า “การคิดที่จะลงไปที่ชาวบ้านจริงๆ นั้น ไม่ค่อยมีใครกล้าทำ เพราะ ๑) ใช้เงินมาก ๒) ใช้เวลา ไม่เห็นผลในทันที แต่ผมถือว่า ถ้าไม่ทำวันนี้ มันก็ไม่รู้ว่าจะทำเมื่อไหร่” และล่าสุด ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตรได้กล่าวอีกว่า “ผู้บริหารหรือรัฐมนตรี มีหน้าที่ที่จะใช้ภาวะความเป็นผู้นำ ในการปฏิบัติราชการ โดยขับเคลื่อนองคาพยพด้วยเรื่องของยุทธศาสตร์ เป้าหมายและความสำเร็จตามนโยบายที่กำหนด โดยมีข้าราชการประจำเป็นผู้นำไปปฏิบัติ”

อย่างไรก็ดี ที่สำคัญที่สุดก็คือ เพราะโลกยุคใหม่นี้ คือโลกยุคคลื่นลูกที่สามหรือที่สี่ในอนาคตอันใกล้ โดย ฯพณฯ ยังได้กล่าวย้ำอีกว่า “โลกสมัยเราจะต้องแข่งขันกันด้วยสมอง (Brains) หรือสติปัญญา (Knowledge Base) ซึ่งไม่ใช่การแข่งขันกันด้วยการใช้กำลัง (Forces) หรือแรงงาน (Labors)” อีกแล้ว

อนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันนี้ ยังเป็นยุคโพ้นสมัย (Post Modern) ที่เป็นโลกแห่งข่าวสารที่ไร้ซึ่งพรมแดน (Borderless World) เป็นยุคของวิถีแห่งคุณภาพของผู้บริหารระดับสูง ที่มีแบบแผนหรือ รูปแบบ (Model) แบบบูรณาการ (Chief Executive Officer: CEO) ซึ่งรัฐบาลได้ยึดแนว “มุมมองแบบนำเข้าจากภายนอก (Outside-in)” คือการยึดแนวการบริหารธุรกิจที่นำเอาระบบการตลาด ซึ่งเป็นการนำความต้องการ “ของลูกค้า” อันเป็นส่วนที่อยู่ภายนอกมาเป็นศูนย์กลางของการบริหารจัดการ โดยในที่นี้ก็หมายถึง ความต้องการของ “ประชาชน” ชาว กทม. ซึ่งเป็นลูกค้าดังกล่าว เป็นตัวตั้งนั่นเอง

ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ที่จะขันอาสามาทำงานเพื่อชาว กทม. จริงๆ จึงจำต้องเป็นบุคคลที่มีความตั้งใจจริง มีคุณธรรมและมีความมุ่งมั่นสูง ตลอดจนต้องมีการเสียสละอันใหญ่หลวงอีกต่างหาก เพราะในอดีตที่ผ่านมา ผู้บริหารไทยทั้งหลายนิยมที่จะเน้นการเลียนแบบตามอย่างตะวันตก ซึ่งเป็นหลักในการบริหารจัดการอย่างไร้จิตสำนึก โดยไม่พยายามที่จะใช้ภูมิปัญญา และวิจารณญาณแห่งตนแต่อย่างใด หากยังมีแนวโน้มที่จะยึดแนวทางดังกล่าวเป็นสรณะ ที่เป็นไปตามกระแสสากล หรือโลกาภิวัตน์ (Globalization) เช่นสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างงมงาย โดยลืมสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย ซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกันจนเกือบจะสิ้นเชิง

จึงน่าจะได้เวลาแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่คนไทยชาวไทยทั้งหลาย ต้องเรียนรู้ที่จะคิดเองทำเองบ้าง โดยการประพฤติปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างของการเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสรเสรี (Liberty) ทั้งในด้านแนวความคิด (Conceptualization) ที่ประกอบด้วยปรัชญา (Philosophy) แห่งภูมิปัญญาของไทยที่มีอยู่อย่างมากมายอย่างมีสติสัมปชัญญะ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้ถูกต้องตรงประเด็น ทั้งนี้ เพื่ออนุชนคนรุ่นหลังจะได้ไม่ติดกับ และถูกครอบงำโดยต่างชาติเช่นอดีตที่ผ่านมา

การจะเน้นความเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ ก็คือ การยึดมั่นถือมั่นในหลักพระพุทธธรรม (Buddhist Principles) ที่เป็นหลักปรัชญาของตะวันออกเรา และเป็นสัจธรรม (Absolute Truth) จริงๆ โดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ดำเนินงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง อันจะเกิดมรรคผลในทางปฏิบัติอย่างไม่ต้องสงสัย หลักพระธรรมดังกล่าว ก็คือ “ไตรสิกขา (Three Commandments)” อันประกอบด้วย ศีล (Precept) สมาธิ (Concentration) และปัญญา (Wisdom) ซึ่งมีมาหลายพันปีอย่างต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีอย่างไทยๆ เรา อันเป็นยุทธศาสตร์หรือทฤษฎีที่อมตะอีกด้วย โดยมีรายละเอียด คือ

  1. ศีล หมายถึง การยึดมั่นในกฎระเบียบที่เป็นธรรม หรือเป็นข้อห้ามบางอย่างบางประการที่เป็นเหตุเป็นผล เพื่อการบริการประชาชนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ใช่เพื่อการทำตามกฎระเบียบราชการอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งมีแต่ข้อจำกัดด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา และมีการเลือกปฏิบัติอย่างไร้เหตุผล ด้วยเพราะกลัวจะมีความผิดตามกฎระเบียบ โดยไม่มุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ อย่างเหมาะสม เป็นต้น
  2. สมาธิ หมายถึงความมุ่งมั่น มั่นใจ มั่นคงและตั้งใจจริงที่จะทำงานตามหน้าที่ และถือปฏิบัติอย่างมีเป้าหมายอย่างไม่ลดละ ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ กล่าวคือ ต้องมีสติที่จะบำเพ็ญตน เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาราษฎรทั้งหลายเท่านั้น หาใช่การถือแนวปฏิบัติเพียงเพื่อเอาใจผู้บังคับบัญชา หรือเพื่อลาภยศสรรเสริญส่วนบุคคล
  3. ปัญญา หมายถึง สติปัญญาความรอบรู้เท่าที่มี อันจะพึงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าเท่านั้น กล่าวคือ การไม่หลงตนในยศศักดิ์ หรือยึดถือตนเป็นเจ้ายศเจ้าอย่าง หรือทำตนเป็นเจ้านายของประชาชนอย่างเด็ดขาด แต่มุ่งมั่นในอันที่จะใช้ความรู้ความสามารถด้วยสติปัญญาในการสร้างสรรค์สังคมโดยรวม

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยอย่างยั่งยืนสืบไปตราบนานเท่านาน หรือไม่เช่นนั้น ก็ควรที่จะยึดเหนี่ยวในหลักพระพุทธธรรม ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งเป็นหลักธรรมะขั้นพื้นฐานของสามัญชนอีกบทหนึ่ง โดยเกี่ยวข้องกับการทำงาน หรือการทำมาหากิน ตามวิถีชีวิตการดำรงชีพของปุถุชนอย่างกว้างขวาง คือ อิทธิบาท ๔ (Four Means to Success) อันประกอบด้วย

  1. ฉันทะ (Willingness) หมายถึง ความพึงพอใจที่ต้องการจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ตนพอใจ และปรารถนาให้เกิดผลดียิ่งๆ ขึ้น เช่น การสมัครใจที่จะรับราชการ หรือการจะเป็น ผู้ว่าฯ กทม. ก็จะต้องมีความพึงพอใจและตั้งใจในเบื้องต้น ที่จะอาสามาปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน โดยมีแนวยุทธการปฏิบัติงานและวิธีการในนโยบายหลักๆ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนอย่างเต็มใจ เป็นต้น
  2. วิริยะ (Industrious) หมายถึง ความเพียร ที่ประกอบด้วยความขยันหมั่นประกอบกิจ ด้วยความพยายาม เข้มแข็งและอดทน โดยไม่ท้อถอยจนกว่าจะสัมฤทธิ์ผล ซึ่งหมายถึง การได้รับอานัติและมอบหมายจากประชาชนให้มาปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมแล้ว ก็จะต้องทำหน้าที่อย่างไม่ลดละ และต้องใช้ความพยายามแสวงหาแนวทางหรือยุทธวิธีต่างๆ นานา เพื่อสร้างผลสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้แล้วอย่างมุ่งมั่นจนถึงที่สุด โดยไม่ทอดทิ้งและปราศจากความย่อท้อในกิจการนั้นๆ อย่างเด็ดขาด
  3. จิตตะ (Mindfulness) หมายถึง ความคิดที่ตั้งจิตรับรู้อย่างมีสมาธิ โดยการเอาจิตฝักใฝ่ในการงาน ไม่ฟุ้งซ่าน เช่น การเอาใจใส่ในหน้าที่การงานอย่างจริงจัง โดยมีสติเป็นตัวกำหนดการรับรู้และปราศจากอคติใดๆ แต่มุ่งหวังด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์จริงแท้ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการทุกประการ หรือให้คนส่วนใหญ่มีส่วนได้มากกว่าส่วนเสีย ทั้งนี้ แม้จะมีเหตุขัดข้องระหว่างการดำเนินการใดๆ ก็ไม่ทิ้งงาน หรือปล่อยปละละเลยในการที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงด้วยดี โดยไม่มีความคิดที่จะนำพาต่อผลประโยชน์ของตนเอง และเต็มใจที่จะมุ่งกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของมวลชนเป็นใหญ่ เพราะเป้าหมายหลัก ก็คือ การมุ่งสร้างสรรค์ความสงบสุขให้แก่ชาวประชาทุกหมู่เหล่าเท่านั้น เป็นต้น
  4. วิมังสา (Scrutiny) หมายถึง ความไตร่ตรองด้วยการหมั่นใช้ปัญญาพิจารณา ใคร่ครวญ และตรวจตราหาเหตุและผล โดยมีการตรวจสอบ การวัดผลและการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมถูกต้องตามครรลองครองธรรม กล่าวคือ หมั่นพิจารณา ไต่สวนและติดตามผลงานที่กำลังปฏิบัติหรือที่สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว ด้วยการประเมินผลและตรวจสอบความถูกต้องเป็นธรรมอย่างมีเหตุและผลที่เป็นระบบ มีระเบียบและมีแบบแผน

ทั้งนี้ เพื่อขจัดซึ่งความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ แล้วหาแนวทางแก้ไขอย่างตรงประเด็นและมีความโปร่งใส ซึ่งจะเป็นวิธีการในการป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวง (Corruption) อีกทางหนึ่งด้วย เป็นอาทิ
ด้วยหลักพุทธธรรมทั้งสองแนวนี้ แม้จะถือปฏิบัติในบทใดบทหนึ่ง ก็อาจเลือกใช้ได้ ซึ่งน่าจะตรงกับแนวคิดแบบตะวันตก ที่ชาวเรานิยมใช้มาอ้างอิงเพื่อยืนยันความถูกต้อง ตามที่เป็นวาทะกรรมของ มาคิอาเวลลี่ นิโคโล (Marchiavelli Niccolo, ๑๔๖๙–๑๕๒๗) คือ “วิธีการเป็นบทสรุปของเป้าหมาย (The End Justified the Means)” ซึ่งมีความหมายว่า การจะมีเป้าหมายใดๆ เพื่อให้ได้รับชัยชนะ จะต้องมียุทธวิธี (Means) ที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ ไม่ว่ายุทธการนั้นๆ จะใช้ด้วยวิธีการใดอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย (Ends) ในการทำการสัประยุทธ์ หรือในการแก้ปัญหาให้สมประสงค์ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องไม่ใช้กลยุทธ์ที่สกปรก หรือมีเล่ห์เหลี่ยมที่บิดเบือนหรือแอบแฝงเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพรรคพวก

การจะบริหารจัดการตามอำนาจหน้าที่ทั้งหลายทั้งปวง หากได้มีการน้อมนำหลักการแห่งพระพุทธธรรมดังกล่าวมาปรับใช้โดย ผู้ว่าฯ กทม. ก็จะสามารถบรรลุถึงซึ่งผลสัมฤทธิ์ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เหมือนดั่งที่ได้ปวารณาตนและอาสาเข้ามา เพื่อที่จะรับใช้ประชาชนชาว กทม. ทั้งนี้ โดยการยึดมั่นและดำเนินการอย่างแข็งขันและหนักแน่น เพื่อให้เป็นไปตามแผนและยุทธศาสตร์ที่ได้กำหนดไว้แต่เบื้องต้นตามลำดับไป มิฉะนั้น อาจจะหลงประเด็น แล้วก็ยึดถือไปปฏิบัติในทางที่ผิดๆ อีก โดยการจะแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าตามที่หวังตั้งใจไว้ ก็คงจะพลาดหวังซ้ำซากเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา เพราะผลที่จะได้รับก็คือ การบีบคั้นให้ชาวกรุงเทพมหานคร ต้องอดทนอดกลั้นต่อไป โดยไม่รู้ว่าจะยืนหยัดต่อไปได้อีกนานมากน้อยแค่ไหน เท่าไร อย่างไร?

เนื่องจาก ณ วันนี้ กรุงเทพมหานครน่าจะถึงขั้นวิกฤติที่ไร้ซึ่งความมั่นคง และมีสุขอนามัยที่ล้มเหลวถึงขั้นที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีสุขภาพจิตที่เสื่อมทรุดลงทุกวัน ดังมีคำวินิจฉัยของจิตแพทย์ผู้หนึ่งที่รายงานไว้ว่า “ประชากรชาว กรุงเทพมหานครมีผู้ที่ประสบกับปัญหาดังกล่าวถึงร้อยละ ๒๕“ แล้ว (เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๔) ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะ กทม. เป็นเมืองที่ขาดทั้งความสะดวกสบายและความสงบเรียบร้อย หากยังเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ตลอดจนมีภัยมืดที่มีอันตราย ซึ่งคงคุกคามอยู่รอบด้านในชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน โดยมีเหตุร้ายต่างๆ เกิดขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวัน

เหตุการณ์ทั้งหลายสามารถหยั่งรู้ได้ และพบเห็นได้ในสื่อต่างๆ ที่เผยแพร่ข่าวสารอยู่ทุกๆ วัน เช่น เหตุร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งบนสะพานลอยและในที่เปลี่ยว หรือแม้ในที่แจ้งก็ไม่เว้น ภัยจากผู้ที่เสพยาเสพติดหรือยาบ้าแล้วทำร้ายตัวเอง และมีผู้บริสุทธิ์ถูกทำร้ายถึงชีวิต หรือภัยจากโจรที่คุกคามผู้โดยสารสตรีบนรถตู้โดยสารรับจ้างสาธารณะ หรือแม้บนรถแท็กซี่ที่คนขับใช้ปืนยิงผู้โดยสารหญิงซึ่งเป็นชาวต่างชาติญี่ปุ่น เป็นต้น

เหตุร้ายที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ เหตุที่เกิดเมื่อคืนวันส่งท้ายปีเก่า ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ เพราะกลุ่มนักเรียนทะเลาะกัน โดยมีพนักงานสาวของห้างสรรพสินค้า อายุ ๓๒ ปี ถูกเบียดตกรถประจำทางและถูกล้อหลังรถทับศีรษะตายทันที สิ่งที่น่าเศร้ายังไม่เป็นที่สุดก็มีอีก คือ ผลกระทบที่ทำให้พลเมืองดีๆ ต้องตกเป็นผู้รับเคราะห์กรรมและเสียชีวิตอยู่เป็นประจำ โดยตนเองไม่มีส่วนรู้เห็นในเหตุการนั้นๆ อย่างสิ้นเชิง

เพราะภัยคุกคามจากโจรผู้ร้ายที่ฉกชิงวิ่งราวและทำร้ายร่างกายต่างๆ จนถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตนั้น ยังมีปรากฏและเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ โดยมีเหตุที่น่าสลดใจเกิดขึ้นตามมาอีกอย่างไม่หยุดหย่อน ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้ามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เมื่อคืนวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๗ โดยมีนักศึกษาที่ต้องตกเป็นเหยื่อถูกทำร้ายร่างกายมีอาการสาหัสอีก ๓ ราย เพียงเพื่อฉกชิงทรัพย์สินเล็กๆ น้อยๆ คือ โทรศัพท์มือถือและเงินสดเพียง ๕๐๐ บาท เป็นต้น

และล่าสุด ตามด้วยเหตุเกิดบนรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์อีก ที่ก่อขึ้นโดยนักเรียนที่เกเรยกพวกตีกัน แล้วใช้ปืนยิงขึ้นไปบนรถเมล์ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีคนจำนวนมากนั่งโดยสารอยู่ ทำให้มีคนรับเคราะห์และตายไปอีกหนึ่งคน โดยผู้ตาย คือ โปรแกรมเม่อร์หนุ่มซึ่งเป็นพนักงานเอกชนของบริษัท ไทยพลาสติก ชื่อนายเสริมศักดิ์ กิตติธนนพร เมื่อคืนวันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวใช่จะเพิ่งเกิดขึ้น แต่มีอยู่อย่างต่อเนื่องและยังไม่ทราบว่าจะสงบเรียบร้อยได้เมื่อไร แค่ไหน อย่างไร?
ทั้งนี้ ยังไม่นับสถานการณ์ที่ไม่สงบใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเกิดปะทุมานานหลายเดือนแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลก็ยังไม่สามารถจะควบคุมเหตุร้ายให้บรรเทาเบาบางลงได้เลย เหตุการณ์ร้ายๆ ทั้งหลายทั้งปวง คือ ส่วนหนึ่งของความไม่สงบที่เป็นอีกมลภาวะหนึ่งในสภาพแวดล้อมของสังคมไทยเกือบทั่วทั้งประเทศอยู่ในปัจจุบัน ที่ยังคงปรากฏให้พบเห็นอยู่เป็นระยะๆ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่สามารถที่จะควบคุมและดูแลตรวจตราให้เกิดความสันติสุข ปลอดภัย แม้ความเป็นธรรมในชีวิตและทรัพย์สินอันมั่นคงและมีเสถียรภาพที่ยั่งยืนได้
พันธะกิจ (Mission) และอำนาจหน้าที่เฉพาะหน้าของ ผู้ว่าฯ กทม. ในวินาทีนี้ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะยกระดับให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรที่พำนักอาศัยอยู่ใน กทม. ให้มีมาตรฐานที่จะดีขึ้นกว่านี้ ขณะเดียวกัน ยังต้องสร้างความเท่าเทียมกัน (Equalization) ให้เหมือนๆ กันทุกชนชั้น และสามารถขจัดซึ่งมลภาวะแวดล้อมทั้งหลายทั้งปวงให้จงได้
พันธกรณีที่จำเป็นไม่น้อยอีกเรื่องที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการที่จะสร้างบ้านแปงเมืองให้ กทม. เป็นเมืองที่น่าอยู่น่าอาศัย ตลอดจนการสร้างความเจริญ การพัฒนาและความรุ่งเรือง เพื่อทำให้ กทม. หรือประเทศไทยสามารถเทียบชั้นได้เท่ากับประเทศที่เจริญๆ แล้วอย่างเป็นสากล (Globally) จะต้องบังเกิดขึ้นโดยพลัน
ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของ ผู้ว่าฯ กทม. ที่จะมาสืบสานแนวคิดนี้ให้ลุล่วงสืบไป เพราะถ้าหากยังปล่อยให้มีปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า หมักหมม และเป็นอยู่ดังเช่นปัจจุบันนี้ต่อไป อีกไม่ช้าไม่นาน การจะคิดทำอะไร ก็คงจะยากเย็นและสายเกินกว่าจะแก้ไขอย่างแน่นอน
เนื่องจาก ในทางปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ว่าฯ กทม. คือ ส่วนหนึ่งที่คงต้องยึดโยงกับกฎระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินตามที่กฎหมายบัญญัติ และอีกส่วนหนึ่ง ก็จะต้องดำเนินการตามแนวนโยบายที่ให้สอดคล้องกับฝ่ายรัฐบาลกลาง เพราะเป็นหน้าที่ที่จะต้องสนองตอบตามที่ได้กำหนดไว้เป็นนโยบายต่างๆ นั้นด้วย
ถึงกระนั้น ก็ต้องไม่ละเว้นซึ่งการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนเป็นหลักใหญ่ ด้วยเหตุนี้ การจะเลือกตั้งและสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการคัดเลือกและการสรรหา ของประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ที่เหมาะสมจริงๆ กับภาระหน้าที่ที่รออยู่
อย่างไรก็ดี การจะแสวงหา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอุดมการณ์ดังกล่าวได้ไม่ยาก สิ่งสำคัญ ยังจะต้องขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของยุทธศาสตร์เชิงนโยบายของผู้สมัคร และประชามติของผู้ที่มีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้ง คือผู้จะตัดสินใจ โดยการพิจารณาวินิจฉัยในแผนงาน พร้อมการลงคะแนนเสียงและแต่งตั้งในครั้งต่อไป
ทั้งนี้และทั้งนั้น ประชาชนจะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำ หรือถูกมอมเมาด้วยกระแสการสร้างภาพที่ชักจูงไปในทางที่ผิดๆ อีกด้วย หรืออย่างน้อย ก็ควรให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญฯ ๒๕๔๐ ที่ได้บัญญัติไว้ กล่าวคือ
ต้องปฏิบัติตามที่มีข้อห้ามในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามมาตรา ๔๔ (๕) ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามไว้แล้วอย่างชัดแจ้ง
ในขณะเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่จะต้องใช้วิจารณญาณใคร่ครวญอย่างเสรีเต็มที่ เพื่อเลือกสรรบุคคลที่น่าเชื่อถือที่สุด โดยสามารถยึดถือหลักของความเป็นจริงแห่งพระพุทธธรรมที่เป็นสารณะอันยั่งยืน ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลที่สอนเตือนมนุษยชาติมาหลายพันปีแล้ว ในเรื่องของความเชื่อถือตามพระสูตร “กาลามสูตร” ในพระไตรปิฏก โดยไม่ให้เชื่อถือในสิ่งใดๆ อย่างงมงาย ๑๐ ประการ (๑๐ T) นั่นก็คือ
๑) โดยฟังความตามกันมา (By Tale) ๒) โดยถือปฏิบัติสืบต่อกันมา (By Tradition) ๓) โดยรับฟังข่าวลือมา (By Talk) ๔) โดยการอ้างตำรา (By Textbook) ๕) โดยการคิดเอาเอง (By Truth) ๖) โดยการคาดคะเนเอาเอง (By Trend) ๗) โดยการคิดเอาตามอาการที่เป็นไป (By Thought) ๘) โดยความชอบใจว่าถูกต้องตรงตามลัทธิของตน (By Theory) ๙) โดยเชื่อว่าผู้พูดควรจะเชื่อถือได้ (By Texture) ๑๐) โดยนับถือว่า “ท่านเป็นครูอาจารย์ของเรา” (By Teacher)
ดังนั้น การจะเลือกบุคคลใดๆ ที่เสนอตัวเป็นผู้รับสมัครการเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าฯ กทม. จึงจะต้องรู้จักใช้สติปัญญา ในการพิจารณาควบคู่กันไปกับความศรัทธา (Faith) และความเชื่อ (Trust) คือการไม่เชื่อถืออะไรที่ง่ายจนเกินไปดังกล่าวข้างต้น
นอกจากนั้น การเลือกสรรดังกล่าว ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ว่า เราจะต้องเลือกบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์แบบจอมปลอม โดยได้รับการยกย่องมากในสังคมชั้นสูง เพราะว่ามีฐานะดี หรือเป็นบุคคลที่จะต้องมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในสังคมอย่างสูงส่ง หรือเป็นบุคคลที่รวย หรู เลิศ กล้าคิด และกล้าแสดงออก ซึ่งไปถือว่าเป็นปรกติวิสัย อันเป็นพฤติกรรมที่ธรรมดาของวัฒนธรรมตะวันตก โดยยังมีจุดอ่อน คือ ขาดความสมถะ และความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติและเอกลักษณ์ของปรัชญาตะวันออกที่สำคัญ หรือไม่ใช่จะต้องเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใด ที่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาหรือสวยงามตามที่เป็นข่าวที่กำลังโจษขานกันอยู่ในขณะนี้
อนึ่ง จากบทเรียนในอดีต ตั้งแต่มีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ ได้สอนให้เรารู้แล้วว่า การเลือกบุคคลที่เป็นคนเก่าหรือคนใหม่ ที่ไม่มีจิตสำนึกอย่างแท้จริง หรือที่จัดสรรหรือยังสังกัด (Connected) พรรคการเมือง (Political Party) ที่มีชื่อเสียงดังๆ หรือก่อตั้งอยู่มายาวนาน หากแต่ขาดซึ่งความจริงใจ (Honesty) ต่อการทำงานในอันที่จะเอื้ออำนวย (Favor) หรืออุทิศตน (Devote) เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างจริงใจ ก็ไม่น่าหรือสมควรที่จะเป็นทางเลือกที่ดีเสมอไป
ทั้งนี้ มีตัวอย่างพิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ได้ จากกรณีข่าวอื้อฉาวเรื่อง “ชิง อบจ. โคตรโกง” โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของประเทศไทย ที่มีการคดโกงการเลือกตั้งกันอย่างมโหฬารของสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ อบจ. ซึ่งมีการเลือกตั้งนายกฯ อบจ. ที่เป็นหัวหน้าผู้บริหารโดยตรง อันเป็นไปตามหลักการการกระจายอำนาจของรัฐบาลกลางไปสู่ท้องถิ่น และต้องเป็นไปตามที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และยังเป็นการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งแรกของประเทศรวม ๗๔ จังหวัดในส่วนภูมิภาค ที่อำนวยการการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๗ เป็นอาทิ
กรณีดังกล่าว จึงเป็นการบ่งบอกถึงข้อบกพร่องและการไม่รับผิดชอบของกลุ่มนักการเมือง ที่โดยเนื้อแท้แล้ว แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นเก่าๆ แต่ก็เก่าเพราะอยู่มานาน (Live-long) เท่านั้นเอง แม้จะเป็นชนรุ่นใหม่ แต่ก็ยังขาดซึ่งประสบการณ์ของชีวิต และขาดซึ่งวุฒิภาวะในอันที่จะรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมอย่างโปร่งใสและยุติธรรม
เนื่องจากประเทศไทยตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยมา ก็นานกว่า ๗๐ ปี ดังนั้น การคิดจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง จึงคงไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยก็น่าจะต้องปรากฏมีรัฐบุรุษ (Statesman) ไปหลายท่านแล้ว จึงเป็นที่แน่ใจได้ว่า บุคคลเหล่านั้น คือบุคคลที่ใช่จะมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างล้นเปี่ยม หรือมีความสามารถพิเศษเพียงพอ ในอันที่จะสร้างผลงานให้ปรากฏบังเกิดแก่ประเทศชาติอย่างจริงจังเลย
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว ต่างก็เป็นที่ประจักษ์ชัดมานานแล้วเช่นกัน แต่การจะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนาดังกล่าวนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับผลที่จะปรากฏของการเลือกตั้งแต่ละครั้งที่จะออกมาอีกไม่นาน เพราะผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง คือประชาชนที่จะเป็นคนออกเสียงตัดสินใจเลือกใครให้มาเป็นตัวแทน ทั้งหลายทั้งปวง ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับความพอใจในยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาทั้งหลายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะนำเสนอมาด้วยส่วนหนึ่ง
การศึกษาในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นถึงแนวทางการแก้ปัญหาทั้งหลาย ประกอบกับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่มวลชนโดยรวม ในขณะเดียวกัน อาจสามารถช่วยเตือนสติชาวกรุงเทพมหานคร ไม่ให้หลงตามกระแสที่ไร้สาระ พร้อมมีทักษะในการพินิจพิเคราะห์ให้กระจ่างแจ้ง ซึ่งสามารถที่จะพิจารณาเลือกและตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยจำเป็นจะต้องเป็นบุคคลที่สามารถสัมผัสรู้ซึ้งถึงปรกติวิสัยของผู้ใต้ปกครองอย่างมีคุณูปการสืบไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัย

๑. เพื่อศึกษาปัญหาและอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
๒. เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการของประชาชนในกรุงเทพมหานคร
๓. เพื่อศึกษาแนวยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย ที่มีประโยชน์ต่อมวลชนในสังคมเมืองกรุงเทพมหานครและประสิทธิภาพของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
๔. เพื่อนำเสนอแนวความคิดเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ ที่จะช่วยแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ต่อสังคม การเมืองการปกครอง เสถียรภาพความมั่นคง และวัฒนธรรมอันดีงามของกรุงเทพมหานคร
๕. เพื่อเป็นคัมภีร์ที่เป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานคร ซึ่งสามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อการหาเสียงในการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของผู้วิจัยศึกษา หรือนักการเมืองที่มีเจตนารมณ์ต้องการทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง

กรอบความคิดหรือขอบเขตของการศึกษา

การมีอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องเป็นไปตามที่ระบุและบัญญัติไว้ในโครงสร้าง (Structure) ของการบริหารงานที่สำคัญ โดยมีสถานภาพ (Status) เป็นฝ่ายผู้บริหารสูงสุด (Chief Executive Officer: CEO) ของ กทม. ซึ่งกำหนดให้มีวาระในการดำรงตำแหน่งไว้ ๔ ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะผู้ว่าฯ กทม. คือ บุคคลผู้มีตำแหน่งทางการเมือง โดยเป็นผู้ที่จะได้รับอานัติจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกเข้ามาโดยตรงและลับ
ทั้งนี้ มีการกำหนดอำนาจหน้าที่หลักๆ ไว้ให้ ผู้ว่า กทม. ถึง ๗ ประการ เพื่อเป็นหลักยึดในการปฏิบัติหน้าที่อันชอบธรรมของ ผู้ว่าฯ กทม. ตามครรลองของระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ข้อกำหนดดังกล่าวในข้อที่ ๑. ได้ให้อำนาจหน้าที่แก่ ผู้ว่าฯ กทม. ในการกำหนดนโยบาย (Policy Formulation) และบริหารราชการให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ กับข้อกำหนดในข้อที่ ๒. ที่ระบุให้อำนาจหน้าที่ของ ผู้ว่าฯ กทม. ในการสั่งการอนุญาต และการอนุมัติเกี่ยวกับราชการของกรุงเทพมหานคร โดยมีข้อจำกัด ซึ่งเป็นกรอบของการปฏิบัติงานตามที่กฎหมายบัญญัติ
เนื่องจากรูปแบบในการปกครองกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ได้มีการกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘ (แก้ไขเพิ่มเติมจนถึงฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๔๒) มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรงและลับ และมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร”
โดยโครงสร้างดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีหลักการดั้งเดิมและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาจาก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ได้จัดสรรแบ่งอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ไว้เป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายบริหาร (The Executive) และฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative Assembly) ตามลำดับ
ในการศึกษา ณ ที่นี้ จะขอยกประเด็นของฝ่ายแรกมากล่าวเน้นโดยเฉพาะ นั่นคือ ฝ่ายผู้บริหาร ซึ่งได้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนโดยตรง ด้วยบทบัญญัติดังกล่าว มีนัยที่แสดงว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสามารถจะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
เพราะ ผู้ว่าฯ กทม. คือผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา และแต่งตั้งให้เข้ามาทำงานเพื่อบริการประชาชน โดยมียุทธวิธีซึ่งจะเป็นไปตามแนวความคิดที่ได้นำเสนอเป็นแนวยุทธศาสตร์ ซึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนการเลือกตั้งหรือขณะทำการหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งนี้ โดยสามารถกำหนดแนวยุทธศาสตร์แห่งตนให้เป็นไปตามบริบทที่เห็นควร
ด้วยเหตุนี้ การที่ ผู้ว่าฯ กทม. คือ ผู้จะมาดำรงตำแหน่งในสมัยหน้านี้ จึงสมควรที่จะต้องริเริ่มให้มีแนวความคิดและแนวยุทธศาสตร์ใหม่ๆ อันอาจจะสร้างสรรค์ให้เกิดแก่สังคม กทม. ได้อย่างอิสรเสรี พร้อมต้องมีรายละเอียดที่พอเหมาะพอควร เพื่อให้สอดคล้องต่อประเด็นปัญหาและตรงต่อความต้องการ (Needs) ที่แท้จริงของประชากรชาวกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่ด้วย
การเลือกตั้งดังกล่าวนั้น จึงจำเป็นต้องเลือกสรรอย่างเข้มข้นและมีความหมายมาก เพื่อให้มีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง ที่ประชากรชาวกรุงเทพมหานครจะได้รับซึ่งผลกระทบน้อยที่สุด และเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญยิ่ง
เนื่องจาก กทม. เป็นมหานคร ซึ่งมีปัญหาด้านสภาพแวดล้อมและการบริหารจัดการโดยรวมค่อนข้างมาก โดยยังมีหลายหน่วยงานที่สลับซับซ้อนกันอยู่ และต่างคนก็ต่างทำซึ่งขาดการประสานงานที่ดี หรือมีการทำงานซึ่งไม่ตรงตามที่ประชาชนต้องการแต่อย่างใด จึงสามารถแยกแยะและมองเห็นความเป็นไปได้พอสมควรว่า ในการศึกษาครั้งนี้ จะส่งผลให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้งที่กำลังจะบังเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ คงสามารถบรรลุถึงซึ่งผลสำเร็จในการแก้ปัญหาต่างๆ ต่อไป

นิยามศัพท์เฉพาะ

ยุทธศาสตร์ (Roadmap or Strategy)
หมายถึงแนวยุทธการ (Strategy) เชิงนโยบายที่มียุทธวิธี (Tactics) หรือวิธีการ (Means) อันไม่ใช่กลวิธีที่ฉ้อฉล (Delusive Mechanic) แต่เป็นวิธีการที่จะมีผลในทางบวก (Positively) โดยมีขั้นตอนและมีกระบวนการอย่างเป็นระบบ มีแผนงาน (Plan) และโครงการ (Project) พร้อมระยะเวลา (Period) และงบประมาณ (Budget) ที่กำหนดไว้คร่าวๆ พอประมาณ
เช่น ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติด ที่มีการกล่าวถึง เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดย ฯพณฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งเป็นนโยบายสาธารณะที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นสัญญาประชาคม (Social Contract) ของผู้นำ หรือผู้บริหารบ้านเมืองที่มีความรับผิดชอบสูง (High Accountability)
ในทำนองเดียวกัน ผู้ว่าฯ กทม. คือผู้ที่จะต้องนำเสนอแนวยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาต่อประชากรชาวกรุงเทพมหานคร ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่กำลังจะมาถึง เพื่อเป็นแนวยุทธการในการบริหารจัดการ อันจะนำพามาซึ่งการแก้ปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร อาทิเช่น ปัญหาการจราจร ปัญหาที่อยู่อาศัยและชุมชนแออัด ปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน ปัญหาน้ำเน่าน้ำเสีย ปัญหาหาบเร่แผงลอย และปัญหาอุบัติภัยต่าง ๆ เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมให้ได้ ภายในกำหนดเวลา ๔ ปี ตามวาระของการดำรงตำแหน่งเมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามา โดยมุ่งเน้นด้วยการแก้ปัญหาในประเด็นทั้งปวงที่ได้สร้างความเดือดร้อนและความไม่ชอบมาพากลทั้งหลาย ซึ่งได้ก่อความเสียหาย ความไม่สงบสุข ความไม่สะดวกปลอดภัย ความไม่สะอาดเรียบร้อย และความไร้ซึ่งระเบียบวินัยในสังคมเมืองมานานแล้ว ด้วยประการทั้งปวง ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สู่ภาคปฏิบัติอย่างราบรื่นที่เป็นจริงได้ และที่สำคัญที่สุด ก็คือ ต้องมุ่งเน้นถึงความเป็นไปได้ ตามหลักวิชาการเชิงประจักษ์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมชาวกรุงเทพมหานครทั้งมวลโดยตรง

กรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolis or Bangkok Metropolitan Administration)
ในความหมายแรก หมายถึงชื่อของพื้นที่ ที่เป็นอาณาบริเวณเขตตัวเมืองหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเดิมเป็นส่วนควบรวมของกรุงเทพพระนครและธนบุรี โดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๔ และ ๒๕ เมื่อ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๑๔ ชื่อว่า “จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี” และ “เทศบาลนครหลวง” ตามลำดับ
ต่อมา โดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๕ เมื่อ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๕ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร หรือ กทม.” ที่ไม่ใช่เป็นจังหวัดอีกต่อไป แต่เป็นมหานคร (Megalopolis) หนึ่งเดียวของประเทศ ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่กว่า ๑,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร และก่อตั้งเป็นเมืองหลวง (Capital) ของประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๒๕ โดยรัชกาลที่ ๑ แห่งพระปฐมบรมราชจักรีวงศ์มาจวบจนถึงปัจจุบัน
ในทางกายภาพ กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นเมืองๆ หนึ่งหรือนครหนึ่ง (A City) ซึ่งเป็นหน่วยงานแบบเทศบาลองค์กรหนึ่งของการปกครองส่วนท้องถิ่น หากแต่เป็นระบบการปกครองแบบพิเศษ ที่เป็นไปภายใต้พระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนมาจากการประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวข้างต้น และคงไว้ซึ่งชื่อ เรียกว่า “กรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolis)” โดยมีความหมายด้วยสมัญญาที่มีนามเป็น “พระนครแห่งเทพ” นั่นเอง
ทั้งนี้ เป็นกรุงเทพมหานครที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน แต่มีความแตกต่างจากจังหวัดทั่วๆ ไปในส่วนภูมิภาค เพราะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการแห่งแรกโดยตรงและลับจากประชาชน และมีฐานภาพเป็นที่สามารถปกครองตนเองได้อย่างอิสระ โดยมี ผู้ว่าฯ กทม. ที่มีอำนาจหน้าที่เต็มที่ในการบริหารจัดการและให้บริการสาธารณะต่างๆ ซึ่งจะเป็นผู้วางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์เชิงนโยบายได้เองด้วย
ส่วนในความหมายที่สอง กรุงเทพมหานครหมายถึงชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง ในฐานะเฉพาะที่เป็นองค์การที่จัดตั้งเป็นหน่วยงานแบบเทศบาลหนึ่งของการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่เป็นการปกครองรูปแบบพิเศษ และเป็นนิติบุคคลองค์กรหนึ่ง โดยใช้ชื่อเรียกว่า “กรุงเทพมหานคร หรือ กทม.” เหมือนกัน
แต่มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันไปว่า “Bangkok Metropolitan Administration: BMA” ซึ่งมีการแบ่งเขตปกครอง ออกเป็น ๕๐ เขต (อำเภอ) โดยมีผู้อำนวยการเขตทำหน้าที่ควบคุมดูแล และรับผิดชอบหน่วยปกครองย่อย ที่แยกออกเป็นแขวง (ตำบล) และหมู่บ้านตามลำดับไป
กรุงเทพมหานครดังกล่าว มีระเบียบการบริหารราชการแบบมหานคร ที่เป็นโครงสร้างหนึ่ง ซึ่งเป็นแบบอุดมคติ ของระบบราชการการบริหารส่วนท้องถิ่น โดยเน้นถึงการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ภาคประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อสามารถจัดการบริหารการบริการสาธารณะบางอย่าง ที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียเฉพาะท้องถิ่นให้มากที่สุด โดยมีพระราชบัญญัติควบคุมการบริหารจัดการ ซึ่งอาจเทียบได้เท่ากับทบวงหรือกระทรวงหนึ่งของระบบราชการไทยเชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘ และตามที่กฎหมายบัญญัติเพิ่มเติม โดยได้มีการกำหนดเพิ่มเติมไว้อีก ในพระราชบัญญัติการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช ๒๕๔๒ หมวด ๒ มาตรา ๑๘ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เป็นต้นมา โดยให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตน ตามมาตรา ๑๖ รวม ๓๑ หัวข้อ และมาตรา ๑๗ รวม ๒๙ หัวข้อ โดยมีบางหัวข้อที่ซ้ำซ้อนกันอยู่บ้างในบางกรณี

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่าฯ กทม. (Lord Mayor of Bangkok Metropolitan Administration or Bangkok Governor)
หมายถึง บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายการเลือกตั้งกำหนด และเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยมีประชาชนที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงเลือกสรรโดยตรงและลับ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีวาระครั้งละ ๔ ปีนับแต่วันเลือกตั้ง โดยมีนัยแห่งการมีอำนาจหน้าที่ที่จะบริหารจัดการ กทม. ตามที่ตนได้รับฉันทานุมัติมาจากประชาชนและที่มีมอบหมายตามเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติ หรือตามที่ตนเองได้จัดเตรียมเป็นแนวปฏิบัติซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย ในอันที่จะต้องทำการบริหารจัดการในการแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วง ตามที่ได้ให้ไว้ซึ่งคำมั่นสัญญากับประชาชนขณะทำการหาเสียงเพื่อการรับเลือกตั้ง
ทั้งนี้ จักต้องมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับความต้องการและข้อเรียกร้องของประชาชนโดยรวม โดยเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ ในหมวด ๒ มาตรา ๑๘ ซึ่งมีรายละเอียดที่ระบุอยู่ในมาตรา ๑๖ และ ๑๗ โดยมีการกำหนดให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง และมีข้อปลีกย่อยที่พอสรุปได้ว่า มีส่วนคล้ายๆ กับรายละเอียดต่างๆ ที่มีบัญญัติไว้แล้ว ๒๗ หัวข้อตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘ ในภาพรวมนั่นเอง
หากแต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ควรเป็นบุคคลที่จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม และเต็มใจที่จะเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆ แก่สังคมเป็นสำคัญ ในขณะเดียวกัน การจะเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ดีเยี่ยม จะต้องเป็นบุคคลที่มีมีอุดมการณ์อันสูงส่ง ซึ่งเพรียบพร้อมด้วยสติปัญญา ตลอดจนมีกำลังความสามารถ และมีความคิดริเริ่มที่สร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ อันจะก่อให้เกิดสิ่งที่น่าประทับใจต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ทั้งนี้ โดยมีความรอบรู้ ความเข้าใจในปัญหาต่างๆ และเข้าถึงประชาชนได้ด้วยความเมตตาและโอบอ้อมอารี โดยพร้อมที่จะรับฟังข้อคิดเห็น และข้อติติงจากบุคคลภายนอก แล้วนำมาซึ่งการแก้ปัญหาและความร่มเย็นเป็นสุขของสังคมเป็นเป้าหมายสำคัญ

ปริมณฑล (Neighboring Cities)

หมายถึงเขตพื้นที่ ที่เป็นจังหวัดข้างเคียง ซึ่งติดต่อและตั้งอยู่รอบๆ เขตพื้นที่ของ กรุงเทพมหานคร โดยประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดปทุมธานี เพราะจังหวัดเหล่านี้ มีความสัมพันธ์กับ กทม. ทั้งด้านกายภาพภูมิประเทศและด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ต่างๆ ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีปฏิบัติที่เชื่อมโยงถึงซึ่งกันและกัน โดยมิอาจจะแยกส่วนออกจากกันได้
เช่น ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และการพัฒนาการต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมีการปฏิสัมพันธ์อันสอดประสานกันอย่างแนบแน่นและใกล้ชิด โดยเป็นแบบเมืองพี่เมืองน้องกัน และถ้ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร หรือในจังหวัดเหล่านั้น ผลที่ตามมา ก็จะมีผลกระทบต่อเนื่องซึ่งกันและกัน โดยจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้เป็นไปตามเหตุและปัจจัยนั้นๆ ซึ่งกันและกันด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการคมนาคม การค้า การอุตสาหกรรม และการพัฒนาการด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการต่างๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกันในการประกอบอาชีพการงาน การจัดสรรที่อยู่อาศัย และการทำนุบำรุงสภาพแวดล้อมต่างๆ เป็นอาทิ ด้วยเหตุนี้ การที่จะต้องดำเนินการพัฒนาตามแผน หรือมีโครงการใดๆ เกิดขึ้น จึงจำเป็นในอันที่จะต้องกระทำไปพร้อมๆ กันอย่างสอดประสาน และร่วมมือร่วมแรงกันปฏิบัติการให้เป็นไปอย่างบูรณาการ
ดังนั้น ภายใต้กรอบและขอบเขตของการศึกษาในกรณียุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานครนี้ จึงมีส่วนหนึ่งหรือหลายๆ ส่วนที่ต้องเกี่ยวข้องและหมายถึงพื้นที่ ที่เป็นเขตติดต่อกับกรุงเทพมหานคร ในสถานภาพของปริมณฑลด้วย

ระบบการจราจร (Road Traffic System)

หมายถึง การสัญจรไปมาทางพื้นราบบนบกหรือทางยกพื้น โดยมีถนนหนทางที่เป็นพื้นดิน (Earth) หรือพื้นคอนกรีต (Concrete) เป็นฐานรองรับตลอดเวลา และผ่านการก่อสร้างด้วยการบดอัดแน่นให้ราบเรียบ จนเป็นผิวถนนสำหรับการจราจรหรือสัญจรที่สะดวกและปลอดภัย โดยถนนดังกล่าว จะมีทั้งที่ราดยาง หรือเทปูนซีเมนต์ หรือคอนกรีต
ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ที่รองรับการเดินเท้าและยานพาหนะต่างๆ เพื่อให้สามารถเดินทางสัญจรผ่านไปมาได้ จากจุดหมายหนึ่งไปสู่อีกจุดหมายหนึ่งอย่างสะดวกสบาย โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางกั้นจนทำให้ติดขัด แต่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่เป็นระบบที่แน่นอนและชัดเจน
ทั้งนี้ เพราะความหมายของคำว่า ระบบ (System or Order) ตามความหมายในพจนานุกรมไทย (ฉบับภาคอังกฤษ) โดย ดร. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม หมายถึง ทำนอง (Regime) ลำดับ (Order) อย่าง (Form) ชั้น (Custom or Manner) ระเบียบของส่วนต่างๆ ที่รวมกัน (Procedure) หรือร่วมกันอย่างผสมกลมกลืน
ส่วนคำว่า จราจร (Traffic) หมายถึง การไปมา การเคลื่อนที่ไปมาตามทางของยวดยานพาหนะ คน หรือสัตว์พาหนะ และในส่วนของคำว่า สัญจร มีความหมายหมายถึงถนน (Road) ช่องทาง (Passage) การผ่านไปมา (Thoroughfare) หรือ เที่ยวไป (Travel) ผ่านไปมา (Pass Along) เดินไป (Wander)
ดังนั้น ระบบการจราจร จึงหมายถึงการเดินทางสัญจรไปมาบนถนนหนทาง ที่เป็นระบบระเบียบ โดยการเดินทางสามารถที่จะขับเคลื่อนไปมาตามทางของยานพาหนะ ที่มีคน สัตว์พาหนะมาเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ โดยไม่มีการหยุดชะงักและติดขัดขณะมีการสัญจรไปมาเหมือนกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ กทม. ประสบแต่ปัญหาการจราจรติดขัด เพราะติดไฟแดงและมีจุดตัดมากเกินควร ซึ่งผิดวิสัยของความหมายที่แท้จริงของการสัญจรตามระบบการจราจรที่ครบวงจร และยังขาดซึ่งระบบการบริหารจัดการที่ทรงประสิทธิภาพ อีกทั้ง ยังไม่มีระบบการขนส่งมวลชนหรือระบบราง ที่จะมีปริมาณเพียงพอมารองรับกับความต้องการ อย่างแท้จริงในขณะนี้

วนเวย์ (Wonway)

“วน” หมายถึง การเวียนรอบเป็นวงกลม (Circulate) หรือหมุนรอบ (Circle) ตามคำนิยามที่มีความหมายในพจนานุกรมไทย (ฉบับภาคอังกฤษ) โดย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม ส่วนคำว่า “เวย์” หมายถึง Way ที่ทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับถนนหนทางหรือทางบก เพื่อการสัญจรไปมาทั่วไป ส่วนในความหมายที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีคำว่า “Won” เป็นคำย่อของ ๓ ตัวพยัญชนะมาผสมกัน โดยนำอักษรย่อของแต่ละตัวที่มีความหมายต่างกัน มาผสมกันให้เป็นชื่อเรียกใหม่ อันเป็นสัญลักษณ์ของระบบนี้ด้วย กล่าวคือ “W” ย่อมาจาก Won แทนความหมายของคำว่า “วน” โดยการเทียบเสียงจากภาษาไทย, “O” แทนคำว่า One Way ที่หมายถึงการเดินรถทางเดียว, และ “N” แทนคำว่า Non Stop ที่หมายถึงการไม่หยุดอยู่กับที่ ส่วนคำว่า Way ก็คือถนนหนทางที่เป็นทางบกดังกล่าวข้างต้น
วนเวย์ จึงหมายถึง ระบบการเดินรถแบบใหม่ ที่เน้นการเดินรถทางเดียว และดำเนินไปในทิศทางเดียวกันบนถนนสายต่างๆ เท่าที่มีอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (หรือทั่วประเทศไทยในภาพรวม) ตามความจำเป็นที่จะต้องอำนวยความสะดวกสบาย ในการใช้รถใช้ถนนอย่างเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และความหนาแน่นของการจราจรแต่ละท้องที่ ซึ่งสามารถที่จะใช้ประโยชน์ให้เต็มศักยภาพของถนนหนทางเท่าที่มีอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างเพิ่มขึ้นมาใหม่อีก
วนเวย์ เป็นระบบการบริหารจัดการ ให้ระบบการเดินรถแบบวนไปวนมา ซึ่งไม่ใช่การเดินรถทางเดียวหรือวันเวย์ (One Way) ดังที่เข้าใจกันอยู่โดยทั่วไป แต่เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นระบบการเดินรถที่คิดขึ้น ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยนายกริช ตรรกบุตร ที่เป็นผู้มีสัญชาติไทย ซึ่งได้ข้อสรุปที่เป็นระบบใหม่ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๓๕
โดยได้แสดงไว้แล้ว ณ ที่นี้ ในบทสุดท้ายของเรื่องตามลำดับไป ซึ่ง “วนเวย์” ตามแผนภูมิภาพเอกสารประกอบที่ ๑ – ๓ ของการศึกษานี้ เป็นการจัดระบบการจราจรที่ไม่มีจุดตัด (Obstruction) อันเป็นระบบที่ใช้แนวทฤษฎีการไหลเวียนของน้ำหรือของของเหลว หรือระบบการหมุนเวียนของเลือดในร่างกายมนุษย์ที่เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่มีการหยุดนิ่ง (Free Flow) โดยเป็นแนววิธีการเดินรถแบบไม่มีหยุด (Non-Stop) จนกว่าจะถึงที่หมาย (Destination) และเป็นระบบที่ไม่ใช้สัญญาณไฟจราจร (Traffic Light) แต่อย่างใด นั่นก็คือ การยกเลิกสัญญาณ “ไฟแดง” อย่างสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน ก็ปล่อยให้มีการเลี้ยวซ้ายได้ตลอดเวลา โดยยังต้องห้ามเลี้ยวขวาอย่างเด็ดขาดด้วย ยกเว้นการเลี้ยวขวาที่กำหนดให้มีการเดินรถตามระบบที่จำเป็นต้องวิ่งแล่นหมุนเวียนแบบวนไปมาหรือเป็นไปแบบวงเวียน หรือมีสถานที่ที่กลับรถได้ตลอดเวลาในที่ที่กำหนดและจัดไว้ให้เท่านั้น
ทั้งนี้ เป็นระบบการจราจรที่จะประหยัดงบประมาณอย่างยิ่ง สำหรับการบริหารจัดการในการปรับเปลี่ยนเพื่อการแก้ปัญหาการจราจรโดยรวม และเพื่อสวัสดิภาพ ความปลอดภัยและช่วยลดอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนนเกือบจะบริบูรณ์ โดยเป็นการรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทรัพยากรของแผ่นดินทั้งมวล

สะพานสูง (Fly Over or Bridges)

หมายถึงสะพาน หรือตะพาน ตามความหมายในพจนานุกรม ซึ่งเป็นสะพานที่กว้างใหญ่หรือเล็กตามสถานภาพนั้นๆ ที่ก่อสร้างด้วยเหล็กหรือคอนกรีต โดยให้สามารถรองรับปริมาณยานพาหนะต่างๆ ได้อย่างพอเพียง ซึ่งจำเป็นอยู่แล้วที่จะต้องก่อสร้าง เพื่อข้ามแม่น้ำ คูคลอง หนองบึง หรือลำลางทางระบายน้ำ ตลอดจนข้ามทางรถไฟและทางแยกต่างๆ โดยไม่สร้างเพื่อการสัญจรที่มีระดับเสมอกับระดับถนนหนทางเหมือนกับการสร้างสะพานรถไฟทั่วไป แต่เป็นสะพานที่จะต้องก่อสร้างแบบยกพื้น (Elevated) ให้สูงขึ้นและมีความยาวพอประมาณตามความต้องการและเหมาะสม เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกต่อการจัดเตรียมช่องทางสำหรับเป็นทางสัญจร และเพื่อการกลับรถและรถลอดใต้สะพานไปได้ทั้งสองฝั่งอย่างเหมาะสมและเพียงพอ ทั้งนี้ ไม่ใช่มีไว้เพื่อการพักอาศัยหรือให้มีการทำการค้าใดๆ ดังที่เป็นอยู่ในหลายๆ แห่ง
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณแผ่นดินในการก่อสร้างสะพานลอยกลับรถรูปเกือกม้า หรือสะพานวน (Loop Ramp) ซึ่งวนจนเวียนหัว และสิ้นเปลืองมากๆ เฉกเช่นที่มีการก่อสร้างอย่างมากมายทั่วไปในขณะนี้ เพราะเป็นการสูญเสียค่าใช้จ่ายและพื้นที่ที่ดินอันมหาศาลโดยใช่เหตุ เนื่องจากต้องเวนคืนที่ดินของประชาชนด้วยงบประมาณที่สูง อีกทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิมอีกด้วย และที่สำคัญมากๆ คือ เป็นการผลาญงบประมาณอันมหาศาลของแผ่นดิน
โดยแนวความคิดนี้ จะเป็นวิธีการลดจุดตัดที่เป็นสาเหตุของการจราจรติดขัด และลดจุดอันตรายที่สุด จากการก่อให้เกิดอุบัติเหตุอีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากการกลับรถที่มีอยู่กลางถนนหลวงทั้งหลายในปัจจุบัน คือ จุดที่เป็นปัญหาที่ทำให้รถติดขัดและเกิดเหตุร้าย ซึ่งสร้างความสูญเสียต่างๆ ดังกล่าว
สะพานสูงต้นแบบที่สามารถพบเห็นได้คือ สะพานกษัตริย์ศึก ที่ก่อสร้างข้ามทางรถรถไฟช่วงรอยต่อถนนพระรามที่ ๑ และถนนกรุงเกษมหรือยศเส ซึ่งมีมาเนิ่นนานตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๖ และในที่อื่นๆ อีกหลายๆ แห่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายและเป็นการสูญเสียอย่างยิ่ง ที่ไม่มีใครซึ่งมีส่วนรับผิดชอบของภาครัฐจะมีความคิดในอันที่จะนำเอาไปเป็นแบบอย่างที่ดีๆ เลย

สะพานลอยคนข้าม (Pedestrian Fly Over)

หมายถึง สะพานลอยที่ก่อสร้างด้วยโครงเหล็กหรือคอนกรีต เพื่อคนเดินข้ามถนนจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งอย่างปลอดภัย โดยไม่กีดขวางการสัญจรของยานพาหนะใดๆ เป็นการก่อสร้างคร่อมอยู่เหนือถนนและควรก่อสร้างให้ดี โดยมีบันใดขึ้นลงที่ไม่ชันจนเกินไป หรือถ้าเป็นไปได้ ให้มีบันไดเลื่อยด้วยยิ่งดี เพื่อคนเดินสัญจรไปมาทั้งสองด้านได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งจะต้องมีหลังคามุงเพื่อกันแดดและฝน พร้อมติดตั้งไฟแสงสว่างอย่างพอเพียงทุกแห่งด้วย
ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและอุ่นใจแก่สาธารณชนทั่วไปอย่างไม่มีปัญหา โดยจะต้องสร้างในเขตชุมชนอย่างทั่วถึง และไม่ห่างกันและกันมากจนเกินควร โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่เป็นชุมชน ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน จะต้องจัดสร้างให้ถี่ขึ้นเท่าที่จะทำได้ และหากมีความจำเป็นจริง ในเขตพื้นที่ที่เป็นเขตการค้าที่หนาแน่น สามารถขยายพื้นที่ทางข้ามดังกล่าวให้กว้างขวางขึ้น โดยจัดให้เป็นสถานที่ที่ค้าขาย ซึ่งสามารถวางหาบเร่แผงลอยได้ และแบ่งสรรพื้นที่ให้เป็นสถานที่ที่จอดรถได้อีกทางหนึ่ง
เพราะถ้ามีการวางขายสิ่งของบนนั้นได้อย่างมีระบบระเบียบ ด้วยการจัดเตรียมสะพานลอยดังกล่าวไว้ให้อย่างถูกต้องตรงเป้าประสงค์นี้ ก็สามารถที่จะลดปัญหาการฉกชิงวิ่งราวบนสะพานลอยได้ระดับหนึ่ง และจะเป็นวิธีการที่จูงใจให้ประชาชนสนใจ ใส่ใจและเริ่มที่จะนิยมใช้สะพานลอย โดยไม่ต้องบังคับเคี่ยวเข็ญอีก
เนื่องจาก เมื่อมีสะพานลอยที่มีมาตรฐานแล้ว ผู้คนที่เดินสัญจรไปมานั้น ต่างก็จะหันมาใช้สะพานลอยอย่างสม่ำเสมอ โดยมีตลาดขายสินค้าต่างๆ คอยให้บริการอยู่ด้วย ดังเช่นหาบเร่แผงลอยทั้งหลายที่ตั้งวางขายอยู่ ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดใจผู้คนทั่วไป ให้หันมาใช้สะพานลอย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย เพราะกีดขวางการสัญจรบนทางเท้าเช่นปัจจุบันนี้ และช่วยแก้ปัญหาสถานที่จอดรถที่หายากมากขึ้นทุกวัน
นอกจากนั้น อุบัติเหตุจากการเดินข้ามถนนจนเสียชีวิตและทรัพย์สินก็จะลดลง ซึ่งเป็นการลดจุดตัดของระบบการจราจรอีกวิธีการหนึ่ง และสุดท้าย การจะเดินข้ามถนน ก็จะกลายเป็นปรกติสำนึกกับจะเป็นนิสัยที่เคยชินของวิญญูชนและสันติชนทั้งหลาย ในอันจะช่วยส่งเสริมและส่งผลต่อการเคารพต่อกฎระเบียบและวินัยของมหาชนในสังคมได้อีกระดับหนึ่ง

ชุมชนแออัดหรือสลัม (Slums)

หมายถึงหมู่บ้านที่เป็นของกลุ่มบุคคล ซึ่งก่อตัวทีละเล็กทีละน้อยของผู้ที่ไร้ถิ่นที่อยู่อาศัย หรือไร้ซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของตนเอง จนกลายเป็นชุมชนที่แออัดด้วยการบุกรุกและยึดพื้นที่ที่ดินว่างเปล่า ทั้งที่เป็นของทางราชการและเอกชน แล้วต่างก็ก่อสร้างบ้านเรือนแบบลวกๆ และอยู่อาศัยแบบถาวรโดยพละการตลอดมา
การปักหลักปักฐานจัดตั้งเป็นหมู่บ้านที่เป็นชุมชนอย่างเป็นกิจลักษณะ ซึ่งดำเนินมาเรื่อยๆ จากหมู่บ้านหนึ่งไปสู่อีกหมู่บ้านหนึ่งตามมาอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยยังไร้ซึ่งการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดิน และผิดกฎระเบียบแบบแผนที่ถูกสุขลักษณะ หรือไม่มีการขออนุญาตการก่อสร้างบ้านอย่างถูกต้องตามข้อกฎหมายเทศบัญญัติ และไม่มีการท้วงติง ตักเตือน หรือปกป้อง โดยเจ้าของที่ดินเหล่านั้นตั้งแต่ต้นมือ จนปรากฏเกิดเป็นชุมชนดังกล่าวอย่างมากมาย และหลากหลายในหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนลุกลามเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขปัญหาหนึ่งมาเนิ่นนาน โดยเฉพาะปัญหาอัคคีภัย ปัญหาสุขอนามัย ปัญหาการแพร่ขยายของยาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาอื่นๆ ที่มีตามมาอีกมากมาย และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายทัศนียภาพความเป็นเมืองหลวงของกรุงเทพมหานครเป็นอย่างยิ่ง

มุมทางเลี้ยวหรือทางโค้ง (Turning Curves or Corners)

หมายถึง มุมถนนทางเชื่อมต่างๆ ตลอดจนมุมถนนที่เป็นทางเข้าออกของบ้านเรือน สถานที่ทำงาน หรืออาคารต่างๆ ซึ่งเป็นมุมทางเลี้ยวของรถยนต์ทุกชนิด หรือยานพาหนะทั้งหลาย สมควรต้องก่อสร้างโดยมีมุมเลี้ยวที่มีความเว้าหรือแนวโค้งที่กว้างขวางอย่างพอเพียง ต่อการจะเลี้ยวเข้าออกของยานพาหนะเหล่านั้น
เพราะการเลี้ยวเข้าออกแต่ละครั้ง รถยนต์จะต้องมีวงเลี้ยวที่กว้างพอสมควร จึงสามารถที่จะทำการขับขี่ให้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยไม่ใช่เป็นมุมฉากเหมือนที่เป็นอยู่ในทุกหนทุกแห่งในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นอีกประเด็นปัญหาหนึ่งที่ก่อให้เกิดการจราจรติดขัด และส่งผลให้การเลื่อนไหลของระบบการเดินรถทั้งระบบติดขัดไปด้วย ด้วยเหตุนี้ การจะสร้างอาคาร การจะติดตั้งเสาไฟฟ้า การจะติดตั้งสาธารณูปการต่างๆ เช่น ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ตู้ไปรษณีย์ หรือป้ายประกาศของทางราชการต่างๆ จะต้องไม่กีดขวางทางมุมเลี้ยวดังกล่าวอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ ควรจะกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานอย่างถาวรของการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ของการวางผังเมืองอีกทางหนึ่งด้วย โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ถือปฏิบัติและยึดถือเป็นหลักการ ซึ่งจะเป็นแนวการดำเนินงานอย่างถูกต้องตรงกันในที่สุด

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  • ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยแนวยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาแบบแผนใหม่ตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิ
  • ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร สามารถที่จะเกิดดุลยพินิจในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอุดมคติได้ และรับมหานิสงส์จากการแก้ปัญหาต่างๆ ตามที่ต้องการและตรงประเด็น
  • มวลชนในกรุงเทพมหานคร สามารถที่จะเสวยสุขได้ตามยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์จริงจัง โดยได้รับการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • ความมีเสถียรภาพในความสงบสุข ความมีระเบียบเรียบร้อยแห่งชีวิตทั้งในด้านสังคม การเมืองการปกครอง ความปลอดภัย เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชาวกรุงเทพมหานครจะบังเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนสืบไป
  • กรุงเทพมหานครจะเป็น “พระนครแห่งเทพ” โดยเป็นมหานครชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก สมกับที่ได้รับพระราชทาน “สมัญญานามที่ยาวที่สุดในโลก” และกลับสู่ยุคแห่งเมือง “เวนิสตะวันออก” อันสดใสและเฟื่องฟูอีกวาระหนึ่ง
  • ได้เป็นคัมภีร์สำหรับผู้จะสมัครลงรับเลือกตั้ง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สามารถนำแนวยุทธศาสตร์นี้ ไปประยุกต์ใช้ในการหาเสียงและสร้างคุณประโยชน์ให้เกิดกับประชากรชาวกรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป

ระเบียบวิธีการศึกษา และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าแบบการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เชิงคุณภาพ (Qualitative Method) ที่เป็นแนวเชิงพรรณนา (Descriptive) และเชิงวิเคราะห์ (Analytical) โดยการศึกษาจากตำรา บทความ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ทำการศึกษาวิจัยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ โดยการยึดโยงกับแนวทฤษฎีการพัฒนาต่างๆ ที่สัมพันธ์กับแนววิธีการกำหนดยุทธศาสตร์เชิงนโยบายที่มีหลากหลายระบบ กล่าวคือ

พฤติการตามธรรมชาติของคนและรัฐ ตามแนวความคิดของนิโคโล มาคิอาเวลลี่ (Niccolo Machiavelli) โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbs) จอห์นล๊อค (John Locke) มองเตสกิเออ (Montesquieu) ชัง ชากส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) เดวิด ฮูม (David Hume) และเอ็ดมัน เบอร์ค (Edmund Burke) เพลโต้ (Plato) อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) เป็นต้น

ตลอดจนแนวความคิดแบบตะวันออกอันอมตะของพระศาสดาตะวันออก คือ หลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ย้ำเตือนโดยพุทธทาสภิกขุ หลักคุณธรรมของขงจื้อ (Kong Jue) ม่อจื้อ (Moh Jue) และมหาบุรุษต่างๆ เช่น มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) ซุนยัดเซ็น (Sun Yat-sen) เมาเซตุง (Mao Tze-tung) โฮจิมีนห์ (Ho Chi-minh) ตลอดถึง รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น

ส่วนในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้อิงตามแนวความคิดของเดวิด อีสตัน (David Easton) ซามูเอล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) กาเบรียล อัลมอนด์ (Gabriel A. Almond) และซิดนี่ เวอร์บ่า (Sydney Verba) เป็นอาทิ

ทางด้านการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่เป็นแนวทางการบริหารจัดการการบริการสาธารณะ โดยการอุปมานทั้งเชิงประจักษ์และเชิงตรรกะ เฉกเช่น แนวการวิเคราะห์เชิงอำนาจ (Power Approach) ของ ฮานส์ มอร์แกนเธา (Hns Morganthau) รอเบิร์ด ดาห์ล (Robert Dahl) แนวการวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมือง (Political Culture Approach) ของลูเซี่ยน ดับบลิว. พาย ( Lucian W. Pye) จาโรล บี. แมนเฮล์ม (Jarol B. Manhelm) กาเบรียล เอ. อัลม่อนด์ กับ จี. บิงแฮม เพาเวลล์ (Gabriel A. Almond and G. Bingham Powell) กาเบรียล เอ. อัลม่อนด์ กับเจมส์ โคลแม่น (Gabriel A. Almond and James Coleman) และซิดนี่ เวอร์บ้า (Sydney Verba) เป็นต้น

นอกจากนั้น เนื่องจากระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทย โดยเฉพาะการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งกรุงเทพมหานครคือองค์กรหนึ่งในนั้น โดยมีหลักการ เหตุผล กระบวนการ โครงสร้าง และระเบียบปฏิบัติการต่างๆ ที่ยึดแบบอย่างส่วนใหญ่ที่เป็นแนวคิดของซีกตะวันตกมาปรับใช้ ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีต่างๆ เช่น ทฤษฎีชนชั้นผู้นำ (Elite Theory) ทฤษฎีระบบ (System Theory) ทฤษฎีการพึ่งตนเอง หรือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง (Self Reliance or Self Sufficiency Theory) ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทฤษฎีการพึ่งพา (Interdependency Theory) ทฤษฎีการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Theory) ตลอดจนแนวความคิดเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) กับแนวความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Approach) และหลักปฏิบัติการตามปรัชญาของพระพุทธธรรม (Buddhist Principles) อันหลากหลาย เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน การศึกษาได้ยึดกรอบแนวคิดของวิลเลี่ยม ดันน์ (William Dunn, ๑๙๘๑) ที่เป็นนโยบายและกรอบการวิเคราะห์เชิงระบบ และกระบวนการทางการเมืองและนโยบาย อันเป็นกรอบแนวคิดของรอเบิร์ด อายสโตน (Robert Eyestone) คือ กระบวนการพัฒนาจากปัญหาไปสู่นโยบาย ตลอดจนกระบวนการวิธีการประเมินผลที่เป็นแบบซิปป์ (CIPP) โดยเป็นไปตามกรอบแนวคิดของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam, ๑๙๗๓) เป็นอาทิ

ทั้งนี้ โดยการศึกวิจัยที่นำแนวความคิดทั้งหลาย มาประยุกต์ใช้ในการประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ อันเป็นประเด็นปัญหาเชิงประจักษ์ในบริบทปัจจุบันเป็นสำคัญ โดยครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ที่เป็นส่วนของฝ่ายผู้บริหารกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้ผลอันเป็นข้อสรุปที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อความเป็นไปได้สูง โดยสามารถนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างมีระเบียบ แบบแผนและเป็นระบบ ซึ่งสามารถกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานครให้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ผลงานผู้ว่าฯ กทม. หรือกรมผังเมืองกรุงเทพมหานคร ?
ถูกต้องและเป็นธรรม/ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน ?
โปรดพิจารณาความเหมาะสม ?
(พ.ศ. ๒๕๔๘ ?)

ภาพแสดงสภาพความไม่ชอบมาพากลของทัศนียภาพส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร

อันเป็นสภาพการจราจรที่เกี่ยวข้องกับหาบเร่แผงลอยและรถจักยานยนต์รับจ้างที่กีดขวางการสัญจรทั่วไป

ซึ่งอยู่ที่ปากซอยข้างมหาวิทยาลัยมหิดล ตรงข้ามโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ถนนราชดำหริ สามารถพบเห็นการไม่เหลือพื้นที่สำหรับการสัญจรบนทางเท้าได้ตามปรกติ ?

แม้จะเป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของความน่ารำคาญประจำวันที่เคยชินและคุ้นเคยก็จริง!

หากเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้มีการแก้ไขใดๆ อีกแล้ว กระนั้นหรือ ?

 

บทที่ ๒

แนวความคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

 

แนวความคิด (Conceptualization)

ในโลกแห่งความเป็นจริง ประชาชนทุกคนโดยพื้นฐานทางธรรมชาติแล้ว ต่างต้องการและเสาะแสวงหาซึ่งความสุขศานติ (Good Peaceful Life) ความสะดวกสบาย (Good Living) ตลอดจนความมีสุขภาพจิตที่ร่าเริงแจ่มใส (Good Will) มีความมั่นคงปลอดภัย (Good Security) ไม่เคร่งเครียด (Happiness) ต่อการทำมาหากิน (Livelihood) จนเกินขอบเขตเหล่านี้ คือสิ่งที่พึงหวัง (Hope) และปรารถนา (Aspiration) เป็นอย่างยิ่ง

จตุปัจจัย คือ สิ่งยังชีพอันเป็นวัตถุปัจจัยที่จำเป็น ๔ อย่าง ที่มนุษย์จำต้องเสาะแสวงหาเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตนเอง จนกลายเป็นวัฒนธรรมของความต้องการที่จำเป็นขั้นพื้นฐานทางวัตถุ อันพอจะสรุปให้เป็นประเด็นรวมได้ว่า คือ “การอยู่ดี กินดี” ที่มนุษยชาติพึงแสวงหาเป็นอย่างยิ่งในวิถีชีวิตประจำวัน เพราะการจะ “อยู่ดี” ได้นั้น จะเกี่ยวข้องทั้งส่วนตัวและส่วนรวม โดยความต้องการส่วนตัวก็คือ ที่อยู่อาศัย บ้านเรือน ครอบครัวดี มีรายได้พอแก่การใช้จ่าย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในสภาพสังคมอย่างที่เป็นมาตรฐานทั่วไป เช่น ที่อยู่อาศัยดี สิ่งแวดล้อมดี สุขลักษณะดี ไม่แออัด เป็นต้น ในส่วนส่วนรวมนั้น ได้แก่ การคมนาคม การติดต่อปฏิสัมพันธ์กันและกันในลักษณะที่เป็นการศึกษา อาชีพการงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม คติธรรม เนติธรรม และสหธรรม[๑]

นอกจากนั้น “การอยู่ดี” ยังหมายถึง การมีสุขภาพอนามัยที่ดี ไม่เจ็บป่วย การมีร่างกายเข็งแรงสมบูรณ์ โดยการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ยังมีสิ่งสำคัญคือ “การกินดี” อีกด้วย[๒] ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ควรแก่การส่งเสริม และจำเป็นต้องให้ความสนใจและใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง โดยการอยู่ดีได้ในสังคมปัจจุบัน ยังถือเป็นการแสดงฐานะของบุคคลด้วย

ทั้งนี้ การอยู่ดีกินดี ก็คือความต้องการขั้นพื้นฐาน หรือปัจจัยสี่ดังกล่าว หากแต่มนุษย์ คือสัตว์สังคม ยังมีความต้องการชีวิตที่ดีเลิศอยู่ในสังคมที่บริบูรณ์ จึงต้องคำนึงถึงระเบียบกฎเกณฑ์และค่านิยมทางสังคมสูง เพราะเมื่อมนุษย์สามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว ต่างก็จะมีแต่ความทะเยอทะยาน (Ambition) ซึ่งชอบที่จะชิงดีชิงเด่น (Competing) เพื่อแสวงหาทรัพย์สิน (Wealth) อำนาจ (Power) และสถานภาพ (Status)[๓] อันเป็นไปตามกฎแห่งกิเลสตัณหาและอุปทานตามธรรมชาติของปุถุชนที่ใกล้ความเป็นจริงในทางโลกที่สุด

ในขณะที่ คุณณัฐ สุวรรณภูมิ เขียนในคอลัมน์ “วิธีคิดเพื่อแผ่นดิน” โดยได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า “หากมนุษย์สามารถเป็นอิสระจากกิเลส โดยมีวิชชาและความสามารถในการเอาชนะภัย อันเกิดจากกิเลสของตนได้ ด้วยการทำความเพียร ฝึกฝน ปฏิบัติ ต่อสู้ เสียสละ อุทิศตน ทุ่มเท ศึกษา ค้นคว้า มีศีลสมาธิ และวิปัสสนา จนเกิดปัญญารู้แจ้ง เมื่อนั้นคุณธรรมและความคิดสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ย่อมเกิดขึ้นได้ตามมา”[๔] ซึ่งมีนัยที่อธิบายถึงความเป็นบุคคลที่ดีที่ควรจะถือปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่าง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นศรีเป็นคุณของสังคมที่ประเสริฐนั่นเอง

โดยพื้นฐานแล้ว สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมมาแต่ไหนแต่ไร สามารถพึ่งตนเองมาได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่สงบสุขตามอัตตภาพ เพราะมีภูมิประเทศที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในดินแดนแหลมทอง อันเป็นดินแดนสุวรรณภูมิที่อุดมสมบูรณ์ โดยเป็นแหล่งที่ “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว” ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกอีกแล้วที่จะโชคดีกว่า และมีสภาพแวดล้อมที่บริบูรณ์เช่นประเทศไทยเรานี้[๕] แต่เป็นเพราะ “ระบบโลกาภิวัฒน์” ของฝ่ายตะวันตกที่พยายามมานาน ก็สามารถทำให้บริบทของสังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปจนได้ ดังที่เป็นไปเฉกเช่นทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยสยามเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมอันดีงามมายาวนาน เพราะมีความต่อเนื่องของสถาบัน กระบวนการ และค่านิยมแบบกระสวนของพฤติกรรมในสังคม สืบต่อเนื่องมาได้จากสาเหตุ ๔ ประการ[๖] ซึ่งทำให้ไทยยังสามารถทะนุบำรุงรักษาอยู่มาได้โดยตลอด กล่าวคือ ๑) ไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก ๒) ไทยไม่เคยมีการปฏิรูปหรือปฏิวัติแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ๓) ไทยไม่เคยถูกบีบบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการทหารอย่างรุนแรงจากมหาอำนาจ และ ๔) ไทยไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนที่มาจากจากภัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เฉกเช่นประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างได้รับกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าปีติยินดีของชนรุ่นหลังเป็นอย่างยิ่ง

ในขณะเดียวกัน เราอาจสามารถเอ่ยอ้างได้เลยว่า ไทยเป็นสังคมประกิต ที่หลากหลายด้วยชาติพันธุ์และประเพณีปฏิบัติที่ผสมกลมกลืนซึ่งกันและกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะชนชาติต่างๆ ที่ได้มาพึ่งพิงอาศัยภายใต้พระบรมโพธิสมภารตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งรวมได้ทั้งไทย จีน มอญ ลาว เวียตนาม เปอร์เซีย พม่า มาเลย์ ญี่ปุ่น และโปรตุเกส เป็นต้น[๗] อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากการคุกคามต่างๆ ของอิทธิพลตะวันตก ใช่ว่าไทยจะไม่ได้รับเสียเลย เช่น การสูญเสียผืนแผ่นดินรอบๆ ชายแดนไทยให้แก่อังกฤษกับฝรั่งเศสไปไม่น้อย พร้อมกับสิทธินอกอาณาเขตที่ไทยเราถูกเอารัดเอาเปรียบโดยชาติตะวันตก เป็นต้น

แต่ในทางกลับกัน ไทยก็เริ่มรับอิทธิพลแบบอย่างจากตะวันตกมา โดยได้มีการพัฒนาการ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และทำการปฏิรูปด้านการปกครองแนวใหม่ให้ทันสมัยตามมา ตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ที่ได้จัดระบบการปกครองแบบเทศาภิบาล ที่มี ๒๑ มณฑล เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ โดยมี “มณฑลกรุงเทพฯ” เป็นหนึ่งในนั้น  ซึ่งต่อมารัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดให้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรุงเทพพระมหานคร” และมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นส่วนของ “นครบาลจังหวัด” เรียกว่า ”สมุหพระนครบาล” โดยให้มีหน้าที่เหมือนสมุหเทศาภิบาลเดิม[๘]

ต่อมา หลังจากทรงงานเสด็จนิวัติพระนครจากการประพาสยุโรป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ก็ได้ทรงริเริ่มจัดการทะนุบำรุงท้องถิ่นแบบสุขาภิบาล ด้วยการตราพระราชกำหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.๑๑๖ ออกมาบังคับใช้ โดยเปลี่ยนกรุงเทพพระมหานครเป็นการบริหารงานแบบสุขาภิบาล[๙] (Sanitary District) ซึ่งมีหน้าที่ในเบื้องต้น ๔ ประการ คือ ๑) การทำลายขยะมูลฝอย ๒) จัดให้มีส้วมสำหรับมหาชนทั่วไป ๓) ควบคุมอาคารสิ่งปลูกสร้าง และ ๔) ย้ายสิ่งโสโครกและสิ่งก่อความรำคาญแก่ประชาชน

ล่วงถึงสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ โดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาลใน พ.ศ.๒๔๗๖[๑๐] ได้ยกฐานะสุขาภิบาลที่มีอยู่ในขณะนั้น ให้เปลี่ยนเป็นแบบ “เทศบาล” เพื่อให้ราษฎรในท้องถิ่นได้ปกครองตนเอง โดยบริหารงานของท้องถิ่นโดยประชาชน และเพื่อประชาชนในท้องถิ่น

ทั้งนี้ เพื่อฝึกสอนประชาชนให้เข้าใจระบบใหม่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเพื่ออำนวยบริการให้ท้องถิ่นเป็นสำคัญ ตลอดจนสร้างวิสัยทัศน์การบริหารเทศบาลให้เป็นไปเหมือนการบริหารราชการของรัฐบาล หรือเป็นวิธีการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับส่วนท้องถิ่นให้พัฒนาขึ้นนั่นเอง

เทศบาลนครกรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีได้ถูกผนวกเข้าด้วยกัน ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๔ และฉบับที่ ๒๕ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๔ โดยเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” และ “เทศบาลนครหลวง”[๑๑] ตามลำดับ และได้จัดรูปแบบการปกครองอีก ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๕ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ โดยเปลี่ยนชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “กรุงเทพมหานคร” มาจนถึงปัจจุบัน[๑๒]

นอกจากนั้น ยังมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระเบียบการบริหารตามมาอีก โดยยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าว และตราเป็นพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๑๘ และ พ.ศ.๒๕๒๘ ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๔๒[๑๓] ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

เนื่องจากกรุงเทพมหานคร ถูกสถาปนาเป็นเมืองหลวงมาตั้งแต่ครั้งได้รับการจัดสร้างเป็นราชธานีใหม่ของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ และได้กลายเป็นจุดศูนย์รวมของทุกๆ สิ่งที่ทันสมัยตามมา ตลอดจนสถาบันการบริหารงานส่วนราชการ ธุรกิจการค้า การคมนาคมและการศึกษา ซึ่งทำให้กรุงรัตนโกสินทร์นี้ มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งปริมาณประชากร และความเจริญรุ่งเรืองด้านต่างๆ อันเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาที่หลากหลายในกาลต่อมา

โดยนับได้ตั้งแต่ปัญหาการจราจรที่ติดขัดและแออัด บรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ เภทภัยจากอาชญากรรมที่เฟื่องฟูในชุมชนทั่วไป แม่น้ำและลำคลองที่เน่าเหม็น ความสัมพันธ์และความเป็นมนุษย์เชิงสังคมล้มเหลว ตลอดจนปัญหาในด้านเชิงจิตวิญญาณที่เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่สามารถสัมผัสและรู้สึกได้โดยไม่เสื่อมคลาย

กรุงเทพมหานคร (หรือประเทศไทย) จึงจำเป็นที่จะต้องให้มีการพัฒนาทางด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการเมืองแบบใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง เพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์ให้เกิดผลในด้านบวกสักครั้งหนึ่ง เนื่องจากปรากฏการณ์แห่งระบบการเมืองของประเทศไทยเท่าที่ผ่านมา ยังเป็นระบบการเมืองที่เป็นไปแต่ในด้านลบ กล่าวคือ เป็นการเมืองที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์ และไร้ทิศทาง ซึ่งไม่สามารถที่จะสร้างความหวังอย่างมีเป้าหมาย หรือกำหนดให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาการแม้แต่น้อย

เหตุและปัจจัยทั้งหลายที่ส่อเค้าว่า การจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ของส่วนรวมและของประเทศชาติจริงๆ นั้น ควรต้องให้เน้น (Focus) การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ก้าวหน้าขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่เห็นแก่พรรค (Party) และพวก (Pal) อย่างไร้คุณธรรมและสำนึกในจริยธรรมเหมือนเช่นอดีตกาลที่แล้วๆ มาอีก

ณัฐ สุวรรณภูมิ ในบทความ “วิธีคิดเพื่อแผ่นดิน”[๑๔] ได้เปรียบเปรยโดยกล่าวไว้ว่า “ถ้าระบอบการเมืองเป็นเหตุปัจจัยดี ผลคือ การปกครองก็จะดีไปด้วย ขณะเดียวกัน เมื่อการปกครองดีเป็นเหตุ ผลคือเศรษฐกิจก็จะดีไปด้วย ทำนองเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจดีเป็นเหตุ ผลคือการดำเนินชีวิตของประชาชนก็จะดีไปด้วย” เพราะกฎทั่วไปตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกไทย เล่มที่ ๒๙ ข้อที่ ๘๖๕ มีใจความและความหมาย คือ  “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ”[๑๕]

อันเป็นการแสดงถึงนัยของความเกี่ยวข้องภายในระบบการปกครองเมือง ที่จำเป็นจะต้องมีคุณความดีในการบริหารจัดการให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ซึ่งเป็นเหตุ โดยผลก็คือคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งหลายจึงสามารถที่จะมีดีได้ตามมานั่นเอง

ในทำนองเดียวกัน เพราะระบบการพัฒนาประเทศไทย นับแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เริ่มนำแนวความคิดที่เป็นการพัฒนาแบบอเมริกันมาปรับใช้ โดยนำเทคโนโลยี่สมัยใหม่ที่เรียกว่า ปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ซึ่งทำให้ชาวไร่ชาวนาไทย เริ่มรู้จักใช้สารเคมีและยาต่างๆ ทำให้ระบบเศรษฐกิจพลิกผันไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเป็นการนำเทคโนโลยี่ชั้นสูง (High Technology) ที่เราไม่สามารถที่จะผลิตได้เองมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ต้องซื้อหามาจากต่างแดนด้วยราคาแพงอันเป็นเหตุ

แล้วคนไทยเกือบทุกคน ก็เริ่มมีชีวิตอยู่กับการบริโภคความทันสมัยที่ไม่สิ้นสุด[๑๖] จนทำให้ประเทศไทยเริ่มมีการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ และลุกลามจนถึงขั้นที่เราต้องยอมเสียสละทุกอย่าง และทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัว ในขณะที่เงินตราเริ่มมีความสำคัญขึ้น แต่ก็ร่อยหรอและฝืดเคือง

โดยในท้ายที่สุด ประชาชนส่วนหนึ่งจำต้องดิ้นรนขวนขวายและแสวงหาไปทุกวิถีทาง แม้จำต้องทิ้งลูกเมียไปตายเอาดาบหน้า โดยการไปทำงานขายแรงงานราคาถูกถึงต่างประเทศ จนเกิดคำพังเพยใหม่ คือ “ไปเสียนา มาเสียเมีย” รวมทั้งการขายลูก ขายเมีย ขายเด็ก และขายผู้หญิงเป็นโสเภณี[๑๗] ก็เป็นแนวพฤติกรรมปฏิบัติจนเคยชิน เพียงเพราะต้องการ “เงินตรา” ที่หายากมากขึ้นๆ ทุกวัน ซึ่งเป็นผล

พวงที่ตามมากับการพัฒนาดังกล่าว ทำให้สังคมไทยประสบแต่ปัญหาต่างๆ นานา โดยมีคนยากจนเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  อันส่งผลกระทบที่ทำลายเกษตรกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม และส่งผลสู่ครอบครัวที่ล่มสลายทั่วไปในชนบททั้งประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ชาวชนบทจำต้องส่งลูกส่งหลานไปหางานทำในเมืองกรุง คือกรุงเทพมหานคร หรือหัวเมืองหลักๆ ของแต่ละภูมิภาค จนกรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในประเทศ ซึ่งมากมายจนล้นเมืองโดยไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะหยุดยั้งปรากฏการณ์นี้ได้เลย เพราะทั้งหลายทั้งปวง กลายเป็นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ ตามมา

แม้ปัจจุบัน ชาวไทยก็ยังคงหลงไหลคลั่งไคล้เทคโนโลยี่ที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุคที่เรียกว่า “ยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคสารสนเทศ (Globalization or Information Technology: IT)” หรือยุคแห่งการปฏิวัติเครื่องมือกล อันเป็นอุปกรณ์การสื่อสารที่ไร้พรมแดนนี้[๑๘] ได้ก่อผลกระทบที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงอีกประการ คือ วัยรุ่นหรือเยาวชนไทยรุ่นใหม่ (Generation X, Y, หรือ Z) กลายเป็นเด็กที่มีชีวิตอยู่แต่ในโลกของความบันเทิง และโลกแบบตะวันตกที่อ้างเป็นความทันสมัย

จนความคลั่งความทันสมัยที่ว่า โดยไม่สนใจสังคมว่าใครจะเป็นอะไรช่างมัน ประเทศชาติจะหายนะช่างมัน แต่พวกเขาก็จะมีชีวิตแบบสบายๆ เล่นเกมคอมพิวเต้อร์ หรือดูหนังเอ็กซ์อย่างเมามันผ่านไปวันๆ มีการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างไร้กังวลและไม่รู้จักกาละเทศะหรือที่สูงที่ต่ำ[๑๙] หรือประพฤติตน โดยการเดินเที่ยวเตร่ทอดหุ่ยไปตามชูเปอร์มาร์เก็ต และแหล่งบันเทิงต่างๆ พอตกเย็นมาก็หาสถานที่นั่งดื่มเหล้าเมายา มั่วเซ็กส์และเสพยาอย่างไร้สาระ

นอกจากนั้น ยังชอบที่จะขับขี่รถซิ่ง (Cars racing) โดยแข่งขันกันด้วยความเร็วสูงตามท้องถนนหลวง ซึ่งส่งผลที่ก่อความรำคาญกับสันติชนส่วนใหญ่อย่างบ้าคลั่งและไร้จิตสำนึก และไม่เกรงกลัวต่อบาปหรือความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง อีกทั้งยังกล้าหาญชาญชัยถึงขั้นรุมทำร้ายแม้แต่ตำรวจ[๒๐] ผู้ซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมายและพิทักษ์สันติราษฎร์ก็ไม่เว้น แล้วประชาชนคนธรรมดาๆ ทั่วไป จะยังคงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างไร?

การจัดระเบียบสังคมของรัฐบาล กลับมุ่งเพ่งเล็งการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของมวลชนด้านสันทนาการและบันเทิง โดยผู้ประกอบการและผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบริการดังกล่าว ต้องประสบกับผลกระทบ ซึ่งพนักงานจะตกงานและขาดรายได้ที่ควรจะได้[๒๑] อันไม่เป็นธรรมและอาจถึงขั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕[๒๒]

เนื่องจาก วิธีการและขั้นตอนดังกล่าว น่าจะเป็นการริดรอนสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลขั้นพื้นฐานมากว่าการแก้ปัญหา อันเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและไม่ตรงประเด็น ซึ่งไม่ทำให้วัฒนธรรมการครองชีพของประชาชนดีขึ้น หรือจะส่งผลให้วิถีชีวิตของมหาชนมีคุณภาพ หรือมีคนดีมีคุณธรรมเพิ่มขึ้นได้ รังแต่จะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาความยากจนของรัฐอีกประเด็นหนึ่งตามมาอย่างแน่นอน

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจึงต้องมียุทธการและวิธีการที่จะมุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุ อันก่อให้เกิดปัญหาจริงๆ จึงจะบรรลุถึงซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขของมวลชนต่างหาก นั่นคือ การจัดระเบียบสังคม รัฐก็สมควรที่จะต้องจัดระเบียบข้าราชการ และนักการเมืองด้วย ทั้งนี้ จะต้องมี “ประชาชน” เป็นศูนย์กลางและเป็นตัวกำหนด โดย “การมีส่วนร่วมของประชาชน” เป็นสำคัญ เพราะลำพังประชาชนเท่านั้น ที่จะรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน อย่างไร และอะไรคือ สิ่งที่พึงปรารถนา? จึงสามารถจะร่างแผนงานเพื่อการพัฒนาและปรับเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม เมื่อจำเป็น ทั้งนี้ เพื่อความสัมฤทธิ์ผลที่ตรงประเด็นและตรงตามความต้องการของมหาชนจริงๆ

ตัวอย่างความไม่ชอบมาพากลของระบบการเมืองของชาติไทยเราปรากฏมีให้เห็นอยู่เป็นประจำ แม้ในขณะนี้ ดังเช่นกรณีที่รัฐบาลกลาง โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมีความพยายามที่จะแปรรูป (Privatize) การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจชั้นแนวหน้าของประเทศไทย เพื่อให้เป็นบริษัทเอกชนหรือมหาชน แต่ก็ถูกคัดค้านด้วยการก่อม็อบและต่อต้านจากสหภาพแรงงาน กฟผ.[๒๓] ที่ยืดเยื้อกว่า ๖๐ วันอย่างแข็งขัน และคงจะต้องยืดเยื้อไปอีกนาน โดยรัฐบาลก็ยังยืนกรานที่จะต้องปฏิบัติการแปรรูปต่อไป ซึ่งอ้างว่าเป็นการระดมทุนจากเอกชนและเป็นไปเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการอุดหนุน (Subsidy) ที่ต้องใช้งบประมาณของรัฐมานาน

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ความปรารถนาดีดังกล่าวยังไม่มีความโปร่งใสเพียงพอที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ของคณะผู้บริหารหรือคณะรัฐมนตรี (Cabinet) ว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย (Policy Corrupted)[๒๔] หรือการเลือกปฏิบัติ (Double Standard) ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุนที่เป็นบุคคลของฝ่ายรัฐบาล อันเป็นกลุ่มทุนชั้นนำของประเทศที่ถือครองอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบัน[๒๕]

โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ต่างก็คือกลุ่มนักธุรกิจนายทุนใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศ และมีเครือข่ายที่มีเงินทุนและอิทธิพลครอบงำระบบการเงินและตลาดหุ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งสามารถทำการช้อนซื้อจำนวนหุ้นทั้งหมดของ บริษัท การปิโตรเลียมไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ไปได้ช่วงที่มีการกระจายหุ้นออกไป ภายในเวลาไม่ถึง ๑.๑๗ นาที[๒๖]

ส่วนประชาชนที่สนใจจะซื้อ ก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะมีความหวังไว้ว่าจะได้ผลกำไรที่สูงถึง ๕ เท่าจากการกระจายหุ้นดังกล่าวในทันที แต่ในท้ายที่สุด ปตท. ได้เงินมาจากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าวไปเพียง  ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท โดยส่วนที่เกินกลับไม่ได้ตกกับมหาชนส่วนใหญ่ ซึ่งเท่ากับประชาชนทั้งหลายมีแต่เสียเปรียบอยู่ร่ำไป

เพราะแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น ปรากฏมาแล้วจากการแปรรูป ปตท. หรือ บริษัท การปิโตรเลียมไทย จำกัด (มหาชน) และ  ทอท. หรือการท่าอากาศแห่งประเทศไทย[๒๗] ที่ได้มีการขายหุ้นออกไป แล้วกลับไปตกอยู่กับกลุ่มผู้ร่วมวงศ์ไพบูลย์ของฝ่ายรัฐบาลเกือบทั้งสิ้น   ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่โปร่งใสของ กลต. หรือตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่รัดกุมเพียงพอ อันอาจกลายเป็น “ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)” อีกวาระหนึ่ง เหมือนๆ กับที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเมื่อครั้งวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐

เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น ได้สร้างความเสียหายในระบบเศรษฐกิจของชาติไทย ที่ทำให้ชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์อันมหาศาลถึง ๖ แสนล้านบาท จากการขายทรัพย์สินที่เป็นหนี้สินอันไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL (Non Performance Loans) ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้น ได้ยึดคืนมาจากกลุ่มบริษัทเงินทุน ๕๖ แห่งที่ถูกปิดกิจการไป โดยมีทรัพย์สินรวมมากกว่า ๘ แสนล้านบาทในเวลานั้น[๒๘]

ซึ่งได้ทำการปรับปรุง แปรรูปและขายทอดตลาด แล้วยังมีการกีดกันบริษัทของคนไทยไม่ให้มีส่วนร่วม โดยจำเพาะเจาะจงที่จะประมูลขายให้กับบริษัท เลห์แมน บราเธ้อร์สโฮลดิ้งอิ๊งค์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ ๙๙.๙ ในบริษัทที่เป็นของต่างชาติอเมริกันเต็มๆ  แต่ผู้เดียว คือ บริษัท เลห์แมน บราเธ้อร์ส ประเทศไทย ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาให้กับรัฐในด้านวาณิชธนกิจของ ปรส. อีกด้วย

ผลการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ผิดขั้นตอนตามหลักนิตินัยและพฤตินัยอย่างชัดแจ้ง โดยจนบัดนี้ การติดตามหาตัวผู้รับผิดชอบทั้งหลาย ก็ยังไม่ประสบผลใดๆ แม้แต่น้อย

ทั้งนี้และทั้งนั้น อาจจะเป็นไปได้ว่า ที่รัฐบาลนี้จะเจริญรอยตามแนวทางเดียวกันกับรัฐบาลที่แล้ว โดยได้ทำความตกลงไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF: International Monetary Fund) และถูกบังคับให้ตรากฎหมาย ๑๑ ฉบับหรือ “กฎหมายขายชาติ” ออกมา ซึ่งเคยมีการกล่าวโดยนโยบายของรัฐบาลนี้ เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้งวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ ว่า หากได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็จะยกเลิกกฎหมายทั้งหมดดังกล่าวในทันที

แต่จนแล้วจนรอด รัฐบาลต้องกลับคำมั่นสัญญามา ๓ ปีกว่าแล้ว และยังมีความพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากข้อกฎหมายเหล่านี้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดแก่พรรคพวกตนเองอีกด้วย เพราะการจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้น จะต้องยึดตามมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๔๒[๒๙] ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมาย ๑๑ ฉบับดังกล่าวนั่นเอง

อย่างไรก็ดี คงจะเป็นเพราะรัฐบาลนี้ คือ รัฐบาลเถ้าแก่ ที่ไม่ชอบให้คนอื่นวิพากษ์ตนเอง เพราะภายใต้ระบบธุรกิจเถ้าแก่ การวิพากษ์มีความไร้สมมาตรเป็นอย่างยิ่ง หากแต่วัฒนธรรมการวิพากษ์ เป็นพื้นฐานสำคัญของความก้าวหน้าแห่งวิทยาการและเทคโนโลยี่[๓๐] สถานการณ์ดังกล่าวจึงยากที่จะเติบโตได้สำหรับประเทศชาติ ภายใต้ระบบเถ้าแก่ในการบริหารจัดการกับการบริการสาธารณะ หากไม่เอื้อผลประโยชน์ต่อตนเองหรือพรรคพวก ซึ่งให้ความสำคัญเหนือประโยชน์ส่วนรวมด้วยประการทั้งปวง

นักการเมืองไทยบ้านเรา คงไม่เคยใส่ใจในคำกล่าวเตือนของพลาโต้ (Plato) นักปราชญ์ชาวกรี๊ก สำหรับการประพฤติปฏิบัติตนที่ว่า “บทลงโทษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการทำความชั่ว คือการเริ่มเข้าไปเป็นเหมือนคนเลว”[๓๑] หรือแม้อับราแฮม ลินคอล์น (Abraham Lincoln, ๑๘๐๙–๑๘๖๕) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ้าของวลี “อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน เป็นของประชาชน และเพื่อประชาชน” ก็ได้กล่าวเพื่อให้เกิดจิตสำนึกที่ดีไว้ว่า “เมื่อผมทำดี ผมก็รู้สึกดี เมื่อผมทำไม่ดี ผมก็รู้สึกไม่ดี และนั่นคือศาสนาของผม”[๓๒]

มาคิอาเวลลี่ เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ในการตรวจสอบการกระทำและชีวิตของพวกเขา เราจะเห็นว่าโชคชะตาไม่ได้จัดอะไรให้แก่พวกเขา นอกจากโอกาสที่ให้วัตถุ ซึ่งพวกเขาสามารถกำหนดรูปแบบอะไรก็ตามที่พวกเขาพอใจ”[๓๓] ซึ่งมีนัยโดยสรุป คือ สิ่งที่มีความสำคัญที่สุด นั่นก็คือ เจตนารมณ์ (Will) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์ผู้ที่ประเสริฐที่สุด หรือผู้สร้างระเบียบแบบแผนและแบบวิธีการที่ใหม่ ได้แก่การมีหรือไม่มีคุณธรรมแห่งจิตใจ ชนิดที่ทำให้เขาสามารถริเริ่มแบบอย่างอะไรก็ได้ที่เขาชอบหรือตั้งใจ เมื่อวัตถุหรือโอกาสที่เหมาะสมจะเอื้ออำนวย เพราะธรรมชาติมิได้กำหนดแบบมาให้ แต่จิตใจของมนุษย์จะต้องเป็นฝ่ายให้หรือกำหนดแบบเองได้

นั่นหมายถึง การประพฤติปฏิบัติที่รู้จักไตร่ตรองเพื่อแสวงหาสิ่งที่เหมาะสม เช่น การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ควรต้องมีอุดมคติที่คาดหวังได้ ไม่ปล่อยไปตามบุญตามกรรม หรือปล่อยให้ขึ้นกับโชคชะตาชี้นำ แต่เราสามารถจะควบคุมและบังคับได้แม้การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ก็ต้องรู้กำหนดว่าอะไรคือ “เป้าหมาย” เป็นต้น เพราะประสิทธิภาพ คือการทำอย่างถูกต้อง ส่วนประสิทธิผล คือการทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม[๓๔]

เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นแสดงให้เห็นว่า การจะไว้วางใจนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นในระดับชาติหรือในระดับท้องถิ่นก็ตาม จึงมีความละเอียดอ่อนและสำคัญยิ่งต่อการเลือกสรรอย่างถ้วนถี่ และสมควรที่ประชาชนส่วนใหญ่พึงต้องยึดถือเป็นบทเรียนที่มีราคาแพง และต้องพยายามทำความเข้าใจกับการเรียนรู้ให้เท่าทันอยู่ตลอดเวลา อันมีความหมายและนัยที่น่าจะตรงกับแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ วินสตั้น เชิชร์ชิ่วล์ (Winston Churchill, ๑๘๗๔–๑๙๖๕) ที่กล่าวไว้ว่า “ราคาของความยิ่งใหญ่ คือ ความรับผิดชอบ (The Price of Greatness is Responsibility)”[๓๕] ซึ่งเป็นส่วนที่ยังขาดอยู่ในนักการเมืองของไทยเรา

ด้วยเหตุนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอดีต ที่ต่างก็ยังไม่ได้มีการทำงานอย่างจริงแท้แน่นอน (Authentically) และที่แน่ยิ่งกว่าแน่คือ เสียดายเวลา (Time) และโอกาส (Opportunity) นั้นๆ ซึ่งต้องผ่านพ้นเลยไป อย่างไร้อนาคต (Hopelessness) เนื่องจากไม่เคยแม้แต่จะนำนโยบาย ซึ่งตนเองเคยได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ แล้วนำไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ และเป็นผลดังประสงค์แม้แต่น้อย  โดยเฉพาะปัญหาการจราจรที่จลาจล (Congested Traffic) อยู่ทุกวันนี้ ก็มีแต่จะยิ่งก่อความลำบากใจลำบากกายให้แก่ประชากรชาว กทม. มากยิ่งๆ ขึ้นทุกวัน เป็นอาทิ

แม้แต่ท่านผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน เป็นผู้ที่มีคำขวัญว่า “ถ้าจะใช้ผม ก็กรุณาเลือกผม”[๓๖] โดยได้รับคะแนนเสียงมากกว่า ๑ ล้านคะแนน แต่ในทางกลับกัน เมื่อท่านได้รับตำแหน่งนี้แล้ว เมื่อถึงเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น เช่น “ฝนตกน้ำท่วมขัง” ท่านก็ออกตัวว่า ถึงแม้ท่านจะตามไปดูและตรวจสอบดูด้วยตนเอง ก็ไม่สามารถที่จะทำให้น้ำแห้งได้ เพราะมันเป็น “ฝนพันปี” โดยท่านไม่สามารถที่จะห้ามฝนไม่ให้ตกได้ เป็นต้น อันเป็นวิธีการที่ไม่สนองตอบต่อคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนหนึ่ง และยังเลี่ยงบาลีตีฝีปาก โดยละเลยต่ออำนาจหน้าที่อย่างไม่รับผิดชอบอีกหนึ่ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ปรากฏอยู่เป็นประจำจากนักการเมืองเก่าทั้งหลาย ซึ่งประชาชนจะต้องลงโทษ โดยจะต้องไม่เลือกบุคคลเช่นนี้มาบริการหรือบริหาร กทม. อีกเป็นอันขาดในอนาคต สาเหตุเนื่องจาก กรุงเทพมหานครยังไม่มีบุคคล หรือนักการเมืองที่มีความจริงใจ หรือมีความคิดดีๆ ที่จะกล้าขันอาสามาช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังจริง ดังนั้น กรุงเทพมหานครจึงยังคงมีแต่สถานการณ์ (Situation) ที่เลวร้าย (Worsen) ลงไปเรื่อยๆ

แต่อย่างไรก็ดี “กรุงศรีอยุธยายังไม่สิ้นคนดี” เพราะประเทศไทยเรายังมีบุคคลที่เก่งที่กล้า ฉลาด หลักแหลม มีคุณธรรม มีความจริงใจ และมีความเสียสละอีกมากมายในประเทศไทย ซึ่งพร้อมที่จะขันอาสามารับใช้ชาติบ้านเมือง เฉกเช่นคณะกลุ่มบุคคลที่อ้างชื่อว่า เป็น “คณะราษฎรอาวุโส” หรือใกล้เคียงกัน ยังมีปรากฏอยู่มาโดยตลอด เพียงแต่รอโอกาสและจังหวะอันเหมาะสมที่จะเอื้ออำนวยให้  ก็คงจะได้มีโอกาสอาสามาเป็นผู้ชี้นำหรือนำชาติให้พ้นภัยต่อไป ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่า “จะร่วมด้วยช่วยกัน” มากน้อยแค่ไหน อย่างไร?

การศึกษากรณียุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานครนี้ จึงมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ที่จะมุ่งเน้นให้ประชาชนเกิดความสำนึก (Consciousness) ในตัวบุคคลทุกผู้ทุกนาม ซึ่งสามารถปลูกจิตใต้สำนึก ให้เกิดสติปัญญาการเรียนรู้ในการเสาะแสวงหา ข้อบกพร่อง ตลอดจนอุดมการณ์ที่เหมาะสม อันบังเกิดและปรากฏมาแล้วทั้งหลายทั้งปวง เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและปกป้อง และเพื่อบรรเทาปัญหาเหล่านั้นไม่ให้เกิดขึ้นมาอีกต่อไป ทั้งนี้ เพื่อธำรงไว้และสร้างสรรค์ ซึ่งผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) ให้เกิดความมั่นคงแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า (All Walks of Lives) อย่างจริงจังสืบไป

แนวการศึกษาในหลักการต่อไปนี้ จึงเป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์และประมวลผลจากเอกสารเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องอ้างอิงถึงบทความที่เป็นแนวความคิด แนวทฤษฎี หรือบทบาท (Roles) หน้าที่ (Function) ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่หลากหลาย เพื่อหาข้อสรุปที่จะเป็นแนวนโยบายเชิงยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาทั้งหลายให้ได้ตรงประเด็นมากที่สุด ทั้งนี้ ประชาชนจะได้ร่วมมือร่วมใจกัน พินิจพิเคราะห์ความถูกต้อง ซึ่งเป็นหลักการอันสำคัญในการจรรโลงระบบสังคมประชาธิปไตยโดยรวมสืบไป

ทั้งนี้ โดยเฉพาะการยึดแนวพระบรมราโชวาท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสรับสั่งในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒ อันเป็นแนวพระราชดำหริที่ทรงพระราชทานมาให้ โดยพศกนิกรที่ดีเช่นเราสมควรน้อมนำมาใส่เกล้าและยึดถือเพื่อการปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผลตลอดไป[๓๗]

นั่นก็คือ“…ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” นี่คือสิ่งที่จะต้องตระหนักให้มากเป็นพิเศษ เพื่อลดข้อผิดพลาด อันอาจจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ที่น่าเป็นห่วงและทรุดหนักไปกว่านี้อีก

 

การมีส่วนร่วมในทางการเมือง (Political Participation)

ระบบการเมือง ตามหลักฐานที่มีโดยเฉพาะในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญตามฝ่ายที่เป็นของด้านตะวันตก ซึ่งก่อเกิดเมื่อประมาณศตวรรษที่ ๔ (Forth Century) ก่อนคริสตกาล หรือประมาณสองพันกว่าปีที่แล้วมาในบริเวณที่เป็นประเทศกรีซ (Greece) ในปัจจุบัน โดยได้มีการ “สร้างบ้านแปงเมือง (States Establishment)” เป็น “นครรัฐ” หรือ Polis (ตามภาษากรีก) ก่อเกิดขึ้นในหลายแห่ง โดยนักประวัติศาสตร์ (Historians) ส่วนใหญ่เห็นว่า เป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมแห่งชาติตะวันตก (Western Civilization)[๓๘]

ในขณะที่ฝ่ายตะวันออก มีการก่อกำเนิดอารยธรรมก่อนหน้านั้น หรือช่วงเวลาประมาณ ๕ พันปีมาก่อนแล้วที่ประเทศจีน[๓๙] โดยมีเหลาจื้อ ขงจื้อและเม่งจื้อ เป็นนักปราชญ์แนวหน้า และที่อินเดียมีพระพุทธเจ้าเป็น พระศาสดาเอกร่วมสมัย

การเกิดขึ้นของ Polis ได้ทำให้ “อาริสโตเติ้ล (Aristotle)” ได้เขียนหนังสือชื่อเรื่อง The Politics จนได้รับการยกย่องให้เป็น  “บิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์ (Father of the Political Science)” ในกาลต่อมา โดยมีคำกล่าวถึง นครหรือรัฐ (Polis or State) ว่าเป็นการสมัครสมานสมาคมกัน เพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ของมนุษย์ เพราะมนุษย์คือ สัตว์สังคมตามธรรมชาติ นครคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ และไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่นครมีขีดจำกัดและมีระเบียบแบบแผนที่แน่ชัด เพราะธรรมชาติได้มอบกรอบระเบียบที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ และเจริญรอยตามได้[๔๐]

ที่ Polis หรือ นครรัฐที่ชื่อ เอเธนส์ (Athens) ได้มีการกำหนดรูปแบบการปกครอง ซึ่งเรียกตามภาษากรีกว่า Demokratia ที่มาจากคำว่า Demos (ประชาชน) กับคำว่า Kratos (อำนาจปกครอง) ที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘Democracy (ประชาธิปไตย)’[๔๑] นั่นเอง อัน กทม. หรือกรุงเทพมหานคร ก็คือผลิตผลหนึ่งของแนวคิดดังกล่าว โดยกรุงเทพมหานคร แต่เดิมก็คือ Polis หนึ่ง แต่ปัจจุบันเป็นมหานครที่ค่อนข้างใหญ่โต อุ้ยอ้าย และหลากหลายกว่าหลายเท่า

เนื่องจากประเทศไทยก็เป็นอาณาจักรหนึ่งในความเป็นอารยธรรมตะวันออก แต่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมานานก็หลายศตวรรษ โดยนับไปก็นานพอสมควรที่จะทำให้ กทม. ต้องปรับตัวให้เข้ากับแนววัฒนธรรมเชิงตะวันตก ซึ่งก็เป็นไปเพียงผิวเผิน ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยที่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะชาวไทยเป็นชนชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน มีอุดมคติหลัก หรือค่านิยมหลัก (Core Value) แบบกลางๆ เช่น เชื่อว่าทุกคนเท่าเทียมกันโดยไม่เหยียดสีผิวและเคารพในสิทธิของปัจเจกชน[๔๒] เป็นต้น

ประชาธิปไตยแบบเอเธนส์โบราณนั้น นักวิชาการเรียกว่า ‘ประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy)’ โดยมีประชาชนที่เป็นพลเมือง (Citizen) ของนครเอเธนส์ เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย (Sovereignty)[๔๓] อันเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองด้วยตนเองโดยตรง และเป็นการมีหลักประกันทางการเมือง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ‘สิทธิทางการเมือง (Political Rights)’

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาธิปไตยแบบโดยตรงในเอเธนส์นั้น กลับให้ความสำคัญกับพลเมืองที่เป็น ‘เพศชาย’ และเป็นประชาชนชาวกรี๊ชโดยตรงเท่านั้น โดยคำว่าเสรีภาพทางการเมืองนั้น ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนผู้ที่มีความเป็นพลเมืองของเอเธนส์ จะสามารถมีอิสรภาพและมีความเสรีที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคม โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเหมือนอย่างที่เราดำรงชีวิตอยู่ในขณะนี้ก็หาใช่ไม่

ในยุคสมัยต่อมา โดยเฉพาะช่วงศตวรรษที่ ๑๗ มีนักปราชญ์ (Philosopher) ชาวอังกฤษชื่อ จอห์น ล็อค (John Locke, ๑๖๓๒–๑๗๐๔) ได้ให้แนวความคิด ที่เกี่ยวกับสภาวะตามธรรมชาติ (Natural Status) ของสังคมที่มีลักษณะเป็นสังคมแบบ ‘สันติประชาธรรม’ ตามการนิยามศัพท์ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรหรือที่เรียกว่า ‘Civil Society’ หรือสังคมอารยะตามศัพท์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ เชิญ ชวิณณ์ ศรีสุวรรณ ที่เห็นได้ว่าสามารถแยกออกจากสภาวะทาง ‘การเมือง’ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น (Existed) ในยุคของนครเอเธนส์

ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์[๔๔] ได้อธิบายแนวความคิดเรื่องสังคมอารยะ ตามทัศนะของจอห์น ล็อคไว้ว่า “สภาวะตามธรรมชาติของมนุษย์ แม้จะมี ‘สิทธิและเสรีภาพ’ อย่างเต็มที่ แต่มนุษย์จำเป็นต้องมีการจัดตั้ง ‘สังคมหรือสถานการณ์แห่งสังคม (State of Society)’ ซึ่งมีกฎระเบียบมาจัดการกรณีที่เกิดการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขึ้น โดยมีการจัดตั้ง ‘รัฐบาลกลาง’ ขึ้นมาเป็นฝ่ายการเมืองเป็นผู้ที่จะควบคุมดูแล อันเป็นผลพวงที่มาจากการจัดตั้งสังคม”[๔๕]

แม้ว่าเส้นแบ่งระหว่างสังคมกับการเมือง จะมีขึ้นได้ในยุคสมัยต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ชีวิตทางสังคม เช่น การมีครอบครัว การศึกษา ศาสนา เศรษฐกิจ กีฬา วัฒนธรรม ฯลฯ โดยไม่มีความต้องการที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตทางการเมือง ซึ่งจักต้อง “เข้าไปมีส่วนร่วม” ในการตัดสินใจเรื่องของสาธารณชนอย่างที่เกิดขึ้นในยุคนครรัฐเอเธนส์[๔๖] โดยต้องไม่ลืมว่า ‘แม้ใครก็ตาม จะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทว่า การเมืองก็อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับใครต่อใครได้เสมอ’ เพราะการเมืองกับวิถีชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่แยกจากกันหาได้ไม่

รองศาสตราจารย์ สุรพันธ์ ทับสุวรรณ์[๔๗] ได้ตั้งข้อสังเกตให้ไว้ว่า “การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรงในปัจจุบัน อาจพบได้เฉพาะบริเวณเมืองเล็กๆ แถบนิวอิงแล่นด์ ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้ ‘การประชุมเมือง (Town Meeting)’ โดยให้ชาวเมือง ที่บรรลุนิติภาวะ (Reach Majority) ได้โอกาสเข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมตัดสินปัญหาของเมือง แต่การที่จำนวนประชากรของประเทศต่างๆ เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นๆ จึงทำให้ประชาธิปไตยโดยตรงเป็นไปได้ยาก เพราะไม่อาจหา ‘สถานที่’ ที่จะใช้เป็น ‘ที่ประชุมสภา’ ขนาดใหญ่ไว้รองรับคนจำนวนนับแสนหรือนับล้านคน ที่จะมาใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงได้เฉกเช่นยุคนครรัฐเอเธนส์ได้เลย”

ยิ่งกว่านั้น ถ้านึกถึงปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับ ‘การดำเนินการประชุม’ จะต้องใช้เวลามากมายเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา จึงมีการพัฒนาการและเปลี่ยนไปจาก ‘ประชาธิปไตยโดยตรง’ มาเป็น ‘ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน (Representative Democracy)’ โดยมีรากฐานมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งได้สถาปนา ‘สถาบันรัฐสภา’ และเริ่มมี ‘ระบบการเลือกตั้ง’ เพื่อเลือกสรร ‘ผู้แทน’ เข้าไปทำหน้าที่ ‘บริหาร’ และกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ (นิติบัญญัติ) ก่อนประเทศอื่น และได้รับความนิยมและถือเป็นแบบอย่างไปเกือบทั่วโลกในปัจจุบัน

ในศตวรรษที่ ๒๐ “ประชาธิปไตย” ได้กลายเป็น “สัญลักษณ์ (Symbol)” และเป็นข้ออ้าง (Assertion) “เพื่อความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy)” ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยต่างก็ “อ้าง (Claim)” ว่าประเทศของตนมีระบบการปกครองที่เป็นแบบ “ประชาธิปไตย” ทั้งนั้น ซึ่งประเทศไทยเราก็นับได้ว่า เป็นประเทศหนึ่งที่ดำเนินรอยตามมาโดยตลอด โดยเฉพาะรัฐบาลของประเทศไทยเราที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรงก็จริง แต่ก็เป็นเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี คือการได้ “ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง” เฉพาะก็เมื่อถึงฤคูกาลการเลือกตั้งเท่านั้นเอง

แอนโทนี่ ดาวน์ส์ (Antony Downs) ได้เสนอเงื่อนไขของความเป็นประชาธิปไตยไว้ถึง ๘ ประการ เพื่อที่จะพิจารณาถึงการยอมรับระบอบการปกครองของประเทศใดประเทศหนึ่ง ว่าเข้าข่ายการเป็นประชาธิปไตยมากหรือน้อยแค่ไหน โดยให้ดูจากสภาพการณ์ต่างๆ เช่น ในเงื่อนไขในข้อที่ ๗[๔๘] ซึ่งได้ระบุไว้ว่า พรรคการเมืองที่มีอำนาจในการปกครอง จะไม่พยายามจำกัดกิจกรรมทางการเมืองของพลเมือง หรือของพรรคการเมืองอื่นๆ ตราบเท่าที่พลเมืองและพรรคการเมืองเหล่านั้น มิได้พยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลด้วยกำลัง (หรือการปฏิวัติ) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ตามความเป็นจริงแล้ว บรรดานักการเมือง และผู้นำในประเทศที่มีการพัฒนาน้อย (Less Developed Countries) ในหลายๆ ประเทศ ได้ใช้กฎเกณฑ์ทางด้านกฎหมายให้เป็นโอกาส เช่น การอ้างถึงความมั่นคง หรือความปลอดภัยแห่งชาติ รวมทั้งได้อาศัย “ช่องทางอื่นๆ” ที่เป็นการฉกฉวยโอกาสและผลประโยชน์เพื่อตน เช่น การแจกจ่ายเงินและสิ่งของในช่วงการเลือกตั้งเพื่อที่จะช่วงชิงความได้เปรียบ และให้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง เป็นต้น[๔๙]

ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว ปรากฏให้เห็นเป็นจริง และเป็นของคู่กันมากับการเมืองของไทย นับได้แต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายปกครองสูงสุด เมื่อ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๗ ก็เพิ่งจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ของ ๗๔ จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งยังเป็นการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยตรงจากประชาชนเป็นครั้งแรกอีกด้วย โดยพบว่ามีการทุจริตการซื้อเสียงอย่างสะบั้นหั่นแหลกในทุกรูปแบบ[๕๐]

เนื่องจาก มีการส่งเสริมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างอิสระจากรัฐส่วนกลาง โดยท้องถิ่นต่างๆ สามารถที่จะพึ่งตนเองได้ ก็หวังเพื่อเป็นการพัฒนา “การมีส่วนร่วม” อย่างเต็มที่ในกิจกรรมของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นวิธีการนำร่องวิธีการหนึ่ง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนของตนในท้องถิ่น โดยเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มีบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในหมวดที่ ๕ มาตรา ๗๘ และในหมวดที่ ๙ มาตรา ๒๘๒ ถึง มาตรา ๒๙๐ และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ ตามลำดับ

จึงเริ่มให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น ที่เป็นบุคคลในท้องถิ่นเป็นตัวแทนของประชาชนโดยตรงดังกล่าวขึ้น แต่ผลกลับกลายออกมาไปในทางตรงกันข้าม ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างสิ้นเชิง

ผลจากการพัฒนาการดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า ระบบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตย” ในบ้านนี้เมืองนี้  คือสิ่งที่เราปรารถนาจริงหรือเปล่า? ซึ่งแม้เราจะส่งเสริมให้มี “การมีส่วนร่วมทางการเมือง” ถึงขนาดนี้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเราได้เดินมาถูกทางหรือยัง? และต่อแต่นี้ไป เราจะเชื่อถือ หรือฝากฝีฝากไข้ไว้กับ “ระบบหรือระบอบการปกครอง” อะไร ที่ดีสำหรับประเทศไทยเรา?

แต่เพราะการดำเนินการดังกล่าว คือ อีกโครงสร้างที่เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในระบบการเมืองการปกครอง ที่มีความพยายามจะให้เป็น “ประชาธิปไตยโดยตรง” โดยมีรัฐบาลกลางให้การสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาลงไปในสัดส่วนที่กำหนด  ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากพอสมควร อาจทำให้นักเล่นการเมืองไทยที่เคยมีอิทธิพลสูงในพื้นที่ หรือแม้แต่นักการเมืองระดับชาติต่างสนใจที่จะเข้าร่วมชิงชัยในสนามการเมืองท้องถิ่น พร้อมกับการทุ่มเทเงินทองในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ได้รับชัยชนะ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์อันน่าอดสูดังกล่าว[๕๑]

ระบบการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากจากกระบวนการในการชักจูง และโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้ผู้สมัครได้รับการเลือกตั้ง โดยใช้กำลังเงินทองเป็นทุน หรืออาจถึงขั้นต้องใช้กำลังที่รุนแรงต่อกัน อย่างไรก็ดี ระบบการเลือกตั้ง ก็จะยังเป็นหัวใจหลักสำคัญของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการที่จะต้องมี “การมีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)” ของประชาชนที่จำเป็นและให้เป็นจริง แต่ในประเทศที่มีการพัฒนาน้อย (ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม) ซึ่งอาจจะยังไม่พร้อมในบางสิ่งบางอย่างหรือทั้งหมด จึงเกิดปัญหาตามมา และไม่อาจนำมาใช้เป็นเครื่องชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย ตามที่แอนโทนี่ ดาวน์คาดหวังไว้ได้[๕๒]

โดยเฉพาะ ประเทศไทยเรา ตามที่มีการสำรวจโดยชาวตะวันตก ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีข้อสรุปที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมาก คือ ในทรรศนะที่เป็นแบบกว้างๆ แล้ว ประชาชนคนไทยมีอุปนิสัยแบบมีน้ำจิตน้ำใจ รู้จักเกรงใจกันและกัน รักสนุกครื้นเครง ไม่จริงจังกับชีวิตที่เป็นแบบปัจเจกชนนิยม หากมีจิตใจที่เมตตากรุณาต่อผู้อื่น มีใจนักเลงหรือกล้าได้กล้าเสีย

และที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นยิ่ง นั่นก็คือ คนไทยเป็นคนรักความสงบ มีความกตัญญูกตเวที มีน้ำใจ รู้จักผิดชอบชั่วดี มีความเคารพศรัทธาและยึดมั่นในพระมหากษัตริย์ กับขนบธรรมเนียมประเพณีแบบดั้งเดิม แต่ก็มีส่วนที่ด้อยซึ่งเป็นจุดอ่อนบ้าง นั่นคือ ความหย่อนยานในระเบียบกฎเกณฑ์อยู่เสมอๆ และไม่ชอบทำงานเป็นหมู่คณะ[๕๓] เพราะเป็นบุคลากรที่ค่อนข้างหยิ่งในศักดิ์ศรี และมีความเป็นเอตทัคคะนิยมสูง คืออยากเด่นอยากดังแต่เพียงผู้เดียว หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อจะรวยก็อยากจะรวยแต่ผู้เดียว คือมีความเห็นแก่ตัว หรืออาจจะเป็นเพราะ “คนไทยเก่งแต่วางแผน และหย่อนต่อการปฏิบัติ”[๕๔] ดังคำกล่าวหาโดยต่างชาติอยู่เสมอ

ขณะเดียวกันก็มีนักวิชาการบางท่านเห็นว่า คนไทยมักชอบอำนาจ ยึดติดอยู่กับตำแหน่ง และชอบความสัมพันธ์แบบ “การอุปถัมภ์หรือมีผู้ใหญ่กับผู้น้อย (Patron Client Relationship)” นิยมระบบแบบ “ครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวขยาย” คือ การมีญาติสนิทมิตรสหายมากเป็น “พรรคพวก” ของตน โดยจะต้องให้ความคุ้มครอง และอุ้มชูอุปถัมภ์ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เกือบจะตลอดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด[๕๕]

ด้วยเหตุและปัจจัยดังกล่าว สามารถกล่าวได้ว่า การเมืองแบบประชาธิปไตยในประเทศไทย จึงเป็นไปแบบที่ยึดติดอยู่แต่ในอำนาจ และใช้ระบบพวกมากลากไป เพราะมีระบบอุปถัมภ์ที่สนับสนุนและหน่วงรั้งอยู่เบื้องหลัง การพัฒนาการต่างๆ ของประเทศ จึงไม่สามารถที่จะปฏิบัติการให้ก้าวหน้าได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคหนึ่งของหลายๆ ปัจจัย

ดังนั้น ประเทศไทยคงต้องรอคอยกาลเวลาต่อไปอีกพอสมควร และคงจะต้องปล่อยให้ค่อยเป็นค่อยไปสักระยะหนึ่ง จนกว่าประชาชนส่วนใหญ่จะตระหนักและสำนึกในสิทธิและหน้าที่ของตนเองอย่างแท้จริง การคดโกงในการเลือกตั้ง อบจ. ในครั้งนี้ ก็คงจะพอเป็นอุทาหรณ์ได้บ้างไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบย่อมมีแน่ต่อการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครที่กำลังจะมาถึงอีกวาระหนึ่ง เพราะระบบการเลือกตั้งคือวิวัฒนาการดังกล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้น ชาวกรุงเทพมหานครจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องล่วงรู้ถึงผลที่จะตามมา เพราะหากการเลือกตั้งผู้สมัครทั้งหลายไม่รอบคอบเพียงพอ อนาคตของกรุงเทพมหานครที่วาดหวังไว้ก็คงจะมีปัญหาคงอยู่เช่นเคย

ทั้งนี้ ฝ่ายรัฐและทุกฝ่าย ควรจะต้องเร่งปลูกฝังแนวความคิดและค่านิยมเสียใหม่ อันเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครอง เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้และเข้มข้น และให้มีคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ดังคำกล่าวเตือนของอดีตประธานาธิบดีคนที่ ๓๕ ของสหรัฐ จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ (John F. Kennedy, ๑๙๑๗–๑๙๖๓) ที่ได้กล่าวไว้ว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นกฎของชีวิต คนที่มองแต่เรื่องอดีตและปัจจุบัน จะละเลยการมองเห็นอนาคตอย่างแน่นอน” เท่ากับเป็นการเตือนใจให้เรารู้จักปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ หรือบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นในอดีตและปัจจุบันจนหลงทาง และจำเป็นต้องมีการวางแผนสู่อนาคตที่ชัดเจนนั่นเอง

เพราะปัจจุบันนี้ แม้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่ยังด้อยการศึกษา แต่ประชาชนที่มีการศึกษาและสำเร็จปริญญาตรีในประเทศไทยเรา ก็มีแล้วมากกว่า ๑ ล้านคน และที่จบปริญญาโทยังมีอีกประมาณ ๑ แสนกว่าคน[๕๖] ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเยี่ยงนี้ของประเทศไทยเรา คงจะไม่ด้อยไปกว่าต่างชาติเท่าไรนัก จึงอยู่ที่วิธีคิดของภาครัฐที่มีส่วนรับผิดชอบสูงสุดในการพัฒนาบ้านเมืองจะดูแล

ดังนั้น ความเป็นจริงก็คือ รัฐบาลจะต้องใส่ใจและตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และพร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อการพัฒนาให้มากขึ้น ไม่ใช่จะเร่งพัฒนาแต่ด้านเศรษฐกิจจนลืมพื้นฐานของสังคมไป ซึ่งตรงตามผลการสรุปแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่แผนที่ ๑ ที่เริ่มเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔ ถึงแผนที่ ๘ พ.ศ.๒๕๔๔ ซึ่งมีข้อสรุปแล้วว่าการพัฒนาที่แล้วมายังไม่ประสบผลสำเร็จจริง เพราะ “เศรษฐกิจดี แต่สังคมมีปัญหา และการพัฒนาเป็นไปอย่างไม่ยั่งยืน”[๕๗]

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาของประเทศ ซึ่งจะต้องพัฒนาและดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๔๒ และ ๔๓[๕๘] ที่จะเน้นให้เสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสมอภาคกัน ในการรับการศึกษา เป็นอาทิ เพราะคนที่จะมีสติปัญญาดี จึงสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นได้ โดยคนธรรมดาคือผู้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และคนโง่เขลาที่ไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของใครเลย[๕๙]

อีกทั้ง ในโลกยุคใหม่ที่ไร้พรมแดนนี้ หาใช่จะให้การอบรมเลี้ยงดูลูกซึ่งสูงด้วยสติปัญญา (I.Q.: Intelligence Quotient) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังจะต้องสอนลูกให้รู้จักควบคุมอารมณ์และมีพฤติกรรม (E.Q.: Emotional Quotient) ในทางที่ถูกที่ควร ตลอดจนการสั่งสอนเยาวชนให้มีคุณธรรม (M.Q.: Moral Quotient)[๖๐] ที่เพรียบพร้อมด้วยจิตสำนึกและความรับผิดชอบสูง ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ไม่อาจละเลยอีกด้วย กล่าวคือ จากความเชื่อดั้งเดิมที่มนุษย์มุ่งปลูกฝังให้เด็กเกิดแต่ความฉลาดด้วยสติปัญญา แต่ปัจจุบัน มีความเชื่อใหม่ว่า การจะมีความสุขในสังคมอาริยะได้ มนุษย์จำเป็นต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ พร้อมๆ กับความฉลาดทางศีลธรรมและคุณธรรมด้วย

เพราะการได้รับการศึกษา ย่อมสร้างสรรค์ทรัพยากรมนุษย์ให้พัฒนาเร็วขึ้นมาได้ โดยการให้การเรียนรู้ ที่สามารถทำให้เกิดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ซึ่งการมองเห็นความสำคัญของการศึกษา คือพื้นฐานของการเรียนรู้ ที่วิวัฒนาการไปพร้อมๆ กับการฝึกฝนหาประสบการณ์ในสังคมไปในขณะเดียวกัน อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนค่านิยมทางการเมืองไทยเสียใหม่

เช่น เปลี่ยนค่านิยมจากการปกป้องตนเองมาเป็นการสร้างงาน และสร้างผลงานเพื่อส่วนรวม[๖๑] โดยไม่คำนึงถึงฐานคะแนนเสียงหรือความนิยมชมชอบจากประชาชน คือ “การให้ก่อนที่จะรับ” อันเป็นวิสัยที่ดีของผู้นำควรประพฤติปฏิบัติ นอกจากนั้น แนวการพัฒนาประเทศไทยที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็กล่าวได้อีกเช่นกันว่า “นโยบายประชานิยมไม่ได้ส่งเสริมหรือทำให้สังคมไทยดีขึ้นแน่”[๖๒]

เนื่องจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น มิใช่สิ่งที่เรากำลังกระทำกันอยู่ หากทว่าเรากำลังจะเคลื่อนไปในทิศทางใดมากกว่า[๖๓] เหมือนดั่งคำพูดของเฮ็นรี่ โฟร์ด (Henry Ford, ๑๘๖๓–๑๙๔๗) มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ผลิตรถยนต์ฟอร์ด ให้ข้อคิดไว้ว่า “คนที่คิดไม่เป็น ก็คือคนที่ไม่มีการศึกษา ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีกี่ปริญญาก็ตามที”[๖๔] ซึ่งจะจริงเท็จมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ก็สมควรที่รัฐและประชาชนต่างจะต้องทบทวนและใคร่ครวญกันให้หนัก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดให้เหมาะสมกับการแก้ปัญหาให้ตรงเป้าประสงค์ด้วย

การที่ระบบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้คนแต่ละคน หรือปัจเจกชน มีสิทธิและเสรีภาพ ก็เพื่อที่จะกระตุ้นให้ปัจเจกชน (Individual) ได้คิด ได้สร้างสรรค์ ได้ประดิษฐ์และได้กระทำในสิ่งที่ทำให้ตัวเขาเองจะประสบความสำเร็จ ซึ่งย่อมจะส่งผลประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในที่สุด และสิ่งสำคัญที่สุด ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็คือ การที่ปัจเจกชนได้รับการคุ้มครอง “ที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง” เช่น การเลือกตั้งผู้นำทางการเมือง และคัดค้านนโยบายทางการเมืองที่ตนไม่เห็นด้วย เป็นต้น และสิทธิที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง คือปัจจุบันที่สำคัญที่สุด ที่ไม่อาจจะแยกออกจากคุณลักษณะอื่นๆ ของการปกครองแบบประชาธิปไตย[๖๕] อันได้แก่

การที่รัฐบาลต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจ (Consensus) จากประชาชนส่วนใหญ่ ในการตัดสินใจ “ประเด็นปัญหา (Issues)” ที่สำคัญๆ เช่น การลงประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของ กฟผ.[๖๖] ที่กำลังมีการเรียกร้องให้ทำการจัดให้มีการประชาพิจารณ์ (Public Hearing) หรือให้มีการลงประชามติ (Referandum) โดยกลุ่มผู้ประท้วงที่เป็นพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ ซึ่งผู้ปกครอง อันมีรัฐบาล ผู้บริหารจัดการหรือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะต้องรู้จักมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทบต่อผู้อยู่ใต้ปกครองหรือประชาชนโดยตรง หรือ เช่น การให้สัญญาประชาคมของ ผู้ว่าฯ กทม. ด้วยยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาของ กทม. แล้วนั้น ต้องปฏิบัติให้ได้ตามแผนงานที่กำหนดเป็นนโยบายต่างๆ อย่างครบถ้วน เป็นต้น

การยึดเสียงข้างมากในการตัดสินปัญหา (Majority Rule) เช่น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ต้องยอมรับประชามติของประชาชน คือผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด เป็นบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้ง และถือเป็นที่สุด เป็นอาทิ

การยึดหลักอธิปไตยเป็นของปวงชน (Popular Sovereignty) ซึ่งหมายถึงว่า คนเราเกิดมาอย่างอิสระเสรี พร้อมกับมีศักยภาพที่จะกำหนดวิถีชีวิตและพฤติกรรมของตนเอง รวมทั้งมีอำนาจที่จะปกครองดูแลตนเอง โดยปราศจากการตกอยู่ใต้อำนาจ (การกดขี่ หรือ Suppression) ของผู้อื่น อาทิ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ในหมวดที่ ๓ มาตรา ๒๖ ถึง ๖๕[๖๗]

การเคารพสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights) ฯลฯ เช่น การแสดงความคิดเห็นในการผ่านร่างกฎหมายในรัฐสภา ต้องรับฟังแนวความคิดของฝ่ายค้านหรือปัจเจกบุคคล อันเป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งอาจมีความคิดเห็นที่แปลกแยกและแตกต่างกันได้ เป็นต้น

ในแง่ของหลักการประชาธิปไตยแล้ว จึงกล่าวได้ว่า การยินยอมให้คนส่วนใหญ่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ก็จะช่วยให้เกิดหลักประกันในความมั่นคง และความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งนี้ เนื่องจาก รัฐจะได้รับประโยชน์จาก “ความเฉลียวฉลาด” และ “ความสามารถ” อันเป็นความยินยอมพร้อมใจซึ่งได้มาจากคนโดยรวมนั่นเอง

ในอีกแง่มุมมองหนึ่ง หากประชาชนใส่ใจที่จะร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย ก็ยังสามารถที่จะตรวจสอบการทำงานของฝ่ายการเมืองได้ตลอดเวลา เช่น มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐๔[๖๘] ให้สิทธิประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่า ๕ หมื่นคน เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาให้สภามีมติถอดถอน (Recall) ผู้ตำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือองค์กรกลางต่างๆ ที่ส่อว่ามีการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือมีพฤติกรรมการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นๆ ได้

ในทำนองเดียวกัน มาตรา ๒๘๖[๖๙] ได้ให้สิทธิราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนผู้มีสิทธิมาลงคะแนนเสียงยื่นต่อสภาท้องถิ่น เพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ ซึ่งในกรณีของผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ก็คือบุคคลที่อยู่ในข่ายข้อบังคับนี้ เพราะกรุงเทพมหานคร คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่งด้วย ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะถอดถอนได้ โดยการลงคะแนนเสียงเหมือนกับช่วงการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีผู้มาลงคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด

อีกตัวอย่างหนึ่งที่มีบัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๗๐[๗๐] ยอมให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่า ๕ หมื่นคน สามารถเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายตามที่กำหนดใน หมวดที่ ๓ และหมวดที่ ๕ โดยการจัดทำร่างพระราชบัญญัติเสนอไปด้วย โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กทม. คือ มาตรา ๒๘๗[๗๑] ซึ่งให้สิทธิราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อยื่นให้สภาท้องถิ่นพิจารณาออกข้อบัญญัติได้แบบเดียวกัน แต่หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบดังกล่าว ต้องให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

การมีส่วนร่วมของประชาชนดังกล่าวแล้วนั้น มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตย จึงได้มีการระบุและบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในเชิงบังคับ เช่น การกำหนดไว้ในมาตรา ๕๙[๗๒] ที่ให้สิทธิบุคคลในการร่วมประชาพิจารณ์ หรือมาตรา ๒๑๔ ที่ให้ใช้สิทธิในการลงประชามติในเรื่องที่สำคัญๆ ของประเทศ[๗๓] เช่น การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติจะได้ถูกต้องคลองธรรม หรือตรงตามความต้องการและเกิดเป็นประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมจริงๆ อันเป็นหัวใจของการปฏิรูประบบการเมืองมาเนิ่นนาน เป็นต้น

หรือมาตรา ๖๘[๗๔] ซึ่งบังคับให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน มีหน้าที่ที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มิฉะนั้น ก็จะสูญเสียสิทธิบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ คือแนวทางหนึ่งในการปลุกกระแสการเข้าร่วมในกิจกรรมในทางการเมืองของมวลชนสืบไป

ในขณะที่ “เซี่ยงเส้าหลง” มีความเห็นว่า วัฒนธรรมการเมืองใหม่กำลังจะเกิดขึ้นและเกิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางการต่อสู้ และท่ามกลางการคัดค้านนโยบายของรัฐ เพื่อนำไปสู่การยกระดับทางปัญญาให้แก่สังคมไทยมาก[๗๕] โดยการจัดให้มีการออก “เสียงประชามติ” ตามมาตรา ๒๑๔ ที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น เพราะเริ่มมี Active Citizen (หรือกลุ่มประชาผู้ตื่นรู้) ซึ่งเป็นแกนหลักของสังคมอารยะ (Civil Society) โดยเฉพาะกลุ่มของผู้ประท้วงและคัดค้านการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เพื่อให้มีการขอประชามติก่อนที่รัฐจะกระทำการใดๆ

ด้วยแนวคิดดังกล่าว น่าจะเป็นการกระตุ้นเตือนผู้นำรัฐบาลไทยให้ได้สำนึก และคงไม่เสียหายอะไรถ้าจะเป็นผู้นำที่ดี และสามารถนำแนวคิดที่ดีๆ ดังกล่าวไปสู่ภาคปฏิบัติ อันเป็นการลบคำสบประมาทที่ต่างชาติคิดว่า “คนไทยด้อยในการปฏิบัติ” จะได้หมดยุคสมัยเสียที ทั้งนี้ ก็เพียงเพื่อความผาสุกของมหาชนชาวไทยโดยรวมแค่นั้นเอง

ทฤษฎีและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Theory and Literatures)

                ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สมัยที่ท่านเป็นนักวิชาการ (เทคโนแคร็ท, Technocrat) ที่มีอิทธิพลท่านหนึ่งในคณะกรรมการที่ร่างและกำหนด แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (National Economic and Social Development Program) ในช่วงต้นๆ โดยการนำแนวความคิดของตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในการทำแผนการพัฒนาประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔  อันเป็นแผนฉบับที่ ๑ และฉบับที่  ๒ ซึ่งมีแนวยุทธศาสตร์ที่คล้ายๆ กัน โดยเน้นการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และอ้างอิงกับหลักทฤษฎีการพัฒนาตามลำดับขั้นของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (The Stages of Economic Growth)[๗๖] อันเป็นแนวคิดของนักวิชาการชาวอเมริกันชื่อ รอสตาว (W.W. Rostow) อย่างไรก็ดี ในการวางแผนดังกล่าว ประชาชนกลับไม่มีส่วนร่วมแม้แต่น้อย โดยการพัฒนาก็เริ่มดำเนินการไป ด้วยแผนงานการก่อสร้างโครงสร้างขั้นพื้นฐาน[๗๗]  (Infra-Structures) เป็นหลัก

อาทิ ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ซึ่งในความเป็นจริง กลับมีการพัฒนาได้ไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ของประเทศ หากยังส่งเสริมด้านการอุตสาหกรรม ที่ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution) ซึ่งไม่ค่อยเกิดผลดีนักต่อการพัฒนาประเทศในอดีตที่ผ่านมา เป็นต้น

ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ยอมรับต่อมาว่า ทฤษฎีตะวันตกที่ท่านเรียนรู้มา ได้หลอกลวงท่านมาโดยตลอด นั่นคือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยการพัฒนาตามแนวตะวันตกต่างๆ นั้น ไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพราะมีข้อเสนอแนะให้ต้องรวมศูนย์ความมั่งคั่งทุกอย่างเข้าสู่ศูนย์กลางก่อน และหลังจากนั้นทุกอย่างหรือความเจริญ ถึงจะแพร่กระจายออกไปสู่คนยากคนจนในชนบท ซึ่งไม่มีความเป็นจริงแม้แต่น้อย และกว่าท่านจะตระหนักได้ก็สายเกินแก้ ท่านจึงหันหลังให้กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบที่ทำๆ กันอยู่ แล้วหันกลับไปช่วยผู้คนในชนบท โดยการจัดตั้งโครงการบัณฑิตอาสาขึ้น เพื่อนำนักศึกษาให้ไปได้สัมผัสกับความเป็นจริง และพบเห็นความล่มสลายของชนบทด้วยประสบการณ์โดยตรง[๗๘]

หากแต่คนอย่าง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งหาได้น้อยมากในสังคมไทย เพราะเดี๋ยวนี้เรามีแต่เทคโนแคร็ทหรือผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ที่บ้าคลั่งเทคโนโลยี่  บ้าความเป็นโลกาภิวัตน์ และกลายเป็นทาสทางความคิดกับแนวทางแบบตะวันตก[๗๙] การจะแก้ปัญหาวิกฤติชาติได้คงจะต้องยุบหรือยกเลิก สถาบันแห่งชาติที่มีคำว่า “พัฒนา” อยู่ด้วย พร้อมกันนั้น ก็หันไปใช้ “วิกฤติของคนส่วนใหญ่” เป็นบรรทัดฐานของวิธีคิด โดยเริ่มจากปัญหาที่เป็นจริง ซึ่งไม่ใช่การเริ่มจากทฤษฎี เพราะทฤษฎีต่างๆ มากมายที่มีอยู่นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นทฤษฎีที่ฝ่ายตะวันตกเขายัดเยียดมาให้ ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับสังคมไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ ในการกำหนดยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธี ใช่ว่าเราจะปฏิเสธการใช้เทคโนโลยี่แบบตะวันตกไปเสียทั้งหมด แต่ก่อนการคิดที่จะใช้วิธีการ ทฤษฎี หรือแนวความคิดอะไร อย่างไร เราต้องไม่ คิดเพียงว่าเราหวังจะได้อะไรจากเทคโนโลยี่นั้น โดยเราจะต้องรู้จักที่จะปรับเปลี่ยนมุมมอง ทิศทาง ของเป้าหมาย และมีแนวคิดให้ออกก่อนว่า เรากำลังจะเสียอะไรไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร[๘๐]

ยุค ศรีอารยะ ให้ข้อคิดไว้ว่า “ด้วยเหตุดังกล่าว การจะพัฒนาประเทศให้ถูกทาง เราจะต้องรื้อแนวทางการจัดแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการวางแผนงบประมาณแผ่นดินใหม่หมด โดยหันมาสู่การนำเอาวิกฤติคนจน และวิกฤติสังคมในด้านต่างๆ เป็นตัวตั้ง”[๘๑] และกล่าวอีกว่า “รัฐไทยไม่ได้เอาปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง แต่เอาโครงการใหญ่ๆ ที่สามารถจะผลาญเงินของแผ่นดินเป็นตัวตั้ง เพราะเจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการประจำ ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า มักทำตนเป็นคนประจบสอพลอ ขอโครงการ ผลาญเงินหลวง หลอกลวงชาวบ้าน ต่อต้านประชาชน ฉ้อฉลตำแหน่งหน้าที่ มีวจีมุสา เสวนาคนชั่ว หมกมั่วอบายมุข และเสพสุขแต่โลกีย์เป็นกิจวัตร โดยสามารถพบเห็นเป็นปรกติมาโดยตลอด

ดังนี้ งบประมาณของแผ่นดิน จึงเป็นงบเงินหลวงที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นผู้คิดและนำเสนอ โดยต่างก็จะพยายามคิดและคำนึง เพียงเพื่อดึงงบประมาณให้แก่หน่วยงานของตนเอง และอ้างเพื่อ “การพัฒนา” ให้ดูสอดรับและสอดคล้องกับแผนงานและผลประโยชน์ของกลุ่มตนหรือนักการเมืองเป็นสำคัญ”[๘๒]

ทำนองเดียวกัน “อภิมหาโครงการ” จะถูกเสนอเพื่อให้คัดเลือกก่อน เพราะมีงบประมาณที่มากพอที่จะแบ่งปันผลประโยชน์กันได้อย่างทั่วถึง เช่น การจัดเตรียมแผนงานก่อสร้าง “ทางด่วนยกระดับ” ที่มีขึ้นทั่วกรุง เพื่อหวังที่จะแก้ปัญหาการจราจรแออัด โดยการทุ่มใช้จ่ายงบประมาณไปมากมายมหาศาลมาก็หลายทศวรรษ หากแต่การแก้ปัญหาดังกล่าว กลับกลายเป็น “ลิงแก้แห” ที่มีลักษณะที่ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง และก็ยังแก้กันไม่สำเร็จเท่าที่ควรจะเป็นจนถึงบัดนี้

นอกจากนั้น รัฐบาลปัจจุบันนี้ ยังมีความคิดและพยายามที่จะสร้าง “ทางพิเศษระหว่างเมือง (Motor Way)” ข้ามอ่าวไทย จากดาวคะนอง-แหลมผักเบี้ย-ชะอำ ซึ่งเป็นอีกอภิมหาโครงการหนึ่ง โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายถึง ๕ หมื่นกว่าล้านบาทในเร็วๆ นี้ ทั้งๆ ที่มีประชาชนในท้องถิ่นเหล่านั้น ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ต่างก็ร่วมกันต่อต้านและไม่เห็นชอบด้วย เพราะจะมีผลต่อการทำลายระบบนิเวศในพื้นที่ดังกล่าว ตลอดจนกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย แม้จะมีงบประมาณส่วนหนึ่ง ประมาณ ๔ พันล้านบาท สำรองไว้เพื่อฟื้นฟูระบบต่างๆ[๘๓] แต่ท่านคิดหรือไม่ว่า “จำนวนเงิน” ดังกล่าว จะสามารถช่วยฟื้นฟูวิถีชีวิตของสังคมและจิตวิญญาณของชาวบ้านร้านถิ่น ณ ที่นั้นให้มีความเป็นอยู่ได้อย่างปรกติสุขเช่นเดิม

เฉกเช่นกรณีเขื่อนปากแม่น้ำมูล ซึ่งก่อสร้างขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่ยอมที่จะฟังเสียงท้วงติงจากประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนการก่อสร้าง ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ผิดหลักการโดยสิ้นเชิง เพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการผลิตไฟฟ้าตามที่กล่าวอ้างแต่แรกเริ่ม ก็หาได้รับผลดีที่เป็นไปตามเจตนารมณ์แต่อย่างใด แต่เป็นหนึ่งในโครงการเพื่อการสร้างผลงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น

โดยก่อปัญหาอันเป็นผลกระทบโดยตรงต่อผู้คนในชุมชนและใกล้เคียง ที่ต่างก็ได้รับแต่ความเดือดร้อน คือวิถีชีวิตสังคมต้องล่มสลาย จนเกิดการก่อม็อบและเคลื่อนย้ายเข้าสู่กรุงเทพมหานคร โดยมีการปักหลักอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและยืดเยื้อยาวนานอยู่หลายปี อันเป็นเรื่องราวที่ลุกลามจนเกิดเหตุการณ์ที่น่าอับอายประทับไว้ในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยหน้าหนึ่ง นั่นก็คือ รัฐบาลสมัยนายชวน หลีกภัยได้ปล่อยให้ “หมากัดคนจน” ซึ่งเป็นผู้ร่วมประท้วงเหล่านั้นอย่างไร้มนุษยธรรม และยังไม่สนองตอบต่อความต้องการของผู้ทุกข์ยากเหล่านั้นอีกต่างหาก

ยุค ศรีอาริยะนิยาม “บ้านและเมือง” ที่ดูใหญ่โต ซึ่งมีแต่เทคโนโลยี่ที่ดูว่าทันสมัย แต่ถ้าไม่มีความรักซึ่งกันและกัน มันก็คือ “นรก” ดีๆ นี่เอง[๘๔] ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครก็คงไม่มีข้อยกเว้นจากข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย ดังนั้น หาก ผู้ว่าฯ กทม. จะเห็นความสำคัญของส่วนรวมด้วย “ความรัก” อย่างจริงใจ ความพิกลพิการของการบริหารจัดการของภาคการเมืองระดับผู้นำดังกล่าว ที่ยังจะวนเวียนอยู่ในวังวนของการ “พัฒนา” แบบเดิมๆ ตามอย่างทฤษฎีผู้นำแบบตะวันตกอยู่ ก็คงจะส่งผลให้ประเทศไทย หรือกรุงเทพมหานครต้องถลำลึกไปกับการพัฒนาการ ที่จะนำพาสังคมไปสู่ความด้อยพัฒนาอีกวาระหนึ่งอย่างแน่นอน

แม้ธนาคารโลกในยุดใหม่นี้เอง ยังได้หันกลับมามองเห็นความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ ว่ามีความจำเป็นพอๆ กับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตามรายงานฉบับหนึ่ง ในหัวข้อ The Quality of Growth (การเติบโตอย่างมีคุณภาพ) ซึ่งมีการนิยามถึง “ทุน (Capital)” ไว้ว่า มีรายละเอียดที่พิจารณาแล้ว แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภท[๘๕] กล่าวคือ

(๑) ทุนทางกายภาพ (Physical Capital) คือเงินทุนทั่วไปกับทุนที่เป็นที่ดิน โรงงานและเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ

๒) ทุนมนุษย์ (Human Capital) คือทรัพยากรมนุษย์ อันเป็นพลังมันสมองที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาและแรงงาน

(๓) ทุนธรรมชาติ (Natural Capital) อันหมายถึงทุนที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศทั้งมวล

การพัฒนาที่ให้ความสำคัญเฉพาะทุนประเภทที่ ๑ โดยละเลยอีก ๒ ประเภทนั้น เท่ากับเป็นการมองข้ามมาตรการ ๔ ประการ คือ

(๑) การเพิ่มการกระจายโอกาสให้กับคนจน (๒) การอนุรักษ์ทุนธรรมชาติ (๓) การจัดการกับความเสี่ยงที่จะมาจากระบบการเงินโลก และ (๔) การเสริมสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) และการกำจัดการการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง (Corruption)

เพราะฉะนั้น การจะพัฒนาจำต้องกระทำไปพร้อมๆ กัน จึงจะสำเร็จสมประสงค์ดังหมาย

 

พฤติกรรมธรรมชาติของคนและรัฐ (Natural Behavior of Human and States)

นิโคโล มาคิอาเวลลี่ [๘๖] (Niccolo Marchiavelli, ๑๔๖๙–๑๕๒๗) เป็น เมธีนวสมัย (Modern Time) แห่งอิตาลี่ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Prince ว่า ธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความโลภ ความเห็นแก่ตัวที่ไม่มีขีดจำกัด และไม่เชื่อว่ารัฐถูกสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติหรือพระเจ้าสร้างให้มา แต่มีรากฐานมาจากความอ่อนแอ และไร้ประสิทธิภาพของคนส่วนมาก เพราะไร้ความสามารถที่จะพิทักษ์ตนเองจากความก้าวร้าวของบุคคลอื่นๆ

และอำนาจเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังสถาบันการปกครองต่างๆ โดยหน้าที่ของรัฐก็ไม่มีมากไปกว่าการผดุงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ และคอยควบคุมธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ให้ทำลายเสถียรภาพอันเป็นรากฐานตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคมชุมชนหรือสังคมเมือง ทั้งนี้ การจะมีสังคมที่สงบสันติได้ ก็จะต้องมีการกำหนดระเบียบและกฎเกณฑ์ที่สามารถปกครองและควบคุมมนุษย์อย่างมีระบบและเด็ดขาด โดยมีผู้ปกครองที่ต้องเป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจที่จะยึดครองจิตใจประชาชนเป็นฐาน คือให้ความสำคัญตามบริบทนั้นๆ โดยเน้นผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ ซึ่งไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือไร้จริยธรรม หากต้องเน้นให้อำนาจและเสถียรภาพให้คงอยู่ของรัฐาธิปัตย์เป็นสำคัญ[๘๗] ซึ่งเท่ากับเป็นการปกครองแบบเผด็จการกลายๆ แต่มุ่งเน้นให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขและความมั่นคงของชาติบ้านเมือง

โธมัส ฮ๊อบส์[๘๘] (Thomas Hobbs, ๑๕๘๖–๑๖๗๙) ตั้งสมสุติฐานที่เขาเชื่อไว้ว่า มนุษย์ คือธรรมชาติสร้างมาให้มีความเท่าเทียมกันทั้งทางร่างกายและจิดใจ แม้จะมีความแตกต่างที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งบุคคลอาจมีความเข้มแข็งกว่ากันและกัน แต่ก็ไม่อาจจะอ้างความแตกต่างดังกล่าว เพียงเพื่อผลประโยชน์แห่งตนให้เหนือกว่าผู้อื่น เพราะมนุษย์ยังมีความต้องการอยู่ร่ำไปไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้ เป้าหมายที่มีจริงของมนุษย์ ก็เพียงการแสวงหาความสุขแห่งชีวิตในอนาคต ที่พร้อมทั้งด้านกายภาพและมโนภาพเป็นที่สุด ซึ่งน่าจะตรงกับแนวพุทธธรรมที่เน้น “ความพ้นทุกข์” อันเป็นแก่นแกนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนมาแต่เนิ่นนาน ซึ่งเป็นหลักสัจธรรมแห่งธรรมชาติที่แท้จริง

ในห้วงแห่งการเสาะแสวงหา ก็มักผจญกับการต่อต้านต่างๆ นานา มนุษย์จึงต้องมีสังคมและสันติภาพ แม้จะมีอิสระแห่งตน หากแต่หนีไม่พ้นการแข่งขัน (Competition) ความกลัว (Fear) หรือความไม่มั่นใจในตัวตน (Diffidence) ความอยากได้อยากมีซึ่งเกียติยศหรือความอยากเด่น (Glory) และยังต้องมีสิทธิตามธรรมชาติ (The Rights by Nature) ซึ่งจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีการก่อตั้งอำนาจร่วมกัน โดยเป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มีดุลยพินิจ และเหตุผลที่เหมาะสม ซึ่งไม่ถูกจำกัดขัดขวางจากภายนอกที่เป็นการกระทำของมนุษย์ด้วยกัน

ทั้งนี้ ฮ๊อบส์เน้นความสำคัญในเอกภาพของรัฐ มากกว่าการให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน แต่ก็ขึ้นกับสภาวะการณ์และกฎของธรรมชาติที่ค่อนข้างจะเหมือนแนวคิดของมาคิอาเวลลี่ ซึ่งเน้นเชิงอำนาจที่เด็ดขาด แต่ไม่ทำร้ายผู้ที่อยู่ใต้อำนาจนั้น

จอห์น ล๊อค[๘๙] (John Locke, ๑๖๓๒-๑๗๓๔) นักปราชญ์ทางการเมืองผู้ร่วมสมัยกับฮ๊อบส์ และมีความเห็นแตกต่างที่ค่อนข้างจะเป็นพื้นฐานต้นแบบของระบอบการปกครองประชาธิปไตยในปัจจุบัน ได้มองว่ามนุษย์โดยธรรมชาติไม่ได้เลวร้าย แต่ขาดกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติที่จะทำให้ทุกคนเหมือนกัน การใช้เหตุผลที่แตกต่างกันไปเพราะมีประสบการณ์ที่ต่างกัน แต่มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันตามกฎธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องการมีกรรมสิทธิในทรัพย์สินที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ ตามกำลังแรงงานที่ทัดเทียมกัน และการสะสมทรัพย์สมบัติได้เสมอกัน

ด้วยสิทธิตามกฎธรรมชาติที่มนุษย์ต่างแสวงหาความเหมาะสมแห่งการดำรงชีวิต และเพื่อละเว้นการกระทำผิดต่อกันและกันในสภาวะการณ์ดังกล่าว จึงสมควรในเบื้องต้นที่จะตกลงร่วมกัน และยินยอมยกสิทธิบางประการของปัจเจกบุคคลที่มีอยู่ในสภาวะธรรมชาติ ซึ่งเป็น “สัญญาประชาคม (Social Contract)” ที่สามารถสถาปนาเป็นสังคมการเมืองหรือรัฐ โดยมีความเหมือนกับแนวความคิดของฮ๊อบส์

ในขั้นที่เป็นหลักการเดียวกัน

ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองรักษาตัวเองและอำนาจที่จะลงโทษผู้อื่นภายใต้กฎธรรมชาติ โดยถือว่าเป็นที่มาแห่งอำนาจนิติบัญญัติและการบริหารในสังคมการเมือง ซึ่งอำนาจดังกล่าวย่อมเรียกคืนได้ (Recallable) หรือถูกถอดถอนได้ หากมีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์หรือความต้องการของประชาชน[๙๐]

มองเตสกิเออ[๙๑] (Montesquieu, ๑๖๘๙–๑๗๕๕) นักปราชญ์การเมืองชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการร่างรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อสมัยก่อตั้งประเทศ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า มนุษย์มีความอ่อนแอ ขี้ขลาดและหวาดกลัวเหมือนๆ กันตามธรรมชาติ โดยต่างจะไม่กล้าที่จะรุกรานซึ่งกันและกัน แต่มนุษย์ยังต้องการการคบหาสมาคมกัน โดยดำรงชีพอยู่ร่วมกันเป็นสังคม และเข้าใจว่ามนุษย์ต้องการสันติภาพ ซึ่งการแสวงหาสิ่งที่ต้องการร่วมกันเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ

แต่เมื่อบังเกิดมีสังคมที่มั่นคงแล้ว ก็เริ่มเกิดมีสงครามตามมา จนต้องตรากฎหมายต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์กันและกัน ทั้งนี้ เพื่อควบคุมพฤติกรรมสังคมมนุษย์ จนก่อเกิดเป็นระบบกฎเกณฑ์ที่มนุษย์กำหนด อันมี กฎหมายระหว่างรัฐ (International Law) กฎหมายระหว่างผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครอง (Political Law) และกฎหมายระหว่างเอกชน (Civil Law) ตามมาอย่างเป็นระบบ

ในขณะเดียวกัน รัฐก็จะมีรัฐบาลกลางที่ดี โดยจะต้องประกอบด้วยอำนาจรัฐที่แบ่งออกเป็น ๓ สถาบัน เพื่อถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน คือ นิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร ซึ่งเป็นแนววิธีปฏิบัติการเพื่อการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของสังคม โดยเฉพาะการใช้อำนาจทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่ออิสรภาพ และเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมในทางการเมือง ทั้งนี้ โดยมีกฎหมายเป็นบรรทัดฐานและเป็นหลักประกัน[๙๒]

ชัง ชากส์ รุสโซ[๙๓] (Jean Jacques Rousseau, ๑๗๑๒–๑๗๗๘) เป็นนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสอีกผู้หนึ่ง และเป็นนักเขียนเรื่อง “สัญญาประชาคม” ที่โด่งดังในยุคร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ ๑๘ โดยรุสโซ มีความเห็นว่า เดิมทีเดียวมนุษย์ก็เป็นสัตว์ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว มีสัญชาติญาณตามธรรมชาติเหมือนสัตว์เร่ร่อนทั่วๆ ไป โดยยังไม่เป็นสังคมอย่างที่ปรากฏเหมือนในปัจจุบัน แต่มนุษย์จะมีความต้องการที่จะรักษาชีวิตตน จึงกระทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้ตนเองปลอดภัย และมีความรู้สึกเมตตาสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อันเป็นคุณงามความดีที่จะช่วยสร้างเสริมสันติภาพได้

เพราะมนุษย์เป็นผู้มีเสรีภาพกับความเสมอภาคที่แท้จริงและสมบูรณ์แบบ คือมีความเป็นอิสรเสรี โดยไม่ต้องขึ้นกับใคร และสามารถจะทำอะไรตามใจปรารถนาได้ โดยไม่มีนายและไม่มีทาส แต่อาจมีความแตกต่างกันบ้าง อาทิ อายุ เพศ และพละกำลังที่มีไม่เท่าเทียมกันตามธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่คุณลักษณะสำคัญพอที่จะบั่นทอนความเสมอภาคของบุคคลแต่อย่างใด

มนุษย์ไม่สามารถจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ เพราะต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อหาความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ดังนั้น ความไม่เท่าเทียมจึงเกิดตามมา เพราะการมีเสรีภาพที่ไม่เป็นธรรมชาติของความดีและความไม่ดี ทั้งด้านกายภาพและจิตใจที่ไม่เท่าเทียมกันของหมู่มนุษย์ โดยมีเรื่องกรรมสิทธิของทรัพย์สินที่ไม่เสมอภาคมาเกี่ยวข้อง จนต้องมีการกำหนดเป็นกฎหมายมาบังคับใช้ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันกับของมองเตสกิเออ ส่วนสัญญาประชาคมเป็นเรื่องความเห็นที่พ้องต้องกัน หรือมีมติที่เป็นเอกฉันท์ (Unanimousness) ของทุกคนในสังคมร่วมกัน แต่การจะให้ได้มาซึ่งมติเอกฉันท์ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ทั่วไป โดยในความเป็นจริงที่เป็นสิ่งที่แสวงหาและเกิดขึ้นได้ยาก

ดังนั้น รุสโซจึงเห็นว่า เสียงข้างมากของประชาชนส่วนใหญ่ ในอันที่จะมุ่งไปถึงผลประโยชน์ของทุกคนหรือผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก คือสิ่งที่ยอมรับได้[๙๔]

รุสโซจึงเน้นมากถึง ความมีเสรีภาพและความเสมอภาคอย่างบริบูรณ์ ว่าเป็นสภาวะที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน นั่นก็คือ การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรง อันเป็นระบบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบตัวแทน ซึ่งเป็นระบบที่สามารถเปิดโอกาสให้คนดีมีความสามารถที่สุด ได้มีโอกาสให้มีอำนาจในการบริหารจัดการ โดยเน้นอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง[๙๕] ทั้งนี้ ต้องไม่ละเมิดกฎหมายที่บัญญัติไว้ด้วย

ฌาก อนาโตล ธีโบลท์[๙๖] เคยกล่าวถึงเรื่องกฎหมายของบ้านเมือง โดยได้นิยามไว้อย่างยิ่งใหญ่นับร้อยปีมาแล้วว่า “…กฎหมายในความหมายที่มี คือการใช้บังคับใช้กับบุคคลทุกคนโดยเท่าเทียมกัน นั่นคือ ห้ามทั้งคนรวยและคนจนนอนพักอาศัยอยู่ใต้สะพาน หรือไปเป็นขอทานอยู่กลางถนน และไม่เป็นโจรขโมยขนมปัง” ซึ่งหมายความว่า ให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยทุกคนต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งทุกคนต่างมีความเสมอภาคอันเท่าเทียมกัน และต้องปราศจากอภิสิทธิ์ชนนั่นเอง

ท่านเจ้าคุณพระอาจารย์ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)[๙๗]  กล่าวไว้ในการแสดงธรรมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “นิติศาสตร์แนวพุทธ” เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๓๙ โดยมีความที่เกี่ยวกับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายไว้ตอนหนึ่งว่า “.…กฎหมายหรือกฎสมมติของมนุษย์ จะเป็นคุณเมื่อมันเป็นเครื่องมือสนองความต้องการธรรม แต่เมื่อความต้องการธรรมเลือนรางจางหายไป กฎหมายดังกล่าวก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสนองความปรารถนาส่วนตัวของบุคคล ที่อาจจะตรงกันข้ามกับธรรม เช่น เป็นเครื่องมือของการแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง หรือการกลั่นแกล้งทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น” ซึ่งมีนัยหมายถึงการให้ความสำคัญกับสิทธิ และเสรีภาพของปวงชน ที่เสมอภาคและเป็นธรรม

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร[๙๘] ได้กล่าวถึงการบริหารบ้านเมืองด้วยกฎหมายที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อหน้าข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๗ ไว้ว่า “…จะใช้หลักการบริหารที่เด็ดขาด จะเปลี่ยนจากเดิมที่ข้าราชการใช้กฎหมายเป็นตัวตั้ง เป็นการให้ใช้กฎหมายปลายทางเป็นตัวตั้ง แล้วแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้อง” ซึ่งหมายถึงการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นธรรม จักต้องปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมโดยรวม ทั้งนี้ เพื่อการนำกฎหมายไปปฏิบัติและบังคับใช้อย่างถูกต้องคลองธรรมสืบไป

อย่างไรก็ดี เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการ ในการบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค เพื่อประโยชน์สุขและตรงตามความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ แม้รัฐจะเป็นผู้มีอำนาจในการปกครองอย่างเต็มที่ ก็จักต้องยึดถือรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดไปตัดสินปัญหา และถ้ามีความจำเป็นก็จะต้องมีการปรับแก้ โดยให้เป็นไปตามบริบทของสังคม หรือเท่ากับว่า ทุกอย่างสามารถที่จะยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ อย่างป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นไปเพื่อความผาสุกของสาธารณชนทั้งปวงเป็นที่ตั้ง

 

แนวคิดเชิงประจักษ์กับแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์  (Empirical and Scientific Approach)

เดวิด ฮูม และเอ็ดมันด์ เบอร์ค[๙๙] (David Hume, ๑๗๑๑–๑๗๗๖ and Edmund Burke, ๑๗๒๙–๑๗๙๗) ซึ่งเป็นปราชญ์ชาวอังกฤษทั้งคู่ เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม และเป็นนักปรัชญาทางการเมืองที่มีแนวความคิด ที่ทวนกระแสกับนักปราชญ์ร่วมสมัยไปในทางตรงกันข้าม โดยฮูมเห็นว่า หลักประกอบสิทธิธรรมชาติ คือ “เหตุผลนิยม (Rationalism)” ที่คำนึงถึง ความรู้สึก อารมณ์และความกระตือรือร้นของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นเหตุผลที่เป็น “ทาสของอารมณ์” โดยเป็นเรื่องที่ “นั่งคิด” อันเป็นเครื่องชี้บอกทางไปสู่การประพฤติอันเหมาะสมของมวลมนุษย์เท่านั้น และเป็นการคาดเดาที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าจะเป็นจริง

ฮูมจึงให้เหตุผลไว้ว่า คนที่จะได้เหตุผลที่ถูกต้อง ในการกำหนดคุณค่าของการกระทำของมนุษย์ คือ “ประสบการณ์” ของคนต่างหาก[๑๐๐] ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่า คนจะได้รับความพอใจอย่างไร โดยประสบการณ์จะเป็นเครื่องกำหนดว่าอะไรถูก หรืออะไรผิด อะไรควรหลีกหรืออะไรควรรับ และเป็นที่มาของ “ลัทธิประจักษ์นิยม (Empiricism)” ซึ่งอาจพิสูจน์ให้ประจักษ์ได้อย่างมีเหตุผลที่เป็นจริงเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่า

ทั้งนี้ เพราะประสบการณ์จะเป็นตัวกำหนดการชี้นำสังคมให้เกิดการเรียนรู้ และรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจแสดงผลสะท้อนออกมาได้ โดยมีเบอร์คเป็นผู้ที่มีความเห็นร่วมและสนับสนุนในแนวคิดในทิศทางเดียวกันกับฮูม และยังปฏิเสธเรื่องเหตุผลนิยมที่เป็นแบบธรรมชาตินิยมในทำนองเดียวกันนั้นด้วย

โดยเบอร์คยังมีความเห็นอีกว่า การใช้หลักเหตุผลมากเกินไป อาจทำให้ขาดหลักการที่มั่นคง แต่มีแนวคิดในเชิงอนุรักษ์นิยมค่อนข้างสูง โดยหันมาเน้นแนวประจักษ์นิยมเป็นหลักสำคัญในเบื้องต้น เพราะสังคมก่อกำเนิดมานานแต่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อันคล้ายคลึงกับแนวคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขังและอนัตตา ซึ่งกล่าวถึงสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปอยู่ตลอดเวลา อันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมชาติ เสมือนโลกที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลาและไม่หยุดนิ่งฉันนั้น

อย่างไรก็ตาม ต้องเป็นการยอมรับการปรับเปลี่ยนไปที่ละน้อยๆ ตามครรลองและกฎระเบียบของเกณฑ์ธรรมชาติ ที่คงเป็นความต่อเนื่องของปัจจุบันกับอดีตในบางส่วน และการเชื่อมต่อไปสู่อนาคตก็อาศัยรากฐานเดียวกัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงไปและไม่คงที่ตลอดเวลา ซึ่งสอดประสานกับแนวคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่ไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วจนเกินไปโดยสิ้นเชิง  เพราะการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิวัตินั้น  เป็นปรากฏการณ์ที่อาจทำลายดุลยภาพของโครงสร้างทางสังคมให้พินาศเสื่อมสูญลงไปได้[๑๐๑]

เพราะประสบการณ์ คือ การเรียนรู้ในสรรพสิ่งที่ผ่านมา[๑๐๒] อันประกอบด้วยทักษะ ความรู้สึก และความนึกคิด ที่สามารถมองเห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยประสานผลของการได้ศึกษา อบรม และฝึกฝนอย่างประจักษ์มาก่อน จนช่ำชองและเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นประสบการณ์แห่งการเรียนรู้อย่างหนักแน่นและมั่นคง

ทั้งนี้ เบอร์คยังมีความเห็นว่า มนุษย์มีความเสมอภาคโดยกำเนิด แต่แตกต่างกันในระดับความฉลาด (Wisdom) โดยมีกิเลส และตัณหา ที่มีแต่จะทวีเพิ่มทับถมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความมีอคติ (Prejudice) ในจิตใจ และจะไม่มีเหตุผลตามมา ดังนั้น การมีชีวิตด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง ซึ่งหมายความว่า มนุษย์จะมีความสมบูรณ์อยู่ได้ ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกันเป็นสังคมการเมืองเดียวกันอย่างมีความสุข เหมือนกับการอยู่ร่วมกันใน Polis ตามอุดมคติของอาริสโตเติ้ล[๑๐๓]

อย่างไรก็ดี ตามปฏิญญาสากลขององค์การสหประชาชาติ (United Nation) ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในข้อที่ ๑ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์และสิทธิ โดยต่างมีเหตุผล มโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ[๑๐๔] อันเป็นการยอมรับนับถือในเกียรติศักดิ์ประจำตัวและมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน ซึ่งโอนให้กันไม่ได้ของบรรดาสมาชิกทั้งหลายแห่งครอบครัวมนุษยชาติ ซึ่งเป็นมูลฐานแห่งอิสระภาพ ความยุติธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่ต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างเท่าเทียมกัน อันจะนำไปสู่ความสงบสุขและสันติภาพของโลกในบั้นปลาย

ทั้งนี้ ก็เป็นไปเฉกเช่นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๔[๑๐๕] ในหมวดทั่วไป ที่บัญญัติไว้ ถึงการให้ความคุ้มครองศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเหมือนกัน

ปรีดี พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์ในวารสารเอเชียวีค (Asia Week) ในปี ๒๕๒๓ ว่า “…ในปี ค.ศ. ๑๙๓๒ (๒๔๗๕) ข้าพเจ้าอายุ ๓๒ ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ…”[๑๐๖]

อันเป็นบทสัมภาษณ์ที่มีนัยว่า ประสบการณ์ ก็คือ ปัจจัยหรือตัวแปรที่จำเป็นและสำคัญยิ่งต่อการปฏิบัติการ หรือการดำเนินการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นอุทาหรณ์สอนใจแก่ตัว ฯพณฯ อย่างกระจ่างชัด จึงส่งผลให้การอภิวัฒน์ไม่ได้เป็นไปตามที่ใจปรารถนาของ ฯพณฯ และไม่สามารถประสบผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ที่ตั้งมั่นไว้เพื่อประเทศชาติดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ฯพณฯ จำต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนไปลี้ภัยอยู่ต่างแดน จนถึงบั้นปลายของชีวิตอย่างน่าเสียดาย

เพราะฉะนั้น คงจะยืนยันในแนว “ประจักษ์นิยม” ของฮูมและเบอร์คข้างต้นได้ว่า “ประสบการณ์” เป็นพฤติกรรมที่สามารถพิสูจน์ และแสดงให้เห็นเป็นจริงได้ในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างไม่มีปัญหา ในทำนองเดียวกัน การจะแสวงหา ผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งหน้านี้ หากประชาชนคัดเลือกบุคคลผู้ขาดซึ่งประสบการณ์แห่งชีวิตที่มีความจัดเจนจริงๆ อีก ปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพมหานครก็คงจะไม่ได้รับการแก้ไขต่อไปอีก ๔ ปีอย่างแน่นอน

ตัวอย่างความเป็นผู้มีประสบการณ์ และเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงยกย่องว่าเป็น “รัตตัญญู” คือ “พระอัญญาโกณฑัญญะ”[๑๐๗] ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านโลกมามาก มีประสบการณ์มามาก โดยท่านมีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม และเป็นที่ปรึกษาที่ดีในกรณีต่างๆ อยู่เสมอแก่ผู้น้อย ผู้ด้อยวุฒิและคุณวุฒิ ซึ่งสังเกตได้จากที่ท่านได้เป็นผู้นำและให้การชี้แนะที่ถูกต้องแก่พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ คือ พระ ๔ องค์ที่ร่วมออกบวชพร้อมท่าน เพื่อติดตามเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อเริ่มออกผนวชตั้งแต่ต้น ซึ่งคุณธรรมข้อนี้ เป็นวิถีที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างได้

นั่นคือ พยายามศึกษาหาความรู้และหาประสบการณ์ที่ดีให้บังเกิดแก่ชีวิตอยู่เสมอ แม้จากการเลียนแบบอย่างที่ดีๆ อันเป็นที่ประจักษ์แล้ว จึงกล่าวได้ว่า “ประสบการณ์” ของแต่ละบุคคล มีความสำคัญยิ่งต่อการจะอาสามาสมัครลงรับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าฯ กทม. ไม่น้อย เพราะประสบการณ์ยังสามารถแสดงผลต่อแนวทางสู่การที่ได้เรียนรู้มา คือความรู้ที่จะนำพาไปสู่การเป็นบุคคลผู้สันโดษ

โดยเป็นบุคคลที่เห็นว่า “สันตุฏฐีธรรม (กถาวัตถุ ๑๐ ในข้อ ๒)”[๑๐๘] คือวิถีทางแห่งความพอใจในสภาพที่เป็นอยู่ ไม่ขวนขวายแสวงหาลาภยศสักการะจนเกินงาม มีการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในด้านความประพฤติที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย สมถะและไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย อีกทั้ง ยังเป็นผู้เห็นการณ์ไกล ที่พระอัญญาโกณฑัญญะพิจารณาเห็นว่า ปุณณมันตานีบุตร เป็นผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศและเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็ว จักเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

จึงส่งเสริมอบรม จนได้เป็นพระปุณณมันตานีบุตรผู้ที่แตกฉานในพระธรรมวินัยและเป็นนักแสดงธรรมชั้นเยี่ยม โดยได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็น “เอตทัคคะในทางพระธรรมกถึก” ในกาลต่อมา ซึ่งเป็นไปตามดังที่ท่านได้มองเห็นล่วงหน้าอย่างถูกต้อง อันเป็นคุณสมบัติและวิสัยของพระอัญญาโกณฑัญญะโดยเฉพาะตนคือความเป็นผู้มีประบการณ์อย่างมากนั่นเอง[๑๐๙]

ตัวอย่างดังกล่าว จึงสามารถพิสูจน์ได้แล้วอย่างเป็นจริงแท้แน่นอนว่า “ประสบการณ์” ของ ผู้ว่าฯ กทม. พึงต้องมี พร้อมๆ กับคุณธรรมหลักๆ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการใคร่ครวญพิจารณา เพื่อการเลือกสรรอย่างถูกต้องต่อไป

ทั้งนี้ “ประสบการณ์” ดังกล่าว มิได้หมายถึงความต้องการบุคคลที่มีความคุ้นเคย หรือเคยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” มาก่อนไม่ หรือแม้อาจจะเป็นบุคคลดังกล่าวมาก่อนหน้านี้ หากแต่ไม่มีผลงานอันโดดเด่นให้เป็นที่ประจักษ์ ก็คือ บุคคลที่ไม่เหมาะสมหรือสมควรจะได้รับการเลือกตั้งมาอีกอยู่ดี เพราะไม่ผ่านการประเมินผลงานในอดีตอีกทางหนึ่งด้วย

 

ทฤษฎีชนชั้นผู้นำ (Elite Theory)

                พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชมพูทวีป[๑๑๐] (พ.ศ. ๒๓๙–๓๑๑) ได้สร้างคุณธรรมในการปกครองอาณาจักรอย่างยิ่งยง คือ ทรงมั่นคงในพระรัตนตรัยและเป็นอุบาสกที่ดี ทรงมีความรับผิดชอบอย่างยิ่งต่อพสกนิกร และทรงเป็นมหาราชในอุดมคติ ที่ทรงนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนา มาประยุกต์ใช้เป็นนโยบายการปกครองประเทศได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

พระองค์ทรงปกครองโดยธรรมาธิปไตย โดยยึดถือธรรมวิชัย คือ ทรงสำเร็จชัยชนะด้วยธรรม และนับเป็นชัยชนะอันสูงส่ง ทรงทำการปฏิวัติสังคมโดยธรรม ทรงส่งเสริมประชาชน โดยใช้หลักธรรมในปรับปรุงกลไกการบริหารการปกครอง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนสูงสุด และทรงเผยแพร่พระธรรมให้กว้างไกล โดยทรงแต่งตั้งข้าหลวงแทนพระองค์ในการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมเป็นสำคัญตลอดรัชสมัยของพระองค์

พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ทรงพระราชดำรัสตรัสไว้ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”[๑๑๑] ซึ่งชาวไทยเราต่างประจักษ์แจ้งในความเป็น “โดยธรรม” ซึ่งเป็น “ทศพิธราชธรรม ๑๐”[๑๑๒] ที่เป็นจริงมากว่า ๕๔ ปีแล้วในปัจจุบัน จึงสมควรที่ข้าราชบริพารจะจดจำใส่เกล้า แล้วนำไปยึดถือปฏิบัติเป็น  “ยุทธศาสตร์พระราชทาน”[๑๑๓]   ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลักชัย ในการประพฤติปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบ เพื่อสนองพระราชปณิธานและบริการประชาราษฎรให้ดีสืบไป

ท่านพุทธทาสภิกขุมีแนวคิดของธรรมราชา หรือธรรมิกราช คือ แนวคิดเชิงสังคมนิยมที่ประกอบไปด้วยธรรมะ ได้ขยายความถึงคุณสมบัติที่ดีของผู้ปกครองในแง่ศีลธรรม โดยยืนยันว่า “พระธรรมราชา” จักต้องยึดมั่นใน “ทศพิธราชธรรม” ที่นอกเหนือจากการต้องมีความเฉลียวฉลาด มีความรู้ในสรรพวิชา และมีความรู้ความเข้าใจกับระบบต่างๆ ในสังคม[๑๑๔] โดยไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่คลั่งไคล้ในเสรีประชาธิปไตย ซึ่งยึดโยงอยู่กับการมี “ตัวกู-ของกู” [๑๑๕]

ในทำนองเดียวกัน ผู้ว่าฯ กทม. คือผู้นำในองค์กรกรุงเทพมหานคร จักต้องยึดถือเป็นแนวปฏิบัติเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น   เพราะการผลักดันยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย ที่มุ่งสร้างความคิดใหม่ แนวทางใหม่ และการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาให้ครบองค์[๑๑๖] เพื่อการแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวง จะได้สนองประโยชน์แห่งมหาชนชาวกรงเทพมหานคร ให้เกิดความเชื่อมั่นด้วยความสามารถที่จะให้ความคุ้มครองและปกป้องในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของมหาชน แล้วนำความผาสุกกลับมาสู่กรุงเทพมหานครให้จงได้

                เปลโต้ (Plato) ได้กล่าวไว้ในหนังสืออุตมรัฐ (Republic, ๔๒๗–๔๓๗ ก่อน ค.ศ.)[๑๑๗] โดยให้ความเห็นเกี่ยวกับผู้นำไว้ว่า ชนชั้นผู้ปกครองต้องเป็นผู้ทรงความรู้ มีคุณธรรม มีสติปัญญา และมีความรับผิดชอบอย่างดี ที่จะปกป้องผู้มีความสามารถน้อยและถูกกดขี่ข่มเหงหรือถูกทอดทิ้ง ซึ่งผู้นำหรือผู้ปกครองต้องเป็นผู้ทรงความรู้และเป็น “ราชาปราชญ์” ที่สามารถเป็นที่พึ่งพาอาศัยของสังคมได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อสร้างรัฐที่ดีและมีความยุติธรรมให้เกิดขึ้น

อันแนวความคิดเชิงสังคมนิยมแบบอุดมคติของเปลโต้นี้ สืบเนื่องมาจากมีความต้องการที่จะให้ได้ผู้ปกครองที่ดี โดยต้องเป็นบุคคลที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมแล้ว ยังต้องไม่ตกอยู่ภายใต้พลังการกระตุ้นของความอยาก เพราะเป็นวิธีการกำจัดต้นตอแห่งความขัดแย้งที่พึงอุบัติขึ้นจากตัณหา และที่สำคัญคือ การกำจัดเสียซึ่งสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล

โดยเฉพาะในบรรดาชนชั้นผู้ปกครอง ซึ่งเป็นพวกที่มีเหตุผลมากกว่าชนชั้นอื่นๆ จึงจำเป็นต้องกระทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งนี้ เพื่อช่วยขจัดความเหลื่อมล้ำในการครอบครองทรัพย์สิน และจะช่วยลดความตึงเครียดอันเกิดจากการแก่งแย่งและการชิงอำนาจในทางการเมืองลงได้

ซึ่งแนวความคิดดังกล่าว ได้ส่งผลให้เกิดเป็นจินตนาการทางสังคมนิยมของโธมัส มอร์ ในหนังสือเรื่องยูโธเปีย (Utopia, ๑๕๑๖)[๑๑๘] ที่มีการบันทึกถึงจุดประสงค์ที่เน้นถึงการมีชีวิตที่ดีในทางศีลธรรม มากกว่าเรื่องของระบบและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงความชั่วร้ายของสังคมในเชิงสังคมนิยมผู้หนึ่ง

ตลอดจนแนวคิดของ มอเรลลี่ ใน Code of Nature (๑๗๕๕) รุสโซ ใน Discourse on Inequality, (๑๗๕๕) หรือบาเบิฟ ใน Manifesto of Equals, Analysis of the Doctrine of Babeuf และนักปราชญ์ที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมอีกหลายๆ ท่าน โดยในกาลต่อมายังส่งผลถึง เฮเกล (Hegel) ให้เกิดมีแนวคิดอุดมคติแบบสังคมนิยมเชิงวิทยาศาสตร์ โดยการตีพิมพ์หนังสือชื่อ Anti-Duhring และคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, ๑๘๑๘–๑๘๘๓) ที่มีแนวคิดสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ (Socialist Communism) และปรากฏในชื่อเรื่อง The Communist Manifesto ที่เป็นแนวทางการเปลี่ยนแปลงสังคมในอุดมคติได้อีกวิธีการหนึ่ง[๑๑๙]

แอนเดอร์สัน (Anderson, ๑๙๗๕) และดาย (Dye, ๑๙๘๑)[๑๒๐] ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับทฤษฎีชนชั้นผู้นำ โดยหมายถึงคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจ และเป็นกลุ่มที่มีส่วนการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะ ซึ่งทำในนามผู้ปกครองแทนคนส่วนใหญ่ อาจเป็นผู้นำโดยการสืบทอดตำแหน่งเพื่อรักษาความมั่นคงและหลีกเลี่ยงการปฏิวัติ โดยการยอมรับความสมานฉันท์กับผู้นำเดิมจนได้เป็นผู้นำคนใหม่ และยังมีความผูกพันธ์ที่คงไว้ซึ่งค่านิยมพื้นฐานของระบบสังคมที่พึงสงวนรักษาไว้

โดยผู้นำเองก็ยังเป็นผู้กำหนดและเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ ที่สะท้อนถึงความต้องการของผู้นำเองมากกว่าส่วนของมหาชน และมีอิทธิพลต่อมวลชนมากกว่ามวลชนจะมีอิทธิพลต่อผู้นำ ทั้งนี้ โดยการดำเนินแนวนโยบายต่างๆ ก็เพียงเพื่อให้เป็นไปตามความคิดเห็น และความต้องการของผู้นำเป็นสำคัญ ซึ่งมวลชนส่วนใหญ่แทบจะไม่มีส่วนร่วมในพฤติกรรมต่างๆ แต่ประการใด

รองศาสตราจารย์ปรีชา ช้างขวัญยืนได้ให้ความเห็นไว้ว่า เราต้องยอมรับระดับหนึ่งว่า ในปัจจุบัน ยังไม่มีระบอบการปกครองใดที่สมบูรณ์แบบ การที่เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มิใช่ว่าเราจะทำการต่างๆ ให้ได้ผลดีที่สุด แต่เพราะเป็นระบบที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด[๑๒๑] เช่นไม่เสี่ยงต่อการเชื่อถือผู้ปกครองคนเดียว หรือมอบอำนาจอธิปไตยไว้ในที่แห่งเดียว แต่ให้มีการคานอำนาจถ่วงดุลกัน และไม่เสี่ยงให้ผู้ปกครองปกครองตลอดไป โดยการพิจารณาผลงานเป็นระยะๆ ซึ่งหากไม่ดีก็เปลี่ยนได้ และมีโอกาสที่ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการปกครองมากที่สุด คือการมีโอกาสในการออกกฎหมาย และแก้ไขข้อบกพร่องทางการเมือง หรืออย่างน้อย ถ้าเราหาธรรมราชาไม่ได้ เราก็ยังสามารถปกครองกันได้ โดยที่ผู้ปกครองแม้จะไม่ดีที่สุด แต่ก็เป็นทรราชย์ไม่ได้

ในการศึกษานี้ ผู้ศึกษาเข้าใจว่า ผู้นำที่น่ารังเกียจและไม่สมควรที่จะเป็นผู้นำของชุมชนใดๆ เลย ก็คือบุคคลที่ยังขาดซึ่งประสบการณ์แห่งชีวิตอย่างรอบด้าน เพราะความมีอายุน้อย ที่ยังขาดซึ่งวุฒิภาวะ ขาดการฝึกฝนด้านจริยวัตรและศีลธรรม ตลอดจนขาดความรับผิดชอบต่อสังคมที่พอเพียง อีกทั้งจะเป็นผู้ที่มุ่งใช้แต่กำลังอันแข็งแกร่งกว่าต่อผู้อ่อนแอ มากกว่าการใช้สติปัญญาด้วยความสุขุมรอบคอบ ประนีประนอมและความละเอียดประณีต

เนื่องจากในการเรียนรู้ชีวิต สามารถแบ่งมนุษย์ออกไปเป็น ๓ ประเภท กล่าวคือประเภทที่ ๑ คือการเรียนรู้จากหนังสือ ประเภทที่ ๒ คือการเรียนรู้จากประสบการณ์ และประเภทที่ ๓ คือ การเรียนรู้จากการปัสสาวะรดรั้วที่มีกระแสไฟฟ้า อันเป็นวลีเด็ด จากหนังสือ Ten Things Men Do to Mess up Their Life[๑๒๒] ซึ่งหมายถึงวุฒิภาวะของบุคคลที่มีประสบการณ์ยังไม่แกร่งกล้าพอ จะยังขาดซึ่งจิตสำนึกในการยับยั้งชั่งใจ ในการจะดำเนินการใดๆ ให้ประสบผลสำเร็จดังหมายได้

โดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อภาระกิจสาธารณะ ที่มีวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่มาเกี่ยวข้อง จึงยังขาดความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง หรือขาดความน่าไว้วางใจได้อย่างเต็มที่ ดังตัวอย่างที่สามารถพบเห็นได้ในรัฐสภาของไทยเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะท่านผู้แทนราษฎรไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยการไม่เข้าร่วมประชุมจน “สภาล่ม” อยู่เป็นประจำ เป็นต้น

ในความเป็นจริง ถ้าจะกล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งได้เปิดกว้างสำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติระดับหนึ่ง สามารถถือสิทธิและอาสามาได้ แต่การจะเป็นชนชั้นผู้นำได้ ใช่จะอยู่ที่กฎเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดไม่

ทั้งนี้ วุฒิภาวะ ความสามารถ ความเสียสละ ปณิธานและความจริงใจเท่านั้น ที่จะพิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ได้ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับกาละและเทศะเป็นตัวแปรอีกต่างหาก ดังคำพังเพยของจีนโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” โดยมีประวัติศาสตร์ที่แสดงให้ปรากฏมาแล้วและเป็นไปตามกรณีตัวอย่างที่ยกมาเปรียบเปรยข้างต้น ซึ่งสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก

นอกจากนั้น ผู้นำประเภทดังกล่าว อาจจะนำประเทศชาติไปสู่การตัดสินใจที่เสี่ยงต่อความสูญเสียอันใหญ่หลวงได้ ดังตัวอย่างบุคลากรที่เป็นผู้นำในอดีตและมีมาแล้ว เฉกเช่น กษัตริย์อะเล็กซานเด้อร์มหาราช (Alexander the Great, ๓๕๖–๓๒๓ ก่อน ค.ศ.) แห่งแมชิโดเนีย เจงกิสข่าน (Genghis Khan, ๑๑๖๒–๑๒๒๗) แห่งมองโกลหรืออดีตราชวงศ์หยวนของจีน นโปเลียน โบนาพาร์ต (Napoleon Bonaparte, ๑๗๖๙–๑๘๒๑) จอมจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส แอ็ดด้อร์ฟ ฮิตเล่อร์ (Adolf Hitler, ๑๘๘๙–๑๙๔๕) จอมเผด็จการแห่งเยอรมันนี หรือมุซโซลินี (Mussolini, ๑๘๘๓–๑๙๔๕) จอมเผด็จการแห่งอิตาลี่

จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม อดีตนายกรัฐมนตรีเผด็จการของประเทศไทย เมื่อสมัยสงครามเอเชียบูรพา นางมาร์กาเร็ต แธตเช่อร์ (Margaret Thatcher, ๑๙๒๕ -) อดีตนายกรัฐมนตรี “หญิงเหล็ก” แห่งอังกฤษ (๑๙๗๙–๑๙๙๐) ผู้บดขยี้อาร์เจนติน่าในเรื่องเกาะโฟล์คแลนด์  หรือประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ นายคิมจองอิล (Kim Jong Il) ผู้ไม่เกรงกลัวใคร

และล่าสุดในปัจจุบันนี้ ยังปรากฏมีนายโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนปัจจุบัน ประธานาธิบดี จอร์จ ดับบลิว. บุช (George W. Bush) กับนางคอนโดลิซ่า ไร้ซ์ คือกลุ่มจอมอหังการ์แห่งสหรัฐอเมริกา โดยต่างก็มุ่งหวังที่จะก่อสงครามข้ามประเทศ ข้ามทวีป และต่างก็เป็นผู้ที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ที่ฮึกเหิม กล้าได้กล้าเสีย มีการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวอย่างแข็งกร้าว มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง โดยจะไม่ฟังคำเตือนใดๆ จากใครทั้งสิ้น แม้แต่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรโลกบาลแห่งสังคมชุมชนระหว่างประเทศของโลกก็ไม่เว้น ทั้งยังเฮิมเกริมด้วยการพยายามจะครอบงำประเทศต่าๆ ที่ไม่เห็นคล้อยตามนโยบายของสหรัฐอเมริกาอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นอาทิ

ดังนั้น จึงเป็นที่ประจักษ์ได้ว่า ทุกท่านต่างก็เป็นผู้นำที่มีความสามารถอย่างยิ่งยวด โดยเข้าลักษณะของความเป็นบุคคลพิเศษ (Charismatic) ก็จริงอยู่ หากแต่ขาดซึ่งความรู้ผิดชอบ ขาดความคุ้นเคยจากประสบการณ์ ขาดสติสัมปชัญญะ ขาดความละเอียดประณีต ไม่มีความสุขุมคัมภีรภาพ หรือขาดซึ่งความเป็นสัปปุริสธรรม ๗ อันเป็นคุณธรรมของสัตบุรุษที่พึงมี[๑๒๓] ด้วยสัมมาทิฎฐิและยังขาดซึ่งหิริโอตตัปปะธรรม ที่จะละอายต่อการทำบาปทำกรรม แล้วยังอุดมไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ และมิจฉาวานิชชา (Immoral Trade) อันเป็นสาเหตุที่ก่อให้สังคมโลกขาดความสงบสุขได้เท่าที่ควรจะเป็น เฉกเช่นสถานการณ์โลกปัจจุบัน ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญกับเหตุการณ์การถูกคุกคามและเกิดการก่อการร้ายที่ขยายตัวอยู่ทั่วๆ ไป

ทั้งนี้ ยังไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเราที่ ๓ – ๔ จังหวัดภาคใต้ ที่เกิดเหตุการประทะกับกลุ่มคนร้ายที่เป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์ ถึง ๑๐๐ กว่าคน ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ จนมีผู้เสียชีวิตถึง ๒๐๐ กว่าคนไปแล้ว กลายเป็นเหตุการณ์เฉกเช่นสงครามที่อิรัก ที่ถูกยึดครองโดยมีสหรัฐและอังกฤษเป็นผู้นำในการรุกรานดังกล่าว จนต้องมีคนตายสังเวยข้อพิพาทอยู่เกือบทุกวันนี้

สิ่งสำคัญ คือความเป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติอันต้องห้าม โดยมักเป็นบุคคลที่ขาดซึ่งความรับผิดชอบสูงต่อชีวิตผู้ใต้ปกครอง หรือมนุษยโลกที่บริสุทธิ์ทั้งมวล ซึ่งทุกคนต้องสูญเสียเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ชีวิตและทรัพย์สินเพียงเพื่อสนองกิเลสตัณหาของความมักใหญ่ใฝ่สูงของผู้ปกครองในฐานะที่เป็นผู้นำประเทศแค่นั้นเอง อันเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่โหดร้ายที่สุดก็ว่าได้

พฤติกรรมดังกล่าว ประจวบเหมาะกับวลีที่ ฯพณฯ อุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภา ซึ่งได้ยกมากล่าวอ้างในการเปิดงานสัมมนาเรื่อง “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ กับการปฏิบัติงานของระบบรัฐสภา” คือ “เสียงหรือคำพูดของนักปราชญ์ พาไปหาความสงบ แต่เสียงหรือคำพูดของนักรบ พาไปหาสงคราม”[๑๒๔] ซึ่งค่อนข้างจะตรงประเด็นทีเดียว

นอกจากนั้น ฯพณฯ ยังได้ยกตัวอย่างกรณี จอมพลเม๊กซ์อาเธ่อร์ (MacArthur, ๑๘๘๐–๑๙๖๔) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองกำลังสัมพันธมิตร ที่คิดจะใช้ระเบิดปรมาณู (Atomic Bomb) ทำลายล้างศัตรู ในสงครามเกาหลี (๑๙๕๐–๑๙๕๒) เพื่อหวังจะยุติสงคราม เหมือนกับที่สหรัฐเคยกระทำการกับประเทศญี่ปุ่นเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒  (๑๙๔๕–๑๙๔๘) จนต้องถูกไอเซ็นเฮาว์เออะ (Eisenhower, ๑๘๙๑–๑๙๖๙) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐคนที่ ๓๔ สั่งปลดและเรียกตัวกลับประเทศโดยทันที ทั้งๆ ที่ตนเองก็เคยเป็นนักรบผู้เกรียงไกรมาเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการทำลายล้างเช่นนั้น เพราะท่านยังมีจิตสำนึกที่รอบคอบกว่า และรู้จักยั้งคิดแบบผู้ที่มี “ประสบการณ์” อันช่ำชองและเชี่ยวชาญจริงๆ

ซึ่งเป็นข้อคิดและอุทาหรณ์ที่ดี ที่ตรงตามข้อสมมติฐานดังกล่าวข้างต้นค่อนข้างประจักษ์ชัด และเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ความเป็นผู้มีอาวุโสไม่ใช่เป็นแค่คนแก่ที่มีอายุมาก หรือเป็นบุคคลที่ไร้สติสัมปชัญญะที่ขาดซึ่งความรู้และความเข้าใจ หากมีประสบการณ์แห่งชีวิตอย่างโชกโชน โดยมีแนวความคิดที่เป็นกระบวนทัศน์ สามารถมองการณ์ไกลที่ประกอบด้วยเหตุผล และผ่านการไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง ก่อนการจะตัดสินใจในการกระทำการใดๆ อันเป็นวิสัยของผู้เป็นปราชญ์ที่รอบรู้และเรียนรู้มาค่อนชีวิตแล้วนั่นเอง

 

ผู้นำในอุดมคติแนวปรัชญาตะวันออก (Eastern Idealistic Elite Philosophy)

ก่วนจง[๑๒๕] เป็นชาวยิงช่าง ภาคใต้ของมณฑลอันจิง ตั้งอยู่บริเวณที่บรรจบของแม่น้ำยิงกับแม่น้ำหวายในประเทศจีนปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในเขตปกครองของรัฐซ่งในขณะนั้น เมื่อประมาณกว่า ๒,๖๐๐ ปีมาแล้ว หรือ ๖๘๕ ปีก่อน ค.ศ. เป็นผู้ได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี ที่เทียบเท่านายกรัฐมนตรีสมัยนี้ของรัฐฉี ได้จัดทำสรรนิพนธ์ว่าด้วยการบริหารราชการที่ดีที่สุดไว้ว่า

รากฐานของการปกครองที่มั่นคง คือ การสร้างชีวิตของประชาชนให้มีชีวิตที่ผาสุก สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าเพื่อกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงกำลังการผลิตและความเป็นอยู่ที่สงบสุขของประชาชน โดยเป็นผู้นำที่ละเว้นการกดขี่ผู้อยู่ในปกครอง และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อันเป็นหน้าที่อันดับแรก ส่วนการลงโทษตามกฎหมายนั้นเป็นเรื่องรอง แล้วค่อยส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมอันดีงาม และการยอมรับในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของผีสางเทวดา บรรพบุรุษ ตลอดจนลัทธิความเชื่อถือทางศาสนา อันเป็นกลวิธีเพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้ประชาชนเป็นผู้จงรักภักดีต่อประเทศชาติสืบไป

ท่านยังให้ความเห็นว่า รัฐย่อมดำรงคงอยู่ได้ ต้องห้ามขาดปัจจัย ๔ ประการ คือ ความสงบสุข ภาวะวิกฤติ การจลาจลและการป้องกันการดับสูญของรัฐ อันได้แก่ จริยาวัตรที่งดงาม ความประพฤติที่ถูกทำนองคลองธรรม การอภิปรายวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา และความรู้สึกสำนึกและละอายต่อบาป ทั้งนี้ หากขาดซึ่งปัจจัยหนึ่งปัจจัยใด รัฐก็จะประสบแต่ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น จนถึงการสิ้นชาติในท้ายที่สุด[๑๒๖]

อนึ่งท่านยังกล่าวยกย่องผู้นำที่พึงปรารถนาไว้อีกว่า สุดยอดของนักผู้ปกครอง คือจะต้องเป็นบุคคลที่เป็น “ผู้ให้” ก่อนที่จะเป็น “ผู้รับ”[๑๒๗] อันเป็นหลักรัฐศาสตร์หลักการหนึ่งสำหรับการบริหารจัดการ ด้วยการรับรู้ต่อความต้องการของประชาชนแล้วดำเนินการแก้ไข ก็จะสามารถเป็นผู้นำที่ดีและสามารถที่จะดำรงคงอยู่ในอำนาจอันยั่งยืนและมั่นคง

ขงจื๊อ (๔๙๓–๔๘๐ ก่อน ค.ศ.)[๑๒๘] คือนักปราชญ์ชาวจีนและมหาบุรุษนามอุโฆษ ได้กล่าวไว้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบ ต้องพยายามเฝ้าระวังรักษาสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ไว้ด้วยดีอย่างตั้งใจ โดยมิได้คำนึงถึงการงานอื่นใดให้ว้าวุ่น นอกจากว่า การกระทำงานในหน้าที่นั้นๆ ต้องได้ทำการจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถที่จะปลีกตัวไปทำงานอย่างอื่นต่อไปได้[๑๒๙]

ขงจื๊อ ยังได้สดุดียกย่อง จื่อฉ่าน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีรัฐเจิ้งของจีนคนหนึ่ง เมื่อสมัย ๕๔๓ ปีก่อน ค.ศ.[๑๓๐] ไว้ว่า จื่อฉ่าน เป็นบุคคลที่เพรียบพร้อมด้วยคุณลักษณะของผู้นำที่ดีเลิศของจีนผู้หนึ่ง กล่าวคือ มีความประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีระเบียบแบบแผน ให้ความเคารพนับถือผู้อาวุโสกว่า กับมีความเมตตากรุณาต่อประชาชน และปกครองผู้น้อยโดยไม่ลุแก่อำนาจ[๑๓๑] หากพึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยศิลปะการบริหารที่แยบยล ด้วยความใจเย็นและสุขุมคัมภีรภาพ จนสามารถแก้ปัญหาภายในและภายนอกรัฐ โดยสามารถนำพารัฐชาติเล็กๆ ให้ยืนหยัดเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ได้สำเร็จอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีอยู่ท่ามกลางรัฐมหาอำนาจที่ขนาบข้างทั้งสองด้านในขณะนั้น

ชางหยาง หรือกงซุนยาง (๓๙๐–๓๓๘ ปีก่อน ค.ศ.) นายกรัฐมนตรีของรัฐฉิน ซึ่งเป็นชาวจีนสมัยโบราณอีกคนหนึ่ง อันเป็นที่ยอมรับของทั้งฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออก ให้เป็นรัฐบุรุษที่สำคัญคนหนึ่งของจีนและของโลก แม้แต่ผู้นำชนชาติเยอรมัน คือ บิสมาร์ค (Bismarck, ๑๘๑๕–๑๘๙๘) ซึ่งเป็นรัฐบุรุษเยอรมันนี ยังศรัทธาในผลงานของซางหยาง และนำแนวคิดไปเป็นแนวการปกครองและออกเป็นนโยบาย “เลือดกับเหล็ก” จนสามารถแผ่ขยายกำลังและแสนยานุภาพของตน โดยได้รวบรวมรัฐต่างๆ เข้าด้วยกันจนเป็นรัฐมหาอำนาจได้ในเวลาต่อมา[๑๓๒] ซางหยางเคยกล่าวต่อที่ประชุมอภิปรายโต๊ะกลมต่อหน้าพระพักตร์ และขุนนางอื่นๆ ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ ๓๕๙ ปีก่อน ค.ศ. ไว้ว่า

“การทำการสิ่งใดต้องใจถึง กล้ารับผิดชอบและตัดสินใจเด็ดขาด ให้ทันต่อเหตุการณ์ มิฉะนั้น เกียรติยศชื่อเสียงอาจมัวหมองไป… ถ้ามีความประสงค์จะสร้างฉินให้เป็นรัฐมหาอำนาจ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดถือแบบแผนที่ล้าสมัย จะต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างด้วยความกล้าหาญ โดยปฏิรูปนโยบายต่างๆ ให้ดีขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล…

การปกครองโดยใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว ย่อมสะดวกใช้ทั้งผู้ปกครองและประชาชน เพราะข้า-ราชการทั้งหลายและประชาชน ต่างคุ้นเคยกับกฎหมายและสิ่งเก่าๆ ซึ่งสมควรจะมีอยู่เมื่อพันปีก่อน โดยคนเรายังมีความคิดไม่มากไปกว่าสัตว์ที่ถูกนำมาเลี้ยงไว้ จะจูงจมูกอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าเป็นน้ำ ก็เหมือนน้ำที่ขังอยู่ในแอ่งที่ไม่มีการไหล แต่อยู่นิ่งจนเป็นน้ำเน่า จะมีประโยชน์บ้าง ก็เป็นเพียงแหล่งเพาะลูกน้ำ เมื่อเป็นนักวิชาการ ก็จะเป็นดั่งนกแก้วนกขุนทองที่สักแต่ท่องจำตามที่มีคนสอนมา โดยไม่ต้องมีความคิดอ่านที่เป็นของตนเอง

พอถึงเวลามาเป็นข้าราชการ ก็จะทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไปวันๆ โดยไม่ต้องมีความคิดริเริ่มใดๆ ที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ซึ่งทำให้ชาติบ้านเมือง เมื่อพันปีก่อนเป็นอยู่อย่างไร ปัจจุบันก็จะเป็นอยู่เช่นนั้น….. ผู้ฉลาดเป็นคนออกกฎหมาย โดยมีคนโง่เป็นคนปฏิบัติตาม นักปราชญ์เป็นคนกำหนดพิธีการ (Ritual) ก็จะมีคนโง่เป็นผู้ที่เคร่งครัดทำตามลัทธิอย่างงมงาย นี่จึงคือความสัมพันธ์ของผู้ปกครองกับคนในปกครองที่แท้จริง”[๑๓๓]

โซวฉิน[๑๓๔] เป็นต้นตำรับนักการทูตของจีนสมัยสงครามระหว่างรัฐ เป็นผู้เสนอแนวนโยบายการ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า (Change Battle Field to Trading Field)” จนได้รับฉายาว่าเป็น “บิดาแห่งพันธมิตร (Father of Alliances)” เพราะท่านสามารถประสานสิบทิศ โดยการเสนอตัวเป็นทูต (Diplomatist) เสียเองในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ จนทำให้รัฐมหาอำนาจต่างๆ สามารถมีสัมพันธไมตรีต่อกันและกันด้วยดีตลอดช่วงอายุขัยของท่าน

โซวฉิน เกิดที่นครโลหยาง ในรัชสมัยราชวงศ์โจวเทียนจื่อของจีน ประมาณ ๓๐๐ กว่าปีก่อน ค.ศ. และได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดี หรือนายกรัฐมนตรีถึง ๖ นครรัฐมหาอำนาจ เมื่อ ๓๓๓ ปีก่อน ค.ศ. ซึ่งเป็นสถิติของประวัติศาสตร์จีนที่ไม่มีใครทำได้[๑๓๕] และนับได้ว่าเป็น ซีอีโอ. (CEO: Chief Executive Officer) รุ่นแรกๆ ของจีนหรือของโลกก็ว่าได้

โดยท่านมีแนวความคิดว่า ความอยากเด่นอยากดังของบุคคลเพียงคนเดียวและไม่เหลียวแลรัฐอื่นๆ นับเป็นข้อบกพร่องที่ยิ่งใหญ่ของนครรัฐทั้ง ๖ ในสมัยนั้น ที่จีนยังไม่ได้ผนึกเป็นอาณาจักรเดียวกัน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวมีมานานเป็นศตวรรษ โดยมีแต่ความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างกันอยู่เป็นประจำ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นครเหล่านั้นต้องตกต่ำและไม่พัฒนา จึงได้เสนอแนวคิดซึ่งเปลี่ยน “สนามรบเป็นสนามการค้า” จนเกิดสันติภาพในช่วงสมัยรัฐสงคราม โดยมีระบบเศรษฐกิจมาทดแทนจนรุ่งเรืองกันไปทุกหย่อมหญ้า

หลี่ซือ[๑๓๖] (๒๐๐ กว่าปีก่อน ค.ศ.) เป็นชาวอำเภอช่างไช่ของรัฐฉู่ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งรับราชการในสมัยฉินสื่ออ๋วงตี้ หรือจักรพรรดิจิ๋นชีมหาราช (๒๕๙–๒๐๖ ปีก่อน ค.ศ.) ตั้งแต่ตำแหน่งเสมียนอำเภอบ้านนอก เสมียนทำเนียบนายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ราชเลขาธิการ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จวบกระทั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความสามารถสูง เป็นผู้ที่สำเร็จวิชากฎหมายและปรัชญาจากสำนักซุ่นจื่อ อันเป็นสำนักการศึกษาที่โด่งดังในสมัยนั้น จึงเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติอันเพรียบพร้อมทั้งวิชาการและประสบการณ์ร่วมสมัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลี่ซือ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญคู่พระทัยฮ่องเต้ ในการบริหารจัดการกับกิจการบ้านเมืองให้รุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นและเกรียงไกร และเป็นผู้ที่ได้วางรากฐานการปกครองแก่ประเทศจีนให้ยืนนานนับสหัสวรรษ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์แบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินจริงๆ[๑๓๗] อีกทั้งยังเป็นผู้วางแผนการทำสงครามการขยายอิทธิพลและอำนาจของรัฐฉิน จนสามารถรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวได้จากนั้นเป็นต้นมา

หลี่ซือ เป็นคนที่กล้าพูดกล้าทำ กล้าออกความเห็น โดยท่านเขียนหนังสือถวายฉินอ๋องเจิ้งไว้ว่า “กษัตริย์ที่ชาญฉลาด ย่อมเข้าใจในการฉวยโอกาสอย่างไม่ลังเล ผู้ที่จะประสบความยิ่งใหญ่ ย่อมรู้วิธีน้ำขึ้นให้รีบตัก  ผิดกับคนซึ่งต่ำเลวทรามเหลวไหล   ที่มักผิดพลาดและเสียโอกาส เพราะจิตใจโลเล”[๑๓๘]  ท่านยังเปรียบเปรย  โดยการนำเพื่อนที่ร่วมเรียนหนังสืออยู่สำนักเดียวกันและให้มาทำงานเป็นผู้ช่วยของท่านอยู่ คือ หานเฟยจื่อ ซึ่งเรียนเก่งและเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่เยาวัย

โดยได้นำมากล่าวอ้างเป็นอุทาหรณ์ว่า “คนที่เรียนเก่ง ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเรียนจบออกมาทำการงานแล้ว จะสามารถทำงานเก่งกาจกว่าคนที่เคยสอบได้คะแนนคาบเส้น ส่วนคนที่สอบได้ที่หนึ่งของประเทศ ยังต้องมาทำงานเป็นลูกน้องของคนที่เคยสอบได้ที่โหล่ก็มีมาก”[๑๓๙] ท่านยังมีความเห็นเกี่ยวกับการปกครองที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยถือว่าผู้คนทั้งหมดต้องถือปฏิบัติอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และประชาชนต้องขยันขันแข็งในการทำมาหากิน ส่วนข้าราชการต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้พร้อมกับการรักษากฎหมายและระเบียบวินัย

ในขณะที่ พระจักรพรรดิเอง ไม่ทรงโปรดเรื่องอิสสตรีเพศ แต่ทรงโปรดปรานราชการสงคราม จึงสอดคล้องต้องตามในสิ่งที่ท่านหลี่ซือได้เสนอแนะนำ คือ ยุทธศาสตร์ที่เน้นเรื่องอำนาจนิยม การขยายดินแดนและการขจัดเสี้ยนหนาม ซึ่งทำให้ประเทศจีนในสมัยนั้น จึงเป็นระบบการปกครองแบบเผด็จการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด อันถือได้ว่าจิ๋นชีฮ่องเต้นั้น เป็นทั้งมหาราชที่มีคุณูปการและเป็นเผด็จการที่โหดเหี้ยมเด็ดขาดในเวลาเดียวกัน

                นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์[๑๔๐] ได้กล่าวไว้ในบทความเมื่อ ๗ ปีก่อนว่า “วัฒนธรรมในทางการเมืองของคนกรุงเทพมหานครนั้นไม่ยอมเหนื่อย คนกรุงเทพมหานครจึงชอบผู้นำที่ซื่อสัตย์ ฉลาด และขยัน มากกว่าผู้นำธรรมดาๆ ที่จูงตัวไปร่วมกันบริหารและตัดสินใจ และแน่นอนว่าร่วมต่อสู้ในเรื่องต่างๆ…”

ทั้งนี้ วัฒนธรรมการเมืองของสังคมไทย จะต้องพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยย่อมขึ้นกับแต่ละบริบทนั้นๆ ด้วย ดังที่เป็นไปตามคำกล่าวของอดีตปรมาจารย์ทางการเมืองไทย คือนายใหญ่ สวิตชาติ ที่เคยต่อว่าคน กทม. ว่าเอาแน่อะไรไม่ได้ เพราะเป็นจำพวกประเภทประจำเดือนไม่ปรกติ คือไม่มีสาระทางการเมืองใดที่จะยึดมั่นถือมั่นได้อย่างชัดเจน[๑๔๑] ซึ่งในความเป็นจริงก็คือ เพราะไม่มีสิ่งใดหรือบุคคลใด ที่จะมีความเป็นบุคคลเป้าหมายในอันที่จะให้ยึดเหนี่ยวเป็นประจักษ์แก่ชาวกรุงเทพมหานครในหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยไม่สามารถที่จะทำให้เกิดมีความน่าเชื่อมั่นและถือมั่นได้ในหลักการ ระบบ หรือพฤติกรรมของนักการเมืองใด อันเป็นแนวทางที่สามารถจะประกัน ตอบสนองหรือคุ้มครองความร่มเย็นเป็นสุขอย่างสันติของสังคมส่วนรวมได้

ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์ ร.ต.อ. ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์[๑๔๒] ได้ยกคำกล่าวของผู้รู้บางท่านมากล่าวเปรียบเปรยไว้ว่า “สิ่งใดก็ตามที่เราทำเพื่อตัวเราเอง มันก็จะตายไปพร้อมกับเรา แต่สิ่งใดก็ตาม ถ้าเราทำเพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ สิ่งนั้นจะเป็นอมตะ” ซึ่งจะเห็นได้จาก “มหาราช” หรือ “มหาบุรุษ” แต่ละท่านนั้นคือผู้ยิ่งใหญ่ เพราะท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเป็นหลัก แต่ท่านต่างทำเพื่อสังคม เพื่อมวลมนุษยชาติ เพื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง คนเหล่านั้น จะจบลงอย่างน่าเสียดาย คือสิ่งที่ ฯพณฯ ต้องการฝากเตือนให้ไว้เป็นอุทาหรณ์อย่างน่าคิดน่าใส่ใจ และกล่าวเพิ่มเติมถึงคุณค่าของความเป็นคนไทยว่า “ชีวิตทุกชีวิตมีคุณค่า เมื่อเกิดมาแล้ว เราต้องทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากที่สุด นั่นก็คือ การทำคุณงามความดี เพื่อมวลมนุษยชาติ เพื่อชาติ เพื่อเพื่อนร่วมชาติและเพื่อครอบครัว”[๑๔๓]

ฯพณฯ ยังได้กล่าวถึงความพยายามที่ต้องการให้ระบบการบริหาร มีคุณธรรมยิ่งขึ้นในระบบราชการไทย โดยการจัดให้มีระบบงบประมาณที่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี0 (มติ ครม.) และให้คนที่เขามาร้องเรียนได้รับสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งต่างก็เป็นไปตามกฎหมายทั้งนั้น โดยตนเองก็พยายามทำหน้าที่และวางตัวเป็นกลางให้ดีที่สุดในการบริหารจัดการ พร้อมสำทับด้วยว่าตัวเองนั้น ไม่ใช่ “ตรายาง”[๑๔๔] ฯพณฯ ยังกล่าวเน้นอีกว่า การปฏิบัติงานของท่านไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต้องสามารถตัดสินใจตามอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้นำ ต้องอยู่ในกรอบ ๓ ประการ คือ ๑) ต้องถูกต้องตามกฎหมาย ๒) ไม่กลั่นแกล้งใคร และ ๓) ทำอะไรก็ตาม ประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ โดยประชาชนต้องรับผลประโยชน์มากที่สุด และไม่ใช่เพื่อตัวเองจะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ก่อนจะให้ความยุติธรรมกับคนอื่นเขา เราต้องสร้างความยุติธรรมให้กับองค์กรให้ได้เสียก่อน”[๑๔๕] และที่สำคัญยิ่ง ท่านกล่าวย้ำอีกด้วยว่า “เรื่องของบ้านเมืองต้องมาก่อนเสมอ เพราะฉะนั้น การจะให้ช่วยอะไรทางการเมือง กรุณาบอกผม”[๑๔๖]

ฯพณฯ ยังวิพากษ์ถึงการเป็นผู้นำหน้าใหม่ไว้อย่างมีเหตุผลว่า สังคมไทยเรา ยังไม่ค่อยเปิดโอกาสให้กับคนหน้าใหม่ๆ โดยมักจะมองแต่คนที่คุ้นเคย ซึ่งเป็นคนหน้าตาเดิมๆ หรือเป็นคนที่มีชื่อเสียงเก่าๆ ซึ่งถ้าจะเป็นคนเก่ง คนดีมีฝีมือจริง เราก็คงจะไม่ปฏิเสธ แต่บางทีชื่อเก่าๆ เหล่านั้น ถามว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ก็ตอบไม่ได้ และก็ยังวนเวียนกันอยู่แค่นั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้แทนในท้องถิ่นต่างๆ ตลอดจนผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนมากก็คือ ส่วนหนึ่งในบุคคลดังกล่าวอย่างแน่นอน) แต่พอมีชื่อใหม่ๆ ขึ้นมา ก็ปรามาสไว้ก่อนแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นเลยว่า คนที่มีชื่อใหม่ๆ เหล่านั้นได้ทำอะไรไปบ้าง[๑๔๗] ซึ่งเข้าทำนองการ “ตีตนไปก่อนไข้” หรือการทำตัวเป็น “กบเลือกนาย” ดังคำพังเพยในนิทานอีสป เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ฯพณฯ ถือว่า การยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิมๆ เป็นสิ่งที่ท่านไม่ใส่ใจและไม่ใช่สิ่งสำคัญต่อการจะต้องทำงานตามที่รับปากไว้ตอนหาเสียง หรือดำเนินการไปตามยุทธศาสตร์เชิงนโยบายที่ประกาศไปแล้วเป็นสำคัญ[๑๔๘] ฯพณฯ ยังแสดงข้อคิดเห็นในการรับปากพี่น้องประชาชนว่าท่านได้อาสามาในฐานะอาสาสมัครและมาด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่มาเพื่อพรรคโดยตรง ซึ่งงานอันดับแรก คือการทำงานเพื่อชาติ และปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ซึ่งถ้า “ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก” และคิดอยู่เสมอว่า “ความยุติธรรม จะทำให้สังคมเป็นสุข”[๑๔๙]

อีกทั้งงานทางการเมืองเป็นงานที่ตัวเองขันอาสาเข้ามา ด้วยความรู้สึกที่มีเปรียบเสมือนกับ “ชาวบ้านบางระจัน” ที่เคยมีเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ไม่มีใครบังคับให้ชาวบ้านบางระจันต้องไปสู้รบกับพม่า เพราะจริงๆ แล้ว ในสมัยนั้น ถ้าชาวบ้านบางระจันไม่ตั้งค่ายรวมพลต่อสู้กับพม่าและหนีไปเสีย พม่าก็จะไม่ตามราวี  เนื่องจากวัตถุประสงค์ของพม่า คือ  ความต้องการยึดครองเมือง  และจับคนไปเป็นเชลยเท่านั้น หากแต่ชาวบางระจันมีความรักในแผ่นดินบ้านเกิด และยังมีสำนึกในความหวงแหนสิ่งที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ จึงต้องรวมพลพรรคและออกรบต่อต้านต่อสู้จนถึงที่สุด เพราะสิ่งที่ฝังใจมาก นั่นก็คือ เป็นการต่อสู้เพื่อ “ประเทศชาติ”[๑๕๐]

นอกจากนั้น ฯพณฯ ก็ไม่เคยคิดว่าการทำงานเพื่อชาติ จะต้องเป็นเพราะเราเท่านั้น หรือกลุ่มเราเท่านั้น ที่จะเป็นผู้รักษาประเทศชาติได้ ซึ่งไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเราหมดหน้าที่ ก็ต้องไปทำงานอื่นต่อไป และการเมืองเป็นเรื่องที่จะให้วางมือก็คงไม่ได้  ในฐานะประชาชนที่ต้องผูกพันกับการเมืองอยู่ตลอด โดยไม่จำเป็นต้องดำรงในตำแหน่งที่เป็นอยู่ เพราะไม่จำเป็น และจะอยู่ตรงไหน ก็สามารถช่วยชาติได้ไม่มากก็น้อย[๑๕๑]

ฯพณฯ เคยแสดงความเห็นต่อที่ประชุมในกระทรวงยุติธรรมไว้ด้วยว่า เราควรจะทำงานในเชิงบวกบ้าง แทนที่จะมัวพูดถึงแต่เรื่องการลงโทษหรือการลดโทษ แต่ให้หันกลับไปหามาตรการอันเปิดกว้างสำหรับผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ได้ ถ้าอยู่ในกณฑ์ที่สามารถเป็นอธิบดีได้ ก็ต้องแต่งตั้งกันไป โดยมีการกำหนดให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างระบบที่ดี ก็จะเกิดมีคุณธรรมยิ่งขึ้น[๑๕๒]

แม้ในเรื่องการเมืองแบบประชาธิปไตย ฯพณฯ ได้กล่าวไว้ว่า อันดับแรกต้องมาจากความสมัครใจ ยิ่งการหาเสียงเลือกตั้งด้วยแล้ว ต้องอาศัยความพอใจของผู้สมัคร ถึงจะลงพื้นที่หาเสียงได้ โดยการหาเสียงไม่ใช่เพียงแค่เดินไปหาเสียงเท่านั้น จะต้องมีนโยบายที่ดี มีการเตรียมตัวเตรียมทีมงานต่างๆ มากมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ผู้สมัครต้องมีความพร้อมด้วย โดยพรรคการเมืองใด จะบังคับให้คนนั้นๆ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะถือว่าเป็นวิธีการของ “เผด็จการ”[๑๕๓]

จากนั้น ยังมองถึงปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่ง ฯพณฯ ให้ความเห็นว่า กทม. เป็นศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง ที่เริ่มจากการเป็นเมืองเล็กๆ ในช่วงเวลา ๕๐ ปีที่แล้วมา และได้เติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยเราเคยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ หากหลังปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นมา เราปล่อยให้ผังเมืองโตตามยถากรรม และขาดการวางผังเมืองที่ดี โดยปล่อยให้ใครต่อใครที่ใคร่จะสร้างอะไรก็สร้าง จนกรุงเทพมหานครลดความสวยงามลงไปเรื่อยๆ ซึ่งมีความเจริญแต่ทางวัตถุอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับมีผู้คนที่ทะลักเข้าเมืองมาอยู่พักอาศัย จนกลายเป็นชุมชนที่ล่มสลาย และทุกคนก็อยู่กันอย่างตัวใครตัวมัน เพราะทุกรัฐบาลในอดีตก็ไม่เคยให้ความสำคัญเอาใจใส่และรับผิดชอบใดๆ

ทั้งนี้ เป็นเพราะการทำงานที่เป็นแบบตั้งรับปัญหา เราจึงจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ โดยการทำงานที่เป็นแบบเชิงรุก คือต้องคิดไปถึงวันข้างหน้า และคิดถึงอนาคตของลูกหลาน ซึ่งไม่ใช่มัวแต่นั่งรอรับผลประโยชน์ไปวันๆ โดยที่กฎหมายซึ่งมีอยู่แล้วแต่ก็ไม่ใช้ ส่วนกฎหมายผังเมืองก็มีมากว่า ๔๐ ปีแล้ว แต่เราวางผังเมืองทั่วประเทศไปได้เพียงแค่ร้อยละ ๓ เท่านั้น จึงมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวให้เกิดประสิทธิผลยิ่งขึ้น ด้วยการวางแผนเชิงรุก โดยมีการจัดเตรียมงบประมาณที่อ้างว่าไม่มี ก็จะจัดให้ หากแต่ท่านก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่งออกไปเสียก่อน จึงขึ้นอยู่กับการสานงานต่อของผู้มารับช่วงและรับผิดชอบต่อไป

อย่างไรก็ดี ฯพณฯ ยังคงมีความต้องการที่จะไม่ปล่อยให้ปัญหาทั้งหลายเหล่านั้นต้องเป็นไปตามยถากรรมอีก โดยชี้ให้ความเห็นว่ากรุงเทพมหานครมีปัญหาต่างๆ รอการแก้ไข กล่าวคือ สภาพจิตใจของผู้คน ปัญหาสังคม ปัญหาวัยรุ่น และอีกจิปาถะ โดยจะต้องเร่งจัดระเบียบกันใหม่อย่างรีบด่วน ในเมื่อเราสนใจกับวัตถุมากเกินไป มีการแข่งกันรวยและแข่งกันมั่งมี   ซึ่งถ้ามั่งมีโดยสุจริตก็ไม่ว่ากัน แต่บางครั้งรวยโดยไม่ทราบที่มาที่ไป แล้วมาเชิดหน้าชูตาในสังคม บางคนอาจไม่สุจริตแต่ก็ได้รับการยกย่องเชิดชู นั่นคือสังคมที่กำลังทำลายตัวเอง[๑๕๔] “แล้วเขาทำอะไรให้ประเทศชาติบ้างหรือไม่ หรือเขาคอยกอบโกยลูกเดียว บ้านเมืองเราเคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต แต่มาทุกวันนี้ เป็นอย่างไร ดีขึ้นหรือแย่ลง” คือคำถามที่มีความห่วงใยของ ฯพณฯ ที่ยังไม่มีคำตอบ และได้ปรารภต่อไปว่า ประเทศที่ไม่เคยรุ่งเรืองเช่นเราในอดีต แต่ทุกวันนี้ต่างล้ำหน้าเราไปหมดแล้ว เช่น สิงคโปร์ที่มีระบบเศรษฐกิจดีที่สุดในเอเชีย เป็นต้น

ทั้งนี้ เราไม่ได้กล่าวหาใคร แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยเราวันนี้กำลังมาแรง มาแรงเพราะเราขาดหิริโอตตัปปะ โดยเราสูญเสียผลประโยชน์ของทุกคนที่พึงมี ซึ่งเราควรต้องรักษาหวง-แหนเอาไว้ อย่างน้อยที่สุดก็คือ ภาษีที่ทุกคนต้องเสียไปทุกปีนั้น กลับมีบุคคลที่ไม่ดีเหล่านี้มาเอารัดเอาเปรียบฉกฉวยไป เมื่อเป็นเช่นนี้ การศึกษาแม้จะไม่ใช่แก้วสารพัดนึก แต่การศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ทุกคนต้องเรียนรู้ ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาวิธีคิดของคนได้

ดังนั้น ทำไมเราจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร การตรวจสอบภูมิหลังของแต่ละบุคคลย่อมจะทำได้ โดยเฉพาะนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละท่านต่างมีวัยวุฒิสูง ที่จะสามารถย้อนหลังไปดูได้ว่ารากเหง้าของเขาเป็นมาอย่างไร เราก็จะเห็นได้ชัด ซึ่งหากเราปล่อยให้คนเหล่านี้เติบโตขึ้นมาอย่างนี้ ที่ในท้ายที่สุดก็จะเป็นต้นแบบอย่างที่ไม่ดีของสังคมต่อไป และประเทศชาติซึ่งนับวันจึงจะมีแต่ทรุดโทรมลงในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ และต่อมา ท่านยังได้กล่าวถึงปัญหาของวัยรุ่นที่มีการพูดถึงมาก  โดยท่านมีความเห็นว่า เราจะไปโทษเด็กและเยาวชนแต่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะการก่อสร้างสนามเด็กเล่น สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์ต่างๆ ตลอดจนสถานที่ที่จะประเทืองสติปัญญา ซึ่งควรมีไว้ให้กับลูกหลานของเรา ตัวอย่างเช่น ห้องสมุดสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ ฯลฯ เหมือนประเทศอื่นที่เขามีกัน เราก็ขาดแคลนเป็นอย่างยิ่ง[๑๕๕]

 

ทฤษฎีการพึ่งพา (Interdependency Theory)

ทฤษฎีพึ่งพา เป็นทฤษฎีที่ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีภาวะทันสมัย ที่ส่งเสริมการพัฒนาซึ่งเน้นด้านการอุตสาหกรรมมากกว่าการเกษตรกรรม อันเป็นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจมากกว่าด้านสังคม หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรโดยตรง  เพราะการจะพัฒนาดังกล่าว จะต้องพึ่งพาอาศัยส่วนที่เป็น “เงินทุน” ช่วยเหลือ ซึ่งเป็นระบบทุนนิยมของโลกตะวันตกที่ซ่อนเร้น (Hidden Agenda) มาพร้อมกับยุทธการอันมีเงื่อนงำการเอารัดเอาเปรียบไว้อย่างไร้ขอบเขตที่ชัดแจ้ง อันมีผลกระทบต่อประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทยเราก็ถูกครอบงำมา

ทฤษฎีพึ่งพา เป็นทฤษฎีที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ด้วยระบบการพัฒนาด้านเศรษฐกิจที่อ้างเอาการค้าเสรีเป็นหลักการ โดยประเทศที่ด้อยกว่าหรือกำลังพัฒนา จะเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่า เพราะฝ่ายแรกจะเป็นผู้สนับสนุนด้านทรัพยากรต่างๆ ที่เป็นต้นทุนทั้งวัตถุดิบ แรงงาน ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างต่ำ และยังเป็นตลาดที่รองรับการระบายสินค้าอุปโภคและบริโภคในส่วนของฝ่ายหลัง โดยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าหลายๆ เท่าตัว

พร้อมๆ กับแอบแฝงด้วยกุศโลบายการเอารัดเอาเปรียบที่อ้างการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุน ที่เป็นเครื่องจักร อุปกรณ์ ทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี่  ที่มีมูลค่าสูงเกินปรกติ  อันเป็นการแลกเปลี่ยนต่างตอบแทน จึงเป็นการพึ่งพาที่ไม่เป็นธรรม เพราะมีความแตกต่างในผลประโยชน์ที่พึงจะได้ห่างไกลกันหลายเท่า จนในที่สุด ประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้นที่รวยขึ้น ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้ามรังแต่จะจนลงๆ เรื่อยๆ

รอเบิร์ต แม๊กนามาร่า (Robert McNamara, ๑๙๗๓) ขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารโลก ได้เรียกร้องให้มีการปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาเสียใหม่ เพื่อให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมมากขึ้น แทนที่การมุ่งเน้นไปภาคเศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern Sector) ด้วยความหวังว่า อัตราการเจริญเติบโตที่สูงนั้น จะค่อยๆ ไหลลงไปสู่คนยากจนในชนบท และยอมรับว่าในรอบ ๒๕ ปีของการดำเนินกิจกรรมมา ได้อนุมัติให้มีการกู้ยืมในภาคเกษตรกรรมแบบพอยังชีพมีเพียง ๑ ใน ๒๕ ส่วนของเงินที่ปล่อยกู้ไปทั้งหมดเท่านั้น

แม๊กนามาร่าจึงเห็นว่าควรมียุทธศาสตร์เพื่อการเพิ่มผลิตภาพชาวนารายย่อย โดยไม่ละเลยกระบวนการการอุตสาหกรรม แต่เป็นการอุตสาหกรรมที่สร้างงานและใช้เทคโนโลยี่ขั้นกลาง พร้อมกระจายที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมออกไปจากความหนาแน่นในเขตชุมชนเมือง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อไปบริการภาคเกษตรกรรม ซึ่งสามารถจะสร้างรายได้และเพิ่มกำลังชื้อของคนจนให้มากขึ้น ตลาดก็จะขยายใหญ่ตามมา[๑๕๖]

โอเว่นและชอว์ (Owens and Shaw)[๑๕๗] กล่าวย้ำทำนองเดียวกัน ในเรื่องของสังคมที่ทันสมัย (Modernization Societies) ว่าต้องมีความพยายามจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนอนาคตของตนเอง ซึ่งไม่ใช่การพัฒนาเช่นอดีต โดยผู้ปกครองมักจะเป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการจากบนสู่ล่าง (Top Down) กับผู้ถูกปกครอง อันเป็นสังคมแบบดั้งเดิม (Traditional Society) และเข้าใจว่าจะนำความเจริญเติบโตจากการพัฒนาดังกล่าวไปถึงประชาชนจำนวนมากได้ ซึ่งอาจจะเป็นการผูกเชื่อมช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับชุมชนท้องถิ่น โดยทำให้ท้องถิ่นสามารถสร้างความแข็งแกร่งของตนเองด้วยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นกันเอง

ข้อเสนอแนะดังกล่าว จึงหมายถึง ความสัมพันธ์ในสังคมระหว่างประเทศในโลกปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่มีอำนาจครอบงำชาวโลก เฉกเช่นสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ หรือสหภาพยุโรป ไม่สมควรที่จะคิดประพฤติตนด้วยยุทธศาสตร์การเอารัดเอาเปรียบประเทศที่ด้อยพัฒนาจนเกินเลย ดังที่ได้กระทำอยู่ในปัจจุบัน เพราะการพึ่งพากันและกันจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างมีดุลยภาพ นั่นคือ ต่างต้องร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยแบ่งสรรผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม เสมอภาค หรือเท่าเทียมกันเท่าที่จะเป็นไปได้ คือต่างก็จะมีชัยชนะด้วยกัน (Win-Win) หรือต่างก็จะมีผลประโยชน์แบ่งปันซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ เพื่อความสงบสุขศานติแห่งมหาชนในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ เพราะโลกขณะนี้ก็กำลังได้รับผลที่กำลังถูกคุกคามจากสงครามการก่อการร้าย ที่มีสาเหตุมาจากข้อพิพาททางด้านเศรษฐกิจอยู่นั่นเอง และเพื่อโลกจะได้คงไว้ซึ่งสันติภาพและความสงบสุขของสังคมชุมชนระหว่างประเทศโดยรวมอย่างยั่งยืนสืบไป

 

ทฤษฎีการพึ่งตนเอง (Self-Reliance Theory)

“อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ” คือพุทธพจน์ที่สอนมนุษย์ให้รู้จักพึ่งตนเอง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มต้นที่ตนเองก่อน แล้วถึงจะนึกถึงคนอื่นตามมา ส่วนการเมือง คือเรื่องของผลประโยชน์ แต่ประโยชน์ที่จะได้เพื่อส่วนรวม ก็ต้องให้ตนเองสมประสงค์ก่อนในเบื้องต้น ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกต้องคลองธรรม แต่ไม่ถึงขนาดที่จะต้องโลภโมโทสันหรือต้องไม่กลายเป็นพฤติกรรมของความเห็นแก่ตัวไป เช่น เมื่อเราหิว เราก็จะช่วยเหลือตัวเองก่อน คือการแสวงหาเพื่อบรรเทาความหิวให้กับตนเองก่อน หรือการจะได้รับผลประโยชน์ก่อนซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ธรรมดา แต่เมื่อเรารับประทานอิ่มแล้ว เราต้องรู้จักพอและหยุดการบริโภคลง

ขณะเดียวกัน การหาอาหารรับประทานลำพังคนๆ เดียว มันเป็นไปไม่ได้ การมีสังคมที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันบ้างจึงหลีกเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งนำไปสู่การมีการเมืองเข้ามาแทรก แต่ก่อนอื่นก็ต้องทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นตัวตนของตนเป็นสำคัญ โดยพึ่งพาปัจจัยภายนอกหรือพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่-สุด คือการพึ่งพาตนเองนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อตนกินอิ่มแล้ว ก็จะต้องรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือแบ่งปันแก่คนอื่นที่หิวเป็นเหมือนๆ กันด้วย ทั้งนี้ เพื่อทุกคนจะได้อิ่มด้วยกันตามอัตตภาพ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือตัวเองก่อน เป็นพฤติกรรมอันเป็นไปตามธรรมชาติที่เป็นสัจธรรมอันถูกต้อง แต่การช่วยเหลือตนเองแล้ว ก็ใช่จะไม่ยินดียินร้ายต่อคนอื่น โดยการช่วยตนเองต้องประกอบไปด้วยสติปัญญา มีคุณธรรมและศีลธรรม เนื่องจากว่า ความแตกต่างไม่เกิด ถ้าคนอื่นๆ ไม่หิวจนกระหายและยากไร้จนเกินไป ทุกคนก็จะอิ่มเหมือนๆ กัน โดยต่างคนต่างจะรู้จักดูแลตนเอง โดยสามารถที่จะพึ่งพาตนเองมากที่สุด ซึ่งการเบียดเบียนกันก็จะไม่เกิด เพราะต่างคนก็ต่างสุขสบาย สังคมจึงจะประสบแต่ความสงบร่มเย็นร่วมกัน

ในทำนองเดียวกัน การพัฒนาด้วยการพึ่งตนเอง จึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เพื่อการพึ่งพาตนเองตามกำลังความสามารถของตนเอง จะได้ลดการพึ่งผู้อื่นให้น้อยที่สุด เพราะการพัฒนาตามทฤษฎีการพึ่งพา คือวิถีที่ผู้พึ่งพาหรือประเทศที่ด้อยกว่า มีแต่จะเสียเปรียบและถูกครอบงำด้วยกุศโลบายที่ฉ้อฉลต่างๆ จนไม่สามารถที่จะรู้เท่าทันหรือตามได้ทัน อันเป็นภัยอย่างยิ่งต่อการพัฒนาให้มีความเจริญก้าวหน้า และต่อความมั่นคงของประเทศหรือในสังคมโลกทั้งมวลในระยะยาว

กรณีของประเทศสาธารณะรัฐประชาชนจีนสามารถเป็นตัวอย่างที่ดี[๑๕๘] สำหรับการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเองนี้ กล่าวคือ จีนยึดถือยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นการพัฒนาชนบท ส่งเสริมด้านเทคโนโลยี่ที่ใช้แรงงานหนาแน่น ตลอดจนการใช้รูปแบบการกระจายอำนาจในการควบคุมท้องถิ่น และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการการตัดสินใจด้วย

ทั้งนี้ โดยมีการพัฒนาระบบอุตสาหกรรม ที่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก เพื่อสนองตอบต่อความต้องการภายในประเทศ อันเป็นการพึ่งพาตนเองอย่างได้ผล โดยมีกรอบการจัดสรรทรัพยากร และความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยี่ของตนเองมากกว่าการจะพึ่งพาจากต่างประเทศ หรือนำเข้าโดยนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งได้รับการยืนยันโดย ไว้ส์คอฟฟ์ (Weisskopf) ที่อธิบายไว้ว่า จีนจงใจที่จะดำเนินนโยบายทางด้านการเงินระหว่างประเทศ โดยมีการยึดแนวแบบอนุรักษ์นิยม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเป็นหนี้ต่างประเทศ

จากแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ฉบับล่าสุดคือ ฉบับที่ ๙ (พ.ศ.๒๕๔๕–๒๕๔๙) ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้นำแนวปรัชญาเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง”[๑๕๙] มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศให้มีความวัฒนาที่ยั่งยืน โดยกำหนดให้เป็นวิสัยทัศน์ร่วมกันของสังคมไทย ที่ยึดแนวปรัชญาของการดำรงอยู่และปฏิบัติตนตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ

โดยให้มีการพัฒนาและการบริหารประเทศดำเนินการไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่จะให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งเน้นที่ “ความพอเพียง” คือความรู้จักพอประมาณ  มีเหตุมีผลและมีความสันโดษ อันจะส่งผลให้มีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร คือ “การพึ่งพาตนเอง” ให้ได้อย่างบริบูรณ์ที่สุด

ทั้งนี้ ต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการที่จะนำวิชาการหรือทฤษฎีต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและปฏิบัติการทุกขั้นตอน โดยต้องมีจิตสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาที่ระลึกชอบ และความดำริอันละเอียดรอบคอบ เพื่อสร้างดุลยภาพต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งในด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้ โดยมีเป้าหมายที่มุ่งการพัฒนาสู่ “สังคมที่เข้มแข็งและมีดุลยภาพ” ใน ๓ ด้าน[๑๖๐]  ดังนี้ คือ

๑.       เพื่อสร้างสังคมให้มีคุณภาพ ที่ยึดหลักความสมดุล ความพอดี โดยสร้างคนเก่งพร้อมมีคุณธรรม มีจริยธรรม มีวินัย มีความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกสาธารณะและพึ่งตนเองได้ ส่งเสริมให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีเมืองและชุมชนที่น่าอยู่ มีระบบดี มีประสิทธิภาพ เสถียรภาพ ด้วยความเข้มแข็งและแข่งขันได้

ทั้งนี้ โดยการพัฒนาอย่างยั่งยืนแบบสมดุลกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการทำการปฏิรูปการเมืองการปกครองให้โปร่งใส ให้เป็นประชาธิปไตยที่ตรวจสอบได้ และมีความเป็นธรรมในสังคม

๒. เพื่อเป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ ที่พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนสามารถคิดเป็น ทำเป็น มีเหตุผล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตและรู้เท่าทันโลกกว้าง เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถสั่งสมทุนทางปัญญา รักษา ขยายผลและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมกลมกลืน

๓.     เพื่อให้เกิดสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน สามารถดำรงไว้ซึ่งคุณธรรม และคุณค่าของเอกลักษณ์ของสังคมไทย ที่สามารถพึ่งพาเกื้อกูลกัน รู้รักสามัคคี มีจารีตประเพณีที่ดีงาม มีความเอื้ออาทร มีความรัก ความภูมิใจในชาติและท้องถิ่น มีสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ตลอดจนเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ

ยุทธศาสตร์การพัฒนาดังกล่าว เป็นแผนการฟื้นฟู การวางรากฐานและการแก้ปัญหาของประเทศแบบบูรณาการ อันจะนำสังคมก้าวไปสู่การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันของสังคมไทย ซึ่งเป็นการนำไปสู่สังคมที่ยึดหลักทางสายกลาง บนพื้นฐานของความสมดุล และความพอประมาณอย่างมีเหตุมีผล โดยเป็นสังคมที่มีคุณภาพทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยเปิดโอกาสให้คนในชุมชนสามารถมีส่วนร่วม เพื่อให้เป็นสังคมที่เข้มแข็ง ด้วยระบบการบริหารจัดการที่ดีทุกระดับ และให้สอดประสานกับการใช้ศักยภาพด้านเอกลักษณ์แห่งวัฒนธรรมไทย ซึ่งจะมีแต่การประนีประนอมและเปิดกว้าง

ทั้งนี้ โดยพร้อมที่จะเสริมสร้างสันติภาพและใช้ศักยภาพด้านการผลิต และการบริการ รวมถึงด้านการเกษตร การแปรรูปการเกษตร ตลอดจนการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ และภูมิภาคให้มีความเป็นไปอย่างสมานฉันท์

ดังนั้น ความเป็นไปได้ของกรุงเทพมหานครก็สามารถที่จะปรับให้เข้ากับแนวยุทธศาสตร์ของแผนการพัฒนาฉบับที่ ๙ นี้ได้อย่างผสมกลมกลืน เพราะแนวทางการปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานครที่กำลังศึกษาวิจัยอยู่นี้ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องยึดโยงอยู่ในหลักการและกรอบแห่งความพอเพียงเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญด้วยเช่นกัน โดยการยึดโยงอยู่กับแนวทางที่มี “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ของการแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเป็นหลักชัย

 

ทฤษฎีการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Theory)

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)[๑๖๑] เขียนคำอนุโมทนาไว้ในหนังสือเรื่อง “ถึงเวลา มารื้อปรับระบบพัฒนาคนกันใหม่” ซึ่งมีนัยเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัมนาที่ยั่งยืนไว้ว่า “สันติภาพ อิสรภาพ และความสุข เป็นคุณค่าสำคัญที่มนุษย์ใฝ่ปรารถนา และแสวงหามาตลอดทุกยุคทุกสมัย แต่เท่าที่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ออกมา มีระยะเวลาเพียงสั้นๆ และมนุษย์เพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ที่สามารถได้เข้าถึงคุณค่าที่มุ่งหมายเหล่านี้ การที่โลกจะมีสันติภาพ ชีวิตจะเป็นอิสระ และมวลมนุษย์จะอยู่กินโดยสันติสุขอย่างแท้จริงและยั่งยืนนั้น มาตรการยับยั้งควบคุมทางการเมืองการปกครอง และกติกาสังคม

เช่น กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่จัดตั้ง หรือกำหนดจัดวางจากภายนอกเท่านั้น ย่อมไม่เพียงพอ คุณสมบัติ เช่น ความมีวินัย ความมีน้ำใจ ความใฝ่ดี ความรับผิดชอบ ความมีสุขภาพจิต ความกตัญญูกตเวที ความมีเมตตากรุณา ความมีปัญญารู้เหตุผล ความคิดสร้างสรรค์ และความไม่ประมาท เป็นต้น ที่มีอยู่ในตัวคนต่างหาก ที่จะเป็นรากฐานรองรับให้มาตรการและกรอบที่จัดวางไว้นั้น มีผลเป็นจริง และเป็นหลักประกันในการรักษาสันติภาพและเสริมสร้างสันติสุขได้อย่างมั่นใจ”

พระธรรม คือ ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ โดยพระธรรมนี้ พระพุทธองค์มิได้ทรงคิดขึ้นเอง แต่พระธรรมเป็นความจริงที่มีอยู่แล้ว พระพุทธองค์ทรงค้นพบแล้วจึงนำมาสั่งสอนชาวโลก[๑๖๒] เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการปฏิบัติตามให้ดีที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ปัจเจกชนจะสามารถเรียนรู้ได้ เข้าถึงได้ เข้าใจได้ พัฒนาได้ และยกระดับปัญญาสู่ขั้นสูงสุดได้ อันประกอบด้วย อริยสัจจ์ ๔[๑๖๓]  กล่าวคือ

๑.  ทุกข์หรือทุกขอริยสัจจ์ หมายถึง สภาพที่ทนได้ยาก ทั้งทางกายและทางใจ

๒. สมุทัยหรือทุกขสมุทัย หมายถึงสาเหตุหรือต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ อันได้แก่ตัณหา ๓ ประการ ซึ่งหมายถึง

ก) กามตัณหา ที่เป็นความทะยานอยาก ความหลงไหลและความเพลิดเพลินยินดีในกามหรือในสิ่งที่น่าใคร่และน่าพอใจ

ข) ภวตัณหา คือ ความอยากเป็นอยากได้ในสภาพที่ตนปรารถนาจะเป็น จะได้

ค) วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากไม่ปรารถนาที่จะเป็น หรือไม่อยากได้

๓. นิโรธหรือทุกขนิโรธ หมายถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ ก็คือการดับเสียซึ่งสมุทัยที่เป็นกามตัณหาทั้ง ๓ ประการดังกล่าว      ๔. มรรคหรือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ หรือทางสายกลาง อันได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ, สัมมาวาจา การเจรจาชอบ, สัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ, สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ, สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ, สัมมาสติ ความตั้งใจชอบ, และสัมมาสมาธิ การตั้งจิตมั่นชอบ ซึ่งเป็นหนทางแห่งการปราศจากทุกข์ ที่เป็นสัทธรรมของมนุษย์ชาตินั่นเอง

เพราะด้วยพระสัจธรรมนี้ หากนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศชาติ ก็สามารถกล่าวได้ว่า จะเป็นยุทธศาสตร์ที่เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา และเรียนรู้ได้เพื่อการแก้ปัญหาทุกอย่างได้อย่างไม่มีข้อกังขา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารจัดการจะต้องมีความตั้งใจจริง มีจิตเป็นกุศลที่มีความต้องการอย่างแรงกล้า ในอันที่จะทำงานเพื่อมวลชนด้วยสติปัญญาจริงๆ เท่านั้น

เนื่องจากการจะแก้ปัญหาทั้งหลายสามารถเหนี่ยวนำ ด้วยการอาศัยพระธรรมคำสอนนี้ได้ และเป็นทฤษฎีอมตะที่ตะวันตกยังไม่มีด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะมรรคทั้ง ๘ องค์ ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่สามารถเป็นแนวทางชี้นำอย่างชัดแจ้ง โดยถือปฏิบัติได้อย่างไม่เคอะเขิน และสอดคล้องต้องตามทุกสรรพสิ่งในโลกสู่ความยั่งยืนได้ กล่าวคือ

สรรพปัญหา ก็คือทุกข์ที่บังเกิดแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท คือสภาพของสรรพสิ่งต่างอาศัยกันและกัน จึงเกิดมีขึ้น หมุนเวียนกันไปตามบริบทนั้นๆ[๑๖๔] หรืออิทัปปัจยตา คือ ภาวะที่มีอันนี้ สิ่งอันนี้เป็นปัจจัย ซึ่งมีความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย คือ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ฯลฯ[๑๖๕]

แต่สามารถประมวล แล้วทำการวิเคราะห์ และสังเคราะห์หาสาเหตุความเป็นมา คือเสาะหาต้นสายปลายเหตุให้กระจ่างแจ้งได้ตามความเป็นจริง ซึ่งก็คือสมุทัยตามนัยนี้ ขณะเดียวกัน การจะแก้ปัญหาหรืออุปสรรค ก็ต้องเริ่มแก้ไขที่ต้นเหตุแห่งทุกข์นั้นก่อน โดยนำด้วยมรรคทั้ง ๘ องค์เป็นแสงปทีปส่องทางสว่างได้

ทั้งนี้ โดยการริเริ่มจากฐานความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือ มีความเห็นที่ชอบธรรม ไม่ถือมั่นด้วยทิฏฐิ ตามด้วยดำริชอบโดยไม่ลำเอียง และไม่เลือกปฏิบัติตามลำดับไป ก็จะเกิดมีพุทธิปัญญา อันจะส่งผลให้เกิดความความสามารถมีวิสัยทัศน์ ที่จะมองทะลุปัญหาอย่างชัดเจน ทั้งเพรียบพร้อมด้วยเจตนารมณ์ในอันที่จะอุทิศเพื่อสังคมส่วนรวมได้ โดยการตั้งสมมติฐานที่เป็นกระบวนการเชิงนโยบายที่เป็นธรรมและตรงประเด็น สามารถเข้าใจ และเข้าถึงความต้องการจริงของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงเป้าหมายอย่างมีระบบแบบแผนได้อย่างยั่งยืนสืบไป             

ในขณะเดียวกัน ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ. ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า “ในชีวิตของบุคคล คือแสงสว่าง คือวิธีคิด คือกำลังใจให้ค้นหาคำตอบด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์”[๑๖๖] และ “สิ่งที่สำคัญ คือเราต้องไม่ลืมวัฒนธรรมไทยและความเป็นไทย”[๑๖๗] ทั้งนี้ การพัฒนาที่ยั่งยืนย่อมตกอยู่กับประเทศชาติ โดยเฉพาะประเทศไทย และหนึ่งในนั้น ก็คือ กรุงเทพมหานครของชาวเราทั้งมวล ฯพณฯ ยังกล่าวเตือนมาอีกว่า “โลกทั้งใบ มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับพวกเราทุกคน แต่ไม่เคยพอเลย สำหรับคนที่ละโมบโลภมากแม้แต่คนเดียว  (ซึ่งเป็นอมตะวาจาของมหาตมะคานธีแห่งอินเดีย)

สิ่งสำคัญสำหรับ ณ วันนี้ ก็คือ การสร้างปัญญา ตามหลักพระพุทธศาสนาที่สอนไว้ให้รู้จักพอ คือ ความพอเหมาะ พอดี พอควร พออยู่ เราก็สามารถที่จะแบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ได้อย่างทั่วถึง และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและยั่งยืน โดยให้เรารักเพื่อนมนุษย์เสมือนรักตัวเราเอง ให้เรารักทุกสีผิว ไม่ว่าผิวดำ ผิวขาว ผิวเหลือง เพราะเราต่างก็เป็นญาติพี่น้องกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องตระหนัก”[๑๖๘]

ในขณะที่ โดนัล เค. สแวร์เรอร์ (Donald K. Swearer)[๑๖๙] ได้พูดถึงสังคมนิยมของท่านพุทธทาสภิกขุไว้ว่า “ธัมมิกสังคม มีหลักการตั้งอยู่บนพื้นฐาน ๓ ประการ คือ  ๑) ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ  ๒) การควบคุมตัวเองและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน และ  ๓) มีความเคารพนับถือและเมตตากรุณาต่อกัน”

ทั้งนี้ ยังขยายความถึงแนวคิดตามทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุอีกว่า มนุษยชนยังอยู่ห่างไกลจากภาวะสังคมนิยมตามธรรมชาติ โดยการปล่อยปละละเลยให้ตนเองถูกครอบงำด้วยกิเลส ตัณหา และความเห็นแก่ตัวต่างๆ  นานา ซึ่งเป็นเหตุทำให้การพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของเราถูกบิดเบือนไป อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่ต่างไปกว่าสัตว์อื่นๆ ที่ต้องการแต่เรื่องกิน เรื่องนอน และเรื่องสืบพันธุ์เท่านั้น ความยึดตัวตนจนยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง อันส่งผลให้มองไม่เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา

ด้วยเหตุนี้ พระคุณเจ้าท่านพุทธทาสภิกขุ จึงต้องเน้นความสำคัญในการแก้ปัญหาการเมืองที่ตัวบุคคลแต่ละคนไป โดยการเน้นไปที่ปัจเจกชนมากกว่าการสร้างระบบเพื่อควบคุมพฤติกรรมของคน คือ ต้องการที่จะให้คนเปลี่ยนแปลงจากภายในจิตใจ มากว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอกด้วยระเบียบหรือกฎหมาย นั่นคือ การละเว้นจากกิเลสตัณหาด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะการละเว้นดังกล่าว จะทำให้ขอบเขตความต้องการที่จำเป็นของชีวิตเล็กลงไป โดยไม่มีความต้องการอะไรที่มากเกินควร และถ้าทุกคนเป็นไปได้เช่นนี้ การกระทบกระทั่งกันระหว่างบุคคลเพราะความต้องการที่จะขยายขอบเขตก็หมดไป โดยยังทำให้สามารถเกิดเป็นความคิดที่จะคำนึงถึงผู้อื่น และเผื่อแผ่ความเมตตาไปสู่ผู้อื่นตามมาภายหลังได้

ในท้ายที่สุด การเฉลี่ยส่วนเกินของปัจจัยการผลิตหรือผลกำไร ก็สามารถบังเกิดขึ้น อันส่งผลสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเสมอภาคมากขึ้น จนนำไปสู่การเป็นสังคมแบบสมดุลที่ไม่มีความขัดแย้งอีก การพัฒนาการใดๆ ก็สามารถดำเนินการไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้บนพื้นฐานของความมี “ศีลธรรม” และเป็นพื้นฐานทางการเมืองในส่วนที่ลึกและในส่วนกว้าง จนการเมืองกับศาสนาและสิ่งอื่นๆ สามารถหล่อหลอมกลายเป็นเรื่องเดียวกัน และนั่นก็คือ “ธัมมิกสังคมนิยม” อย่างเป็นสันติและมีความยั่งยืนต่อการพัฒนาการสืบต่อไป

ในทำนองเดียวกัน ฐานความคิดที่สำคัญประการหนึ่งของนิเวศวิทยาการเมือง[๑๗๐] ก็คือ ต้องมีขอบเขตการเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากร เพราะโลกรับจำนวนประชากรได้จำกัด มีทรัพยากรจำกัด และมีพื้นที่รับขยะอย่างจำกัด ถ้าหากปล่อยให้มีการเจริญเติบโตแบบไม่จำกัดเช่นปัจจุบันนี้ ผลที่จะได้รับก็คือ เป็นการทำลายตนเอง เป็นการทำลายอนาคตลูกหลาน และเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา จนถึงความล่มสลายได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน ๑๐๐ ปีนี้นี่เอง

ดังนั้น โจนาธาน พอริตต์ (Jonathan Poritt, ๒๕๒๗) ได้เสนอหลักการของสังคมที่ยั่งยืน คือ  ๑) การบริโภคในสังคมเมืองที่ “พัฒนาแล้ว” จะต้องลดลง ๒) การพยายามสนองความต้องการทุกๆ อย่างให้มากที่สุด หรือการสนองตัณหาความอยากที่ไม่มีขีดจำกัด จึงไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะมีความสุข ซึ่งหมายถึง การต้องลดความต้องการทางวัตถุลง ซึ่งแม้จะขัดกับความรู้สึกในอารมณ์ของมติมหาชนในสังคมสมัยใหม่ แต่ก็มีความจำเป็นที่ต้องยืนยันในจุดยืนเช่นนี้ให้ถึงที่สุด เพราะชีวิตที่ไม่บริโภคมากจนเกินไป จะมีคุณค่ามากกว่าและมีความสุขมากกว่า โดยการพัฒนาการถึงจะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนได้[๑๗๑]

 

การพัฒนาทางเลือก (Alternative Development)

การพัฒนาสมัยใหม่ สามารถนิยามโดยทั่วไปได้ว่า หมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมให้ดีขึ้นจากเดิม[๑๗๒] คือ

ก) การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการดำรงรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมให้คงอยู่ และเป็นไปได้ในระยะยาว

ข) การลดหรือขจัดปัญหาความยากจน โดยการแก้ปัญหาหรือลดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสภาวะของสังคมที่เป็นส่วนรวมและการแก้ปัญหาการว่างงาน

ค) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การกระจายผลผลิต และโอกาสที่เสมอภาค รวมทั้งทัศนคติของประชาชนด้วยค่านิยมที่เป็นเหตุเป็นผล[๑๗๓]

ในขณะที่ เดนิส กูแลท์ (Denis Goulet) เห็นว่าการพัฒนาควรมุ่งเน้นคุณภาพชีวิตมนุษย์ โดยการยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของคน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ แนวทาง คือ[๑๗๔]

๑) การมีสิ่งจำเป็นเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต (Life Sustaining) คือปัจจัย ๔ และการปกป้องคุ้มครองที่พอเพียง

๒) ความสมเจตจำนงในความรู้สึกถึงศักดิ์ศรี หรือคุณค่ามนุษย์ของตนเอง (Self Esteem) อย่างภาคภูมิใจ

๓) ความเป็นอิสระที่จะเลือกและกำหนดจุดมุ่งหมายการดำเนินชีวิตของตนเอง (Self Determination Needs)

ทั้งนี้ การพัฒนาแบบใหม่ ก็คือการมียุทธศาสตร์เชิงนโยบาย เพื่อการยกระดับวิถีชีวิตที่ดีกว่าให้บังเกิดขึ้นแก่สาธารณชนทั้งหลายเป็นสำคัญ โดยมีทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับ ๒ ปัจจัย กล่าวคือ

(ก)     เทคโนโลยี่ (Technology) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเกือบทุกกรณี อันจะนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความทันสมัย โดยมีนัยของแนวทางอย่างเป็นระบบ และมีแบบแผนในการควบคุมการผลิต ซึ่งต้องอาศัยกลยุทธ์เพื่อการประหยัดแรงงาน การคมนาคมและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีความเหมาะสมกับบริบทของสังคมนั้นๆ และ

(ข) อุดมการณ์ (Ideology) คือจุดยืนหรือความยึดมั่นถือมั่นที่มีค่านิยมที่เป็นหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นคตินิยมที่อาจสลับซับซ้อนในหลายมุมมอง แต่ชัดเจนในปณิธานที่เกี่ยวเนื่องกับมโนธรรม (Virtues) เจตคติ (Attitudes) แรงจูงใจ (Motivations) และรูปแบบที่เป็นพฤติกรรม (Behavior Pattern) ของประชาชนทั้งหมด[๑๗๕]

ลิน (Lin)[๑๗๖] ได้อธิบาย “ค่านิยมการพัฒนา (Development Values)” อันเป็นทั้งบรรทัดฐานทางด้านนโยบาย (Policy Norms) และเป็นค่านิยมอยู่ในตัวมันเอง อีกทั้งเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การบรรลุถึง “เป้าหมายที่เป็นความบันดาลใจสูงส่ง (Superordinate Goal)” ที่เป็นจุดหมายปลายทางของการพัฒนา พร้อมยกตัวอย่างกรณีการพัฒนาของจีนปัจจุบันว่ามีหลักการอยู่ ๓ ประการ คือ

๑. อำนาจเป็นของปวงชน หรือการยึดถือประชาชนเป็นหลัก (Power to People, with its Corollary, Reliance on the People) หมายถึง ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นเข้าถึงความต้องการให้อำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของชนชั้นที่ทำการผลิต (เช่น ชาวนาและกรรมกร ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ในสังคม) โดยผ่านวิถีทางต่างๆ ทางสภาบัน ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้นำต้องเลือกที่จะอยู่ข้างประชาชน โดยต้องมียุทธศาสตร์และนโยบายที่สามารถสะท้อนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

๒. จริยธรรมการรับใช้ประชาชน (The Serve-the-People Ethic) เป็นค่านิยมที่มุ่งจะถอนรากถอนโคนจิตสำนึกที่เป็นตัวใครตัวมัน ความเห็นแก่ตัว และนโยบายการทำเพื่อตัวเอง ซึ่งได้กลายเป็นฐานมติในการวางแผนและการพัฒนา ทั้งในด้านการผลิตและการแบ่งปันผลผลิต ทั้งในด้านกระบวนการอุตสาหกรรมและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เมาเซตุง (Mao Tze-tung, ๑๘๙๓–๑๙๗๖) จึงได้เน้นย้ำถึงการเข้าถึงและการเป็นพวกเดียวกันกับมวลชน เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกระดับและกระบวนการ

๓. การพึ่งตนเองและอำนาจอิสระในการพัฒนา (Self Reliance and Autonomy in Development) เป็นค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรทั้งปวง ที่หาได้ในประเทศอย่างเหมาะสม ซึ่งครอบคลุมทั้งทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติ และเท็คโนโลยี่ โดยทำการพัฒนาให้เป็นไปอย่างสมดุล และเป็นไปอย่างสอดคล้องต้องกัน ระหว่างภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม โดยไม่เน้นด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด

ผู้นำจีนรุ่นใหม่ คือรุ่นที่ ๔ ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีหูจิ่นเทา และนายกรัฐมนตรีเหวินเจียป่าว มีความพยายามที่จะปรับลดความร้อนแรงของการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ ปี ค.ศ. ๒๐๐๓ และ ๒๐๐๔ ที่สูงถึงร้อยละ ๙.๑ เพราะท่านตระหนักว่าการปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมพัฒนาไปตามกลไกของตลาดอย่างเดียวนั้น เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศในระยะยาว และไม่มีรัฐบาลไหนในโลกนี้ที่เขาทำกัน แม้สหรัฐอเมริกาเองยังต้องเข้าแทรกแซง หรือ ควบคุมระบบการพัฒนาของกลไกการตลาดอยู่บ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้มีการพัฒนาที่สุดโต่งหรือขาดความสมดุลในระบบทั้งองคาพยพโดยรวม

ปัญหาหลัก คือ จีนจะต้องประสบกับการขาดแคลนทั้งด้านพลังงานและวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงและรุนแรง โดยการหันกลับมาฟื้นฟูและเน้นการพัฒนาภาคชนบท หรือภาคการเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างใหญ่หลวงและมีชีวิตชีวา เหมือนเมื่อครั้งเติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiao-ping) เจ้าของวาทะกรรม “เป็นแมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูเป็นเป็นใช้ได้” เป็นผู้นำที่ได้ริเริ่มการเปิดประเทศจีน ในระหว่าง ปี ๑๙๗๘–๑๙๘๓ อีกครั้งหนึ่ง

เนื่องจาก จีนมีพื้นฐานหลักทางกระบบเศรษฐกิจ ที่เป็นภาคเกษตรกรรมเหมือนไทยนั่นเอง โดยเล็งเห็นว่าการพัฒนาการดังกล่าว คือ การพัฒนาที่กระจุกตัว อันเป็นผลทำให้เกิดช่องว่างระหว่างรายได้ที่ถ่างกว้างขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชุมชนชนบทและชุมชนเมืองแตกต่างกันจนเกินควร ประกอบกับการพัฒนาเมืองก็ยังไม่พร้อมที่จะรับกับปัญหาต่างๆ เช่นปัญหาการจราจร  อากาศเสีย  น้ำเน่าเหม็น  การขาดแคลนแหล่งที่อยู่อาศัย น้ำกินน้ำใช้ ตลอดไปจนถึงเรื่องไฟฟ้าและพลังงานอื่นๆ เป็นต้น

ดังนี้ จีนจึงต้องหันกลับมาพัฒนาประเทศตามหลักคำสอนเก่าๆ ของเล่าจื๊อ ที่เน้นย้ำทฤษฎี “หยิน-หยาง” อีกครั้ง หรือการสร้างดุลยภาพให้เกิดขึ้นนั่นเอง เพราะจากการศึกษากรณีการพัฒนาการแบบอย่างจากตะวันตกต่างๆ สามารถพบเห็นตัวอย่างความเป็นไปมาแล้ว ในประเทศเปรู บราซิล อาร์เจนติน่า อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย ฯลฯ ซึ่งเป็นอุทาหรณ์ที่ดี เป็นอาทิ[๑๗๗]

ด้วยเหตุนี้ ผู้นำไทย ก็ควรมีสำนึกที่จะศึกษาเรียนรู้จากบทบาทของผู้นำจีนบ้าง คือการไม่สมควรที่จะเชื่อแต่หนังสือตำราการบริหารจัดการของฝรั่งตะวันตก หรือที่ปรึกษาฝรั่งจนเกินเลย เพราะสังคมและวัฒนธรรมตะวันออกกับตะวันตกนั้น ต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้และทั้งนั้น การพัฒนาของประเทศไทยในอดีต มักยึดติดกับทฤษฎีหรือแนววิธีการเชิงตะวันตกเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้ระบบกลไกตลาด ของระบบเศรษฐกิจเสรีแบบนีโอคลาสสิค (Neo-Classicism) หรือ “ฉันทานุมัติวอชิงตั้น (Washington Concensus)[๑๗๘] ซึ่งเป็นระบบการแข่งขันเสรี อันเป็นกระบวนการการทำลายระบบนิเวศของโลก โดยมีแต่การแก่งแย่งช่วงชิงผลประโยชน์ จนขาดซึ่งจริยธรรมเชิงธุรกิจ (Business Ethics)[๑๗๙]

เพราะว่าธุรกิจหลัก คือการอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการการสนองตอบ ซึ่งกระตุ้นเร้าความต้องการของมนุษย์ในการเสพบริโภคให้มากๆ โดยการแสวงหาผลประโยชน์จะได้มีกำไรมากขึ้นๆ ตามมา ซึ่งผลผลิตทั้งหลายทั้งปวงยังจะต้องได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ จนนำไปสู่การทำลายล้างสภาพแวดล้อมธรรมชาติมากยิ่งขึ้นเช่นกัน และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศให้เสื่อมทรุดอย่างใหญ่หลวง ดังนั้น การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนจึงไม่อาจจะคาดหวังได้ หากยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา ที่ขาดซึ่งด้านศาสนาที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมไม่บังเกิด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วพอสังเขป

โจนาธาน พอริตต์ ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการสีเขียว (Green Party) คนสำคัญของอังกฤษ[๑๘๐] ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์อย่างมีอารยธรรมว่า ความต้องการของมนุษย์ คือ สิ่งที่นอกเหนือจากความอยากของมนุษย์เอง โดยมีเอ็คคิ่นส์ (P. Ekins, ๒๕๒๙) เป็นอีกท่านหนึ่ง ที่พยายามบอกว่า ปัจจัยที่จำเป็นขั้นพื้นฐานนั้น มีจำนวนจำกัด ซึ่งมีไม่มากนัก และบอกได้ชัดว่ามีอะไรบ้างตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว หากแต่มนุษย์เราจำเป็นที่จะต้องอยู่รอด โดยต้องมีการป้องกันภัย ต้องการความรัก ความเข้าใจ การมีส่วนร่วม การสร้างสรรค์และการพักผ่อน

ซึ่งหมายความว่า ความจำเป็นนั้นแน่นอนตายตัว แต่สิ่งที่จะสนองความอยากหรือความต้องการนั้นๆ กลับขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละยุคแต่ละสมัย หรือแต่ละสังคมไป เช่น การจะเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง บางคนต้องการรถโรลล์ร้อยส์ ซึ่งเราตกลงไม่ได้ว่าจะต้องเป็นรถขนาดไหนอย่างไรจึงจะเป็นที่ยอมรับกันได้ ถ้าเป็นนักคิดฝรั่งดูจะหาคำตอบกันไม่ได้ เพราะต่างก็พยายามที่จะเสนอคำนิยามที่แตกต่างกันออกไป แต่หากมองจากในแง่มุมของฝ่ายพุทธของเรา โดยเฉพาะเรื่องของคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม ดูเหมือนจะหาคำตอบได้กระจ่างชัดกว่าเป็นไหนๆ เป็นต้น

หากมีการยอมรับว่าทรัพยากรในโลกมีอยู่อย่างจำกัดแล้ว การกระจายทรัพยากรเหล่านั้นให้ทั่วถึงและเป็นธรรมในสังคม ก็ถือว่ามีความสำคัญเท่าๆ กัน[๑๘๑] เนื่องด้วย “ถ้าสังคมสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานได้อย่างจำกัด เพราะทรัพยากรที่มีจำกัดอยู่แล้ว การจำกัดช่องว่างระหว่างคนในสังคมก็มีความจำเป็นเท่าๆ กับการจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการคิดค้นทางเทคโนโลยี่”

ในแง่มุมมองนี้ ความคิดแบบเขียว ก็นับว่าใกล้เคียงกับคติสังคมนิยม ในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งแม้ให้ความสำคัญกับความคิดเรื่องความเสมอภาคทางโอกาสแล้ว ย่อมทำให้มีที่ว่างสำหรับความเหลื่อมล้ำในสังคมบ้างอย่าง “ยุติธรรม” ทั้งนี้ “ถ้าจะลดการบริโภคโดยรวมลง ก็ไม่มีวิธีไหนที่มีประสิทธิภาพกว่าการลดจำนวนผู้บริโภคลง” ระบบนิเวศที่ยั่งยืนก็จะบังเกิดบนพื้นพิภพนี้สืบไป

กรอบความคิดเรื่อง “ความจน” และ “คนจน” คือวิธีคิดโดยทั่วไป จนเป็นหลักการที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญในระดับต้นๆ เพื่อการพัฒนาการทั้งหลาย ซึ่งเป็นหลักใหญ่ ดังนั้น การคิดจะพัฒนาประเทศชาติ จึงได้เน้นที่เรื่องเศรษฐกิจเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งทำให้การพัฒนาการต่างๆ ไม่สามารถที่จะหยุดยั้ง “ความยากจน” ของสังคมใดๆ ได้ แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก

เพราะตามแนวคิดนิยามขององค์การสหประชาชาติว่าด้วย “นโยบายเศรษฐกิจและการลดความยากจน” เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๔๕ เห็นว่าความจนไม่ใช่เรื่องของเงินเพียงอย่างเดียว แต่มีหลายมิติและมีสาเหตุต่างๆ หลายสาเหตุ ดังนั้น นโยบายลดความจนจึงต้องมีหลายด้าน ไม่ใช่มีแต่ด้านเพิ่มรายได้เท่านั้น และต้องคำนึงว่า “คนจน” หรือคนที่เรียกว่า “จน” นั้น โดยการมองสถาน-ภาพตนเองอย่างไรและต้องการอะไร[๑๘๒]

ส่วนแนวคิดของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนกรอบ-ความคิด โดยจะไม่พิจารณาผู้ที่มีปัญหา “ความจน” เฉพาะกลุ่มที่ “จนเงิน” เท่านั้น แต่ยังได้พิจารณาไปถึงผู้ด้อย โอกาส ด้อยอำนาจ และด้อยศักดิ์ศรีด้วย ซึ่งก็คือกลุ่มที่มีความเสี่ยง และมีความไม่แน่นอนในชีวิต (Vulnerable Groups)[๑๘๓]

ผลงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจน และคนด้อยโอกาสในสังคมไทยของกลุ่ม ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ได้สรุปผลการวิจัยนอกเหนือความยากจนที่ข้ามพ้นเส้นความยากจน โดยเห็นว่า ควรมองความยากจนใน ๔ มิติ[๑๘๔] คือ

๑) จนทรัพย์สิน คือการมีรายได้ต่ำ ขาดวัตถุปัจจัย

๒) จนโอกาส หมายถึง ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการศึกษา เข้าไม่ถึงบริการสาธารณะต่างๆ  เข้าไม่ถึงทรัพยากร และปัจจัยการผลิตในสังคม ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีความหมายกว้างและจะนำไปสู่การจนทรัพย์ในที่สุด

๓) จนอำนาจ คือการไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง ไร้อำนาจต่อรอง ไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง และได้รับผลกระทบจากผู้มีอำนาจที่เหนือกว่า ไม่ว่าอำนาจรัฐหรืออำนาจทุน ซึ่งเป็นเรื่องมิติทางการเมือง ที่ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่เสมอภาคในสังคมโดยรวม และ

๔) จนศักดิ์ศรี หมายถึง การที่ถูกเหยียดหยาม ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ไร้ศักดิ์ศรีในสายตาของคนในสังคมและไม่ได้รับความเสมอภาคในสังคม

ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาดังกล่าว ประการแรก ต้องมีการปรับเปลี่ยนท่าที่ต่อชีวิตให้ถูกต้องตามแนวพุทธ คือความมีศีล สมาธิและปัญญา ประกอบกับ มีความพยายามที่จะไม่ท้อถอย โดยต้องมีอัตวิสัยสูงที่จะเอาชนะสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมให้ได้ เริ่มตั้งแต่ครอบครัวและชุมชนที่ต้องให้มีความเข้มแข็ง ต่อสู้และมีความหวังได้

ประการที่สอง ต้องมีการกระจายการถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติโดยมีการเกื้อกูลกันอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ไม่ริดรอนโอกาสการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ของประชาชนในชนบทหรือผู้ยากไร้ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สาม ต้องมีการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ด้วยการปรับโครงสร้างของระบบ โดยมิให้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดมีอำนาจเหนือกลุ่มอื่นๆ มากเกินไป ซึ่งแม้จะทำได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก โดยให้ปรับเปลี่ยนออกมาในรูปแบบของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) เชิงสังคมนิยม ก่อนที่จะมีการปฏิวัติแบบที่ต่างไปจากวิถีทางประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้ง

และประการสุดท้าย ต้องมีการพัฒนาระบบสวัสดิการ ซึ่งแท้จริงก็คือ ระบบสวัสดิการขั้นต่ำที่ทำให้แก่คนจนโดยทั่วถึง เพื่อมิให้เกิดแรงกดดันทางสังคมมากเกินไป อันเป็นกลไกที่จะช่วยป้องกันปัญหาลุกลามและขยายขอบเขต จนเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาเนื่องจากความยากจนนั่นเอง[๑๘๕]

ศาสตราจารย์ น.พ.ประเวศ วะสี หรือครูแห่งแผ่นดินไทย[๑๘๖] ได้กล่าวไว้ว่า ทุนนิยมของฝรั่งเป็นหลักการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่ง “ความโลภ” ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฝรั่งมีความพยายามที่จะครอบครองโลก ตั้งแต่สมัยการล่าอาณานิคม (ศตวรรษที่ ๑๖–๑๙) โดยใช้แสนยานุภาพทางการทหารเป็นหัวหอก และพ่วงด้วยการปฏิบัติการการครอบงำด้านเศรษฐกิจ เพื่อปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานและวัฒนธรรมหรือระบบการศึกษามาโดยตลอด

ศ.น.พ.ประเวศจึงแนะนำว่า ชาวไทยและชาวเอเชียต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันโรคทุนนิยม ด้วยการสร้างยุทธศาสตร์ ๔ ประการ กล่าวคือ ๑) สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง คือให้ชุมชนแต่ละชุมชน มีเอกภาพในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และเพื่อตนเองอย่างอิสระและเหมาะสม ๒) มีกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อประชาชนจริงๆ พร้อมกับมีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจนอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ๓) ทุกคนควรมีจิตสำนึกใหม่ที่ประกอบด้วยคุณธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนรวม และไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และ ๔) ปฏิรูปการเปลี่ยนแปลงระบบระเบียบ กฎหมาย และการปกครองแบบสันติวิธีอย่างรู้เท่าทัน โดยการกระจายอำนาจของส่วนกลางอย่างเที่ยงธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ หรือหวงอำนาจจนเกิดปฏิกิริยาความขัดแย้งในสังคมให้เกิดขึ้นได้

ประเทศไทยตลอดช่วงเวลากว่า ๔๐ ปีมา ได้พัฒนาโดยรัฐบาลหรือชนชั้นปกครองที่มีแต่ทำลายความเข้มแข็งของชุมชน โดยพึ่งพาต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ จนชุมชนถูกครอบงำจากบุคคลภายนอก และตกเป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม โดยใช้ “เงิน” หรือ ระบบ “GDP” (Gross Domestic Product) เป็นตัวตั้ง แล้วละเลย “คน” หรือ “วัฒนธรรม” ซึ่งส่งผลให้มีการทำลายสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ รวมทั้งสลายคุณค่าของความเป็นมนุษย์ โดยการส่งเสริมการแข่งขัน ที่เปิดโอกาสให้มีการเบียดเบียนคนที่เก่งน้อยกว่าหรืออ่อนแอกว่า อันเป็นผลทำให้มีกลุ่มคนไม่กี่ตระกูลครอบครองสินทรัพย์ หรือทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศ ตลอดจนมีบรรษัทข้ามชาติคุกคามและครอบงำระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมเกือบจะสิ้นเชิง

ปัญหาง่ายๆ ก็คือ ทำไมคนไทยต้องจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือแพงกว่าโทรศัพท์ที่มีสาย ทั้งๆ ที่โทรศัพท์ไร้สายนั้น มีต้นทุนที่ถูกกว่าตั้งหลายเท่า? หรือเป็นเพราะเราถูกครอบงำด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ที่ส่วนใหญ่เป็นของตะวันตกหรือประเทศที่พัฒนาแล้วหรือเปล่า? ดังนั้น การจะเริ่มจากการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ก็ต่อเมื่อชุมชนได้เกิดความเข้าใจ และเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง ด้วยการทำ “ประชาวิจัย” หรือการวิจัยด้วยประชาชนเอง ซึ่งไม่ต้องให้นักวิชาการ หรือข้าราชการ หรือเอ็นจีโอ (NGOs) มาช่วยวิจัย จนวุ่นวายสับสนไปทั่ว

ทั้งนี้ เพราะชุมชนรู้ดีว่าใครเก่งเรื่องอะไร และเข้าใจถึงจุดอ่อน หรือจุดแข็งของชุมชน ว่ามีความสามารถที่จะดึงคนเก่งเข้ามาช่วยเหลือ หรือระดมสมองร่วมกันคิดร่วมกันทำ และร่วมกันพัฒนาได้ โดยมุ่งสู่ดุลยภาพแห่งการอยู่ร่วมกัน ระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถนำวัฒนธรรมมาเป็นตัวตั้ง โดยไม่ใช่เอาจีดีพี (GDP) แบบฝรั่งเป็นตัวตั้งเช่นอดีต

 

หลักพุทธธรรม (Buddhist Principles)

ศาสนา (Religions) ต่างๆ[๑๘๗] ซึ่งแม้จะต่อต้านด้านวัตถุนิยม หรืออรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) แต่ก็มิได้ต่อต้านทุนนิยม (Capitalism) มาตั้งแต่ต้น เพราะระบบทุนนิยม มิได้มายุ่งเกี่ยวกับศาสนาโดยตรง หรือจะมีการต่อต้านวัตถุนิยมก็เป็นเพียงคำสอน และการปฏิบัติธรรมของศาสนิกชน หรือแม้แต่นักบวช (Priesthood) ในศาสนาจำนวนมากก็ยังเป็นแบบวัตถุนิยมอยู่

ดังนั้น เสียงต่อต้านวัตถุนิยมจึงเป็นเสียงที่แผ่วเบา ซึ่งเราอาจได้ยินก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ในขณะที่ประเทศทุนนิยมเอง ซึ่งให้เสรีภาพมากๆ นั้น ศาสนาไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร เพราะเสรีภาพยังให้มีการนับถือศาสนา ที่เป็นเสรีภาพอย่างหนึ่งตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ

ท่านพุทธทาสภิกขุ[๑๘๘] เห็นว่า การที่คนมีเสรีภาพนั้น แท้จริงไม่ใช่เสรีอย่างที่เข้าใจ เพราะเสรีภาพที่ว่า คือ “กิเลส” ของตัวมันเองต่างหาก แต่เสรีภาพที่แท้จริงแล้ว คือการทำให้คนเห็นในสิ่งที่ถูกที่ควร นั่นก็คือ “ศีลธรรม” อันเป็นเสรีภาพที่ทำให้คนมุ่งไปสู่การทำลายสิ่งที่เป็น “ความเห็นแก่ตัว” และเป็นสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของ “อกุศลมูล” โดยเราต้องการในสิ่งที่เป็น “วิธีการที่ถูกต้อง” ด้วย เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เราจึงจะมีเสรีภาพอย่างเที่ยงธรรม

กิเลสเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิด “การขาดแคลน” ซึ่งทำให้รู้สึกว่ายัง “ไม่พอ”[๑๘๙] นั่นคือ วิถีชีวิตของทั้งกรรมาชีพและนายทุนในปัจจุบัน โดยล้วนมีชีวิตที่ปราศจากการควบคุมตนเองด้วยกันทั้งคู่  ความมีจิตใจเมตตาเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นจึงไม่เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องลดความเห็นแก่ตัว และเพิ่มการเห็นแก่ผู้อื่นให้มากขึ้น อันจะนำไปสู่ความเป็น “สังคมนิยม” ที่พึงปรารถนา

เพราะจะเป็นแนววิธีการลดการครอบครอง “ส่วนเกิน” ของปัจจัยการผลิต หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์จักต้องมีชุมชนร่วมกันอย่างหนีไม่พ้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องถ้าจะไม่คำนึงถึงคนอื่น ซึ่งร่วมมีอยู่ในสังคมเดียวกัน ก็คือการไม่ยึดถือครองทรัพย์สินด้วยมีความความโลภโกรธหลงแต่ผู้เดียวมากจนเกินไป  สังคมก็จะนำไปสู่ชุมชนที่สงบสุขและมีความเท่าเทียมกันในท้ายที่สุด

การแก้ปัญหา “ความยากจน” ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งอยู่ที่กิเลส อยู่ที่ไม่มีศาสนา เมื่อสังคมมีศาสนา และไม่เลือกกิเลสมากกว่า “เลือกธรรมะ” การหาเหตุผลเพื่อการเห็นแก่ตัว และเอาส่วนเกินก็จะไม่บังเกิด โดยให้ส่วนเกินเป็นของส่วนกลาง ซึ่งไม่ใช่ของส่วนบุคคล การแย่งชิงก็ไม่มี สังคมจึงสงบร่มเย็น เป็นสังคมนิยมที่เห็นแก่สังคมเท่านั้น

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งเหตุผล หลักธรรมของปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นหลักธรรมสำคัญในเรื่องเหตุและผล  ซึ่งเป็นความจริงอันลึกซึ้ง ที่พระพุทธองค์ทรงนำมาแสดงให้ได้ตระหนักว่า ความทุกข์นั้น เกิดขึ้นมาอย่างไร และจะดับทุกข์ให้ได้อย่างไร[๑๙๐]

มรรคมีองค์ ๘ คือประทีปส่องทางสู่พฤติกรรมที่ชอบธรรมเสมอ เมื่อสามารถนำมาปรับใช้ด้วยจิตปฏิพัทธิ์ สามารถหล่อหลอมย่อความลงมา ก็จะได้เป็นหลักแห่ง ศีล สมาธิ และปัญญา หรือที่เราเข้าใจ คือ “ไตรสิกขา” อันหมายถึงการปฏิบัติธรรม ๓ ประการ เพื่อจะหล่อหลอมให้บังเกิดพรหมจริยะ หรือจริยะที่ดีงาม ซึ่งเป็นแนววิถีทางอันประเสริฐ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการแก้ปัญหาทั้งปวงได้เป็นอย่างดี เพราะตามหลักองค์แห่งความรู้ที่เกิดมีขึ้นมากกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว[๑๙๑] เป็นพัฒนาการทางสมองของมนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆ และที่สำคัญ การเกิดองค์ความรู้ได้ดีนั้น มนุษย์จะต้องมี “สติ” เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิด “ปัญญา” อันเป็นฐานของความรอบรู้ (Knowledge Base) ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป

ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา มีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่น เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนกระบวนการสร้างองค์ความรู้ให้มาเรียบร้อยแล้ว แต่ละเลยและไม่เคยนำไปปฏิบัติ หรือจะปฏิบัติก็ยังไม่ถึงร้อยละ ๑๐๐ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เขากำลังสร้างกระบวนการดังกล่าวจากภายนอก (External) แต่ประเทศไทยเราสามารถพัฒนาได้จากภายใน (Internal)

กระบวนการดังกล่าว อธิบายได้ว่า ข้อมูล-ข่าวสาร-ความรู้-ภูมิปัญญา (Data-Information-Knowledge-Wisdom) ซึ่งเป็นองค์ความรู้ ที่มีข้อมูลพื้นฐาน ตามด้วยข่าวสาร โดยเปลี่ยนไปตามสภาวการณ์ (Time & Space) เข้าสู่กระบวนการประมวลผล (Processing) ผ่านทางสมอง แล้วก็เกิดเป็นองค์ความรู้ (Knowledge) เหมือนระบบ Cyberspace[๑๙๒] หรือระบบสมองกล (Computerized System) ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนั่นเอง

ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ให้ “เกิดประโยชน์” ไม่ว่ากับตนเอง คนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนโลกกว้าง อันเป็นหัวใจแห่งหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา กล่าวโดยนัยคือ

ศีล หมายถึงข้อมูล (Data) ก็คือหลักการปฏิบัติพื้นฐานขั้นต้น โดยเมื่อมีศีลแล้ว ก็จะต้องมีสมาธิเกิดขึ้นตามมา คือ เมื่อมีข่าวสารที่เข้ามาประทะ หากมีข้อมูลหรือมีศีลที่หนักแน่นเพียงพอ ไม่วอกแวก หรือการมีสมาธิที่แน่วแน่ ก็ทำให้เกิดปัญญาหรือองค์ความรู้จากภายใน หรือเกิดขึ้นในจิตวิญญาณของความเป็นมนุษยชาติที่พึงมี

ซึ่งก็คือความมีสติในการกลั่นกรองและประมวลผล เพื่อนำองค์ความรู้ไปผนวกเข้ากับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ได้เล่าเรียนมา แล้วก็สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ตามบริบทนั้นๆ อย่างถูกต้องตรงประเด็นต่อไปได้ ซึ่งหมายถึงการรู้จักใช้พระพุทธธรรมด้วยภูมิปัญญา ความรอบรู้ กระบวนทัศน์และประสบการณ์ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้สังคมได้รับการพัฒนาการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันสอดประสานกับแนววิธีคิดและวิธีการเชิงวิทยาศาตร์ที่สามารถพิสูจน์ให้ได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริง และเป็นรูปธรรมนั่นเอง

 

การเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย (Local Government in Thailand)

                การเมือง (Political System) คือพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม หรือความสัมพันธ์ของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งเกี่ยวพันกับการที่จะต้องมีการใช้กำลัง (Forces) ใช้กฎเกณฑ์ (Regulations) หรือใช้อำนาจในการปกครอง (Governing Power) ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่สอดคล้องต้องกันของ ทั้งอริสโตเติ้ล (Aristotle) แม็กซ์ เวเบ่อร์ (Max Weber) โรเบิร์ต เอ. ดาล (Robert A. Dahl) และแฮโรลด์ล้าสเวลล์ (Harold D. Lasswell) ซึ่งสามารถขยายความได้ตามที่ ดาวิด อิสตั้น (David Easton) เสนอแนะไว้ว่า

การเมือง คือ กลุ่มบุคคลในสังคมที่มีคนหลายคนมีส่วนร่วมในการกระทำ (Plurality of Actors) โดยมีรูปแบบโครงสร้างของความสัมพันธ์ภายใน ที่มีสัญลักษณ์และรูปแบบการติดต่อกัน โดยมีบทบาทต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามค่านิยมและพฤติกรรมการแสดงออก หรือวิถีปฏิบัติทางการเมือง และมีความขัดแย้งอันจะมีขึ้นเกี่ยวข้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยทั้งหมดก็จะขึ้นอยู่กับเวลาและมิติ (Time and Dimension) ของบริบทหนึ่ง[๑๙๓]

อย่างไรก็ดี การเมืองในความหมายทั่วไป มักหมายถึงเรื่องของผลประโยชน์ ซึ่งเป็นการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสาธารณะประโยชน์ และเพื่อกระจายให้ทั่วถึงอย่างเป็นธรรมในสังคม อีกทั้งเป็นระบบการแสวงหาอำนาจรัฐ โดยกลุ่มคนร่วมอุดมคติทางการเมืองที่เกาะกลุ่มกันเป็น “พรรคการเมือง” เพื่อขายสินค้าซึ่งเป็น “อุดมการณ์ทางการเมือง” โดยมีการแยกแยะทิศทางของอุดมการณ์ว่านิยม “ขวา” หรือ “ซ้าย” อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่การแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ที่ยึดถือความเป็น “เขา” หรือ “เรา” แต่อย่างใด[๑๙๔]

โดยเฉพาะการเมืองในประเทศไทย ซึ่งสมควรจะเป็นระบบการเมืองที่มิใช่การใช้อำนาจในการทำสงครามวจีกรรม แต่ต้องเป็นการใช้อำนาจในทางที่จะก่อประโยชน์สูงสุดให้เกิดแก่ประชาชน[๑๙๕] หากแต่ในความเป็นจริง กลับกลายเป็นระบบ “ตลาดการเมือง” อันมี “เงิน” มาเกี่ยวข้องอย่างโจ่งแจ้ง เช่น การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ศกนี้ ได้กำหนดค่าสมัครถึง ๕ หมื่นบาท และมีวงเงินที่อนุญาตให้ใช้จ่ายในการหาเสียงสูงถึง ๓๗ ล้านบาท (จากเดิม ๒๑ ล้านบาทครั้งที่แล้ว)[๑๙๖] ทั้งนี้ โดยผู้ว่าฯ กทม. เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็จะได้รับเงินเดือนประมาณ ๑ แสนบาทเท่านั้นเอง

จึงเป็นวิธีการที่กระตุ้นการลงทุนเพื่อ “ซื้อขาย” ตำแหน่งที่ “ขาดทุน” อย่างแน่นอน ซึ่งการเลือกตั้งแบบนี้ ไม่ทราบว่ามีวัตถุประสงค์ที่จะสรรหาบุคคลที่มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีความสามารถ หรือมีความรอบรู้ในการแก้ปัญหา กทม. หรือเปล่าไม่แน่ใจ เป็นต้น แต่ในความเป็นจริง “สังคมดีไม่มีขาย ทุกคนต้องช่วยกันสร้าง”[๑๙๗] สังคมที่น่าอยู่จึงจะเกิด

เงื่อนไขดังกล่าวแสดงออกเป็นความชัดเจนอย่างยิ่งว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งหลาย กลายเป็นการค้าที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง โดยไม่มี “สินค้า (Goods)” ที่เป็นวัตถุประจักษ์ แต่มีแนวโน้มของเพทุบาย (Trick) การฉ้อฉล (Embezzle) หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง (Corruption) หรือการคอร์รับชั่นเชิงนโยบาย (Policy Corrupted) หรือการเอื้อต่อผู้อุปถัมภ์ (Patronization) มาเกี่ยวยึดเท่านั้น

ซึ่งเป็นการเมืองแบบ “ไม่มีมิตรแท้ และไม่มีศัตรูถาวร” อันเป็น “กติกาการเมืองไทย” โดยไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและยังขาดซึ่งจริยธรรมหรือศีลธรรมเป็นอย่างยิ่ง[๑๙๘]

หลักการของการเมืองในระบบประชาธิปไตย (Political Democracy)[๑๙๙] ได้มีวิวัฒนาการมาจากหลักการปกครองของกรี๊ก โดยถือว่าอำนาจอธิปไตย หรืออำนาจการปกครองมาจากประชาชน หรือเป็นของประชาชน ในกรณีที่เป็นการปกครองตนเองโดยตรง และเพื่อประชาชน ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนามาเป็นประชาธิปไตยโดยผู้แทน หรือการเลือกตั้งผู้แทนมาปกครองตนเอง เช่น ระบบการเมืองในประเทศไทยปัจจุบัน เป็นต้น

โดยการเมืองการปกครองของไทย ได้ประยุกต์และปรับเปลี่ยนมาจากรูปแบบของตะวันตกที่หลากหลายเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย ที่มีลักษณะนิสัย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมตามเหมาะสมของสังคม กล่าวคือ

๑) ใช้หลักกฎหมายเป็นหลักการในการปกครอง (Rule of Law) โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๒) มีการแบ่งแยกอำนาจการปกครอง (The Separation of Power) เป็น ๓ ฝ่าย คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

๓) ยึดหลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชน (Right and Liberty) และ

๔) เป็นประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง (Election Democracy) หรือโดยมีผู้แทนโดยตรงหรือโดยอ้อม[๒๐๐]

ส่วนการปกครองท้องถิ่นของไทย มีการวิวัฒนาการตามแบบฉบับของสังคมไทยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอำนาจการปกครองที่มีความสัมพันธ์แตกต่างกันอยู่ ๓ รูปแบบ คือ

๑) มีการปกครองแบบระบบบิดากับบุตร (Paternal Relationship) โดยเป็นไปตามทัศนคติระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน ที่ยังฝังรากลึกติดมาแต่โบราณกาล

๒) มีการปกครองแบบระบบเทวสิทธิ ที่มีผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง (Autocratic Relationship) โดยมีผู้ปกครองที่เป็นผู้สร้างบ้านแปงเมืองและเป็นผู้นำในกิจการทั้งปวง ขณะที่ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง และ

๓) การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลในแบบประชาธิปไตย (Democratic Relationship) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ฉันกึ่งธุรกิจ (Quasi-Business Relationship)[๒๐๑]

การปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยมีการจัดตั้งเป็นสุขาภิบาลกรุงเทพขึ้น เมื่อ ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๐) และตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอมขึ้นในหัวเมืองเป็นการทดลองครั้งแรกเมื่อ ร.ศ.๑๒๔ (พ.ศ.๒๔๔๘) จนต่อมาได้ตราเป็นพระราชบัญญัติสุขาภิบาลหัวเมือง ร.ศ.๑๒๗ (พ.ศ.๒๔๕๑)

หลังจากนั้น ได้มีการพัฒนาการและตราเป็นพระราชบัญญัติอีกหลายฉบับเรื่อยมา  โดยล่าสุดในปี พ.ศ.๒๕๓๗ รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น   ทำให้ประเทศไทยเริ่มมีการปกครองท้องถิ่นที่เป็นนิติบุคคล รวม ๔ แบบ คือเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และรูปแบบพิเศษที่มีกรุงเทพมหานครกับเมืองพัทยา[๒๐๒]

การปกครองส่วนท้องถิ่นตามระบอบประชาธิปไตยไทย เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ โดยตั้งระบบเทศบาลขึ้น ตามพระราชบัญญัติจัดระบบเทศบาล พ.ศ.๒๔๗๕[๒๐๓] ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาพลเมืองให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เรียนรู้และเข้าใจในระบบการปกครองตนเอง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากระบบดังกล่าวเป็นการหยิบยื่นให้โดยรัฐบาล โดยเป็นผู้ออกกฎหมายไว้ให้ท้องถิ่นถือปฏิบัติเป็นบรรทัดฐานที่เหมือนๆ กันครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของสังคมของแต่ละท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงไป ในส่วนท้องถิ่นเองก็เกิดปัญหาในแง่ความสามารถ และทัศนคติของคนในท้องถิ่นที่จะปกครองตนเองแบบประชาธิปไตย ทำให้การบริหารจัดการต่างๆ จึงยังไม่ค่อยราบรื่นตามสมควร

ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องนำแนวคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปรับใช้ ให้เข้ากับการดำเนินงานและพัฒนาการต่างๆ โดยเฉพาะการสรรหาผู้นำที่เข้าใจในหลักสำคัญของศาสนา ซึ่งควรเป็นผู้มีพื้นฐานทางคุณธรรมและเข้าใจในวัฒนธรรมไทย โดยสามารถประยุกต์คติธรรมต่างๆ ให้สามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมือง[๒๐๔] กล่าวโดยสรุป คือ

                สามัคคีธรรม[๒๐๕] หมายถึงความกลมเกลียวที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มี ๒ อย่าง  คือ กายสามัคคีและจิตสามัคคี ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อการปกครองที่จะให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสอดประสานในกลุ่มประชาชนทั้งผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครอง โดยมีความสมัครสมานสามัคคีและร่วมมือร่วมใจกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับท้องถิ่นตนได้ ทั้งนี้ บนฐานของความมีสัมมาทิฏฐิ คือการมีความเห็นชอบร่วมกันเป็นสำคัญ

การสหกรณ์ในธรรม[๒๐๖] หมายถึง การทำกิจกรรมร่วมกัน ที่เป็นไปได้ทั้งในสังขารและกิจการ ซึ่งเป็นการแบ่งงานกันทำตามตำแหน่งหน้าที่ เพื่อสำเร็จกิจอันประกอบร่วมกันอย่างมีเหตุมีผล เพราะทั้งองคาพยพของหน่วยงานทั้งหลาย ต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หรืออีกนัยหนึ่งก็ตรงกับทฤษฎีการพึ่งพาของฝ่ายตะวันตกนั่นเอง

การช่วยตนเอง (อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ)[๒๐๗] หมายถึง การพึ่งตนเอง พึ่งกลุ่มของตนเอง หรือแม้แต่การพึ่งภายในประเทศตนเอง หรือภูมิภาคแห่งตน เพื่อให้เกิดพลัง ความเชื่อมั่นในตนเองในการกระทำกิจกรรมร่วมกัน ให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ดังคำกลอนที่ว่า “ตนของตนเตือนตน ให้พ้นผิด, ตนเตือนจิตตนได้ ใครจะเหมือน, ตนเตือนตนไม่ได้ ใครจะเตือน, อย่าแชเชือนเตือนตน ให้พ้นภัย” บรรพบุรุษของไทยเรา รักษาประเทศชาติให้ลุล่วงมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะชาวไทยเราพากันทำการรักษาศีล คือไม่ทำลายล้างผลาญกันเอง ทั้งชีวิต ทางทรัพย์ และทางอื่นๆ

การรักษาศีล จึงไม่ได้ทำให้กำลังป้องกันรักษาประเทศชาติของเราให้อ่อนแอลง เพราะคนรักษาศีลเป็นคนอ่อนโยนจริง แต่เป็นการอ่อนโยนซึ่งไม่ใช่อ่อนแอ อันเป็นเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด และยังไม่ทำให้คนอื่นเป็นศัตรู ดังนั้น การยึดมั่นในศีล คือความสงบเรียบร้อย อันเป็นการสร้างกำแพงเหล็กกล้า ที่จะป้องกันประเทศชาติของเราด้วย

การปกครองโดยใช้หลักธรรม (Rule of Soul)[๒๐๘] จึงเป็นพื้นฐานของระบบการปกครองโดยกฎหมายที่เน้นการพึ่งตนเอง การกระทำด้วยจิตสำนึก ไม่มีบทลงโทษ เพราะใครทำดีจะได้ดี ใครทำชั่วก็จะได้ชั่ว ซึ่งเหมาะสำหรับสังคมไทย ชุมชน และหมู่บ้านในการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นรากฐานและพัฒนาไปสู่การเมืองการปกครองระดับประเทศจนไม่มีคำว่า “รัฐจะทำอะไรให้กับเราบ้าง แต่เราจะทำอะไรบ้างให้กับรัฐ” เพราะ “นัตถิ สันติปรัง สุขัง” สุขใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี

ในทัศนคติของท่านพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับ ความคิดเรื่องประชาธิปไตยเสรีนิยมว่าไทยเราเปิดเสรีเต็มที่ โดยไม่มีจำกัดความไว้ให้ชัดเจนว่ามีความเสรีอย่างไร ทำให้คนที่มีกิเลสฉวยโอกาสที่จะเสรีไปตามอำเภอใจ พอมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว กิเลสก็เข้าสวมรอยและครอบงำ แม้อุดมคติจะวาดหวังไว้สวยงามทางหลักปรัชญา แต่การถือปฏิบัตินั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะปรัชญาไม่มีพลังพอที่จะต้านทานกิเลสได้เหมือนการมีศีลมีธรรม

ในเมื่อคนเรายังไม่มีวิธีการหาผู้ปกครองที่ดีและมีความสามารถอย่างแท้จริงได้ สังคมแบบที่เรามีอยู่ ซึ่งปรกติเป็นทุนนิยม คือให้เสรีภาพในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ และเป็นสังคมที่ใช้เสรีภาพตามกิเลสนั้น มักจะไม่นึกถึงธรรมะ ดังนั้น การเอาเปรียบผู้อื่นก็มีมาก นอกจากนั้น ระบบการศึกษาของสังคมแบบนี้ ยังสอนให้เห็นว่าการเอาเปรียบเช่นนั้นเป็นเรื่องที่ชอบธรรมและดีงามด้วย

ซึ่งเป็นข้อบกพร่องของระบบประชาธิปไตยและทุนนิยมเสรี อันละเลยต่อศีลธรรมและสร้างความเจริญแบบไม่ยั่งยืน และไม่กระจายอย่างถ้วนทั่ว ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน[๒๐๙]

ท่านพุทธทาสภิกขุยังชี้ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยเป็นเพียงระบบที่ป้องกันรัฐรังแกประชาชน จึงลดอำนาจรัฐด้วยการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย และให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น แต่เมื่อมีเสรีภาพมากนั้น กลับเป็นการมีเสรีภาพในทางที่จะเอารัดเอาเปรียบกัน หรือหลอกลวงกัน เช่น ในระบบการค้าและกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยนี้ คนฉลาดจึงมีโอกาสมากกว่าคนด้อยโอกาส เป็นต้น

ข้อดีของระบอบประชาธิปไตย ก็ตรงที่มีวิธีการป้องกันการกดขี่จากผู้ปกครอง แต่ไม่ได้สร้างผู้ปกครองที่ดี และไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ปกครองให้มีศีลธรรมที่ดีเยี่ยม เพราะระบบนี้ ไม่ได้ยึดหลักศีลธรรมใดๆ เลย จึงเป็นเหตุทำให้สังคมต้องสร้างกฎหมาย เพื่อลงโทษหรือกำจัดคนขาดศีลธรรม หรือมีแต่คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น โดยต้องตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ใหม่ๆ อยู่เรื่อยไป และต้องออกกฎหมายกันไม่รู้จบสิ้น เพราะขาดการสร้างคนดีที่มีศีลธรรม

ดังนั้น ระบบประชาธิปไตยนี้ จึงมีแต่จะทำให้ประชาชนต้อง อดทนต่อความชั่วร้ายมากกว่าส่งเสริมความดีงามในสังคมทั่วไป อันส่งผลต่อการทำลายศีลธรรมโดยอ้อมอีกทางหนึ่งด้วย เราจึงควรต้องพยายามสร้างมาตรฐานขั้นสูงขึ้นให้ได้ คือการสร้างคนให้ดีและให้ดีมากที่สุด ควบคู่กันไปกับการพัฒนาระบบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องต่อไป[๒๑๐]

 

นโยบายสาธารณะกับระบบการเมือง (Public Policy and Political System)[๒๑๑]

นโยบายสาธารณะ (Public Policy) คือ แนวความคิด (Concept) แห่งรัฐ เพื่อการกระทำ (Action) หรือไม่กระทำ (Inaction) ในกิจกรรม (Mission) หนึ่งกิจกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับสาธารณ-ชน (Publicity) ในการบริหารราชการ (Public Administration) อันเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองโดยรวม นโยบายสาธารณะ

จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งต่อความเจริญรุ่งเรืองหรือความตกต่ำของประเทศ เพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางของการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อันส่งผลกระทบต่อการกำหนดหรือสร้างอนาคตของสังคมหรือประเทศ ซึ่งต้องใช้กระบวนการที่รัด-กุมและรอบคอบ[๒๑๒]

นโยบายสาธารณะ จะเป็นกรอบของแนวความคิด (Conceptual Framework) ที่หยาบๆ และกว้างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา (Problem Solutions) และการเปลี่ยนแปลงที่จะอำนวยประโยชน์ต่อประชาชนในสังคมเป็นสำคัญ โดยผ่านกระบวนการในทางการเมือง ซึ่งเป็นการกระจายผลประโยชน์ ที่เกิดจากกระบวนการต่อรองทางการเมือง โดยจะต้องมีการตรวจสอบ หรือคานอำนาจฝ่ายบริหาร (ผู้ว่าฯ กทม. หรือคณะรัฐบาล) ในการสร้างหรือกำหนดแนวนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นหลักประกันผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาวเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในนโยบาย (Policy Decision Processes) ที่เกิดขึ้นในระบบการเมือง (Political System) จึงมีความสำคัญต่อการการกำหนดนโยบาย (Policy Output) เมื่อนำนโยบายไปบริหารตามที่รัฐได้กำหนดทิศทางไว้ อันจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมตามมา รวมทั้งผลกระทบ (Policy Outcome) ที่จะเกิดต่อสังคมที่เกี่ยวข้องในนโยบายดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนหนึ่งอาจจะไม่พึงพอใจในผลงานที่เกิดขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากนโยบายที่รัฐได้กำหนด ซึ่งนำไปสู่กระบวนการการเรียกร้อง หรือตอบโต้คัดค้านแผนงาน เพื่อให้มีการปรับแก้แนวนโยบายให้เป็นไปตามที่ต้องการ (Demands) หรืออาจจะให้การสนับสนุน (Supports) ก็ได้เช่นเดียวกัน

โดยกระบวนการดังกล่าว จะย้อนกลับ (Feed Back) เข้าสู่ระบบและกระบวนการทางการเมือง (Inputs) อีกคำรบหนึ่ง หรือหมุนเวียนไปตามลำดับไป ดังแสดงไว้ในแผนภูมิภาพที่ ๑ ด้านล่างนี้

นโยบายสาธารณะตามปรกติ จักต้องมีเป้าหมาย (Ends) และวัตถุประสงค์ (Objectives) ที่ชัดเจนและกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว (Pre-formulated) โดยจะเน้นการให้สวัสดิการ (Welfare) หรือการบริการเพื่อมวลชน เช่น การควบคุมการใช้ทรัพยากร (Resources) ที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพกับประสิทธิผลของโครงการต่างๆ ให้เกิดผลแก่ประชาชนอย่างจริงจัง เป็นต้น นโยบายสาธารณะจึงเป็นแนววิธีการที่สามารถจะวิพากษ์วิจารณ์ (Criticize) วิเคราะห์ (Analyze) สังเคราะห์ (Synthesis) และปรับปรุงแก้ไข (Adjustment) ได้เมื่อจำเป็น ซึ่งขึ้นกับสถานการณ์หรือบริบทนั้นๆ ด้วย

ทั้งนี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในสังคม รวมทั้งผลกระทบต่อสังคมที่จะมีตามมา โดยมีแผนงานที่มีสาระเนื้อหา (Pertinent Content) และกำหนดระยะเวลา (Time Schedule) สถานที่ ตลอดจนการกำหนดตัวบุคคลผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น และ/หรือ เป็นโครงการที่มีรายละเอียด (Details) มากที่สุด โดยมีขั้นตอน (Processes) และระยะเวลาที่แน่ชัด สามารถประเมินผล (Evaluation) ในแต่ละขั้นตอนซึ่งคาดหมายได้ (Forecast) และนำนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ (Implementation) จนเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไปได้อย่างราบรื่น

จากการนำนโยบายไปบริหารจัดการตามที่ได้กำหนดทิศทางไว้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมตามมา รวมทั้งผลกระทบที่จะมีต่อสังคมไม่มากก็น้อย ในขณะเดียวกันนโยบายที่ดีก็จะต้องสนองตอบต่อความต้องการ และแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนได้ถูกต้องและตรงตาม (Precise and Relevant) วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเมื่อประสบผลสัมฤทธิ์ (Accomplishment) แล้ว หรือถ้าหากนโยบายหรือแผนงานใด ซึ่งอาจจะไม่มีความชัดเจนหรือไม่มีแนวทางที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ นโยบายนั้นๆ ก็จะต้องล้มเลิก (Policy Termination) ไปโดยปริยาย

 

แผนภูมิ ภาพที่ ๑ นโยบายสาธารณะและระบบการเมือง (Public Policy and Political System)

 

ที่มา: PS ๗๑๑ การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ: การประเมินผลและการยุตินโยบาย

และ PS ๓๐๖ (๓๖๔) การบริหารนครหลวง[๒๑๓]

 

 กระบวนการทางนโยบาย (Policy Process)

นโยบายเป็นหนึ่งในกระบวนการทางการเมือง (Political Processes) ที่เป็นความต้องการของภาครัฐ ในอันที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงในทางที่จะก่อเกิดประโยชน์ต่อประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการจัดสรรและการกระจายผลประโยชน์ อันเกิดจากปัญหา หรือข้อเรียกร้อง (Demands) หรือข้อขัดแย้ง (Conflicts) ของสังคม หรือจากการต่อรอง (Negotiation) ทางการเมือง หรือเป็นผลแห่งการตัดสินใจที่เป็นมติแล้ว (Determined) หรือแค่ดำริ (Consider) โดยยังไม่มีการถือปฏิบัติ (Non-Performance) ก็ถือได้ว่าได้กระทำแล้ว (Acted) และมีผลเป็นนโยบายด้วยเช่นกัน ซึ่งเท่ากับการมีนโยบายด้วยการไม่กระทำการใดๆ นั่นเอง

ทั้งนี้ พิจารณาได้ตามกระบวนการตามแผนภูมิภาพภาพที่ ๑ ข้างต้น ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกัน หาก ผู้ว่าฯ กทม. จะนำเสนอ (Policy Output) นโยบายที่ดี เหมือนเช่นคณะรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้นำเสนอนโยบายแนวใหม่ๆ แปลกๆ ให้แก่ประชาชนตัดสินใจ ก็คงจะไม่ผิดหวังที่ประชาชนให้การต้อนรับ (Supports) เพราะนโยบายต่างๆ เหล่านั้น ในเวลาต่อมาก็ได้พิสูจน์ในระดับหนึ่งแล้วว่า เป็นแนวนโยบายที่สามารถนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศชาติได้จากการปฏิบัติงาน (Implementation) ขณะเดียวกันยังสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงประเด็นและเป็นรูปธรรม (Outcomes) ของประชาชน แม้จะไม่สมบูรณ์ทั้งหมด แต่ก็สำเร็จแล้วพอสมควรระดับหนึ่ง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์อย่างสมประสงค์นั่นเอง

ดังนั้น นโยบายที่ดีของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอนาคต ควรต้องประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์แห่งการแก้ปัญหาของ กทม. ซึ่งควรที่จะต้องปฏิรูปแนวคิดใหม่ๆ โดยยึดหลักการตามแนวนโยบายสาธารณะดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางดำเนินการ และมียุทธวิธีที่จะเป็นไปอย่างตรงประเด็นต่อข้อเท็จจริงหรือตรงต่อข้อปัญหาที่ปรากฏอยู่ เพื่อให้เกิดแนวทางการแก้ไขและบรรเทาประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างจริงจังต่อไป

แนวนโยบายที่สามารถนำเสนอต่อประชากรกรุงเทพมหานคร ให้ยอมรับต่อไปได้ คือแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาอยู่ทั้งหลายให้สำเร็จลุล่วงไป จึงจะถูกต้องคลองธรรม เช่น การจราจรที่จลาจล ซึ่งเป็นปัญหาที่ค้างคามานานหลายสิบปี โดยยังไม่ปรากฏว่าจะมี ผู้ว่าฯ กทม. คนไหนที่คิดจะใส่ใจลงมือแก้ปัญหาให้สำเร็จลงได้ หรือแม้แต่จะมีแนวความคิดหรือแนวนโยบายใด ที่เมื่อได้ฟังแล้วก็จะเกิดความพึงพอใจ ซึ่งน่าจะคุ้มค่าที่จะมอบความไว้วางใจและให้โอกาสในการแก้ปัญหาให้ได้อย่างอบอุ่นใจ เป็นต้น

 

 

แผนภูมิภาพที่ ๒. การวิเคราะห์แบบมหภาคและจุลภาค (Macro and Micro Analysis)

 

ผลสะท้อน

สิ่งนำเข้า                กระบวนการ             สิ่งนำออก               ผลกระทบ

แปรเปลี่ยน

วิเคราะห์มหภาค              ทรัพยากร              สถาบันทาง               นโยบาย              ต่อชุมชนทั้งหมด

ชุมชนทั้งหมด                 ของชุมชน           การเมือง (รัฐบาล)       สาธารณะ

 

 

วิเคราะห์จุลภาค            ทรัพยากร                ผู้ตัดสินใจ              นโยบายของผู้              ต่อบุคคล

ชุมชนส่วนย่อย             ของบุคคล                ในนโยบาย             ตัดสินใจนโยบาย        หรือกลุ่มชน

หรือกลุ่มชน                                             แต่ละคน

ผลสะท้อน

ที่มา : PS ๓๐๖ (๓๖๔) การบริหารนครหลวง[๒๑๔]

 

 

การวิเคราะห์แบบมหภาคและจุลภาค (Macro and Micro Analysis)[๒๑๕]

ตามแผนภูมิภาพที่ ๒ ข้างต้น สามารถอธิบายให้เห็นถึงภาพรวมของการเมืองนครหลวง (Metropolitan Politics) โดยกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีรูปแบบการปกครองที่เป็นรูปแบบพิเศษตามแบบ Metropolitan Government โดยมิได้มีสถานะ (Status) ที่เป็นเช่นเดียวกันกับจังหวัดอื่นๆ[๒๑๖]

ถ้าการวิเคราะห์แบบมหภาค (Macro Analysis) ซึ่งเป็นไปในภาพรวม จะต้องเน้นถึงความต้องการ (Needs/Demands) หรือประเด็นปัญหา (Issues/Agenda) ที่เป็นหลักใหญ่ๆ ของชุมชน (Community) ทั้งหมดหรือทั้งกรุงเทพมหานคร แต่ถ้าเป็นวิธีการที่ใช้การวิเคราะห์แบบจุลภาค (Micro Analysis) จะเป็นการเน้นถึงความต้องการในประเด็นปัญหาของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มชน (Group) ภายในชุมชน หรือเฉพาะเขตพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด เช่น เขตหนึ่งเขตใดของกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

ขั้นตอนดังกล่าวขึ้นอยู่กับ (Depending on) การสนองตอบ (Response) ของผู้ตัดสินใจในนโยบาย (Policy Decision Maker) และการกำหนดนโยบาย (Policy Formulation) โดยผู้บริหารจัดการว่าจะเล็งเห็น (Foresee) ความสำคัญ (Significance) ของปัญหามากน้อยแค่ไหน อย่างไร ซึ่งจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชากรโดยรวม ให้เป็นเป้าหมายสูงสุด

ในทำนองเดียวกัน กระบวนการแปรเปลี่ยน (The Conversion Process) ก็สามารถที่จะใช้ทั้งการวิเคราะห์แบบมหภาคและจุลภาค ซึ่งผู้ตัดสินใจในนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นในระดับข้าราชการ (Civil Servant) ระดับทั่วไป หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง (High Official Authority) หรือผู้ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นข้าราชการการเมือง ในแง่ของสถาบันทางการเมือง (Political Institution) และโครงสร้างทางการเมือง (Political Structure) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบริบท (Context) ที่แตกต่างกัน (Variables) ซึ่งอาจมาจากผลสะท้อนที่ได้รับมา จนเป็นกรอบของการแปรเปลี่ยนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยอาจมาจากภายนอกที่เกิดและได้รับผลมาจากสถานการณ์ของกระแสโลก

เฉกเช่นกระแสโลกาภิวัตน์ หรือเหตุปัจจัยมาจากภายใน เฉกเช่นพฤติกรรมการแสดงออกของมหาชนที่ต่อต้านหรือยอมรับในแนวนโยบายของภาครัฐ ซึ่งอาจมีทั้งในทางลบหรือในทางบวก หรืออาจมีควบคู่กันมาทั้ง ๒ ด้านพร้อมๆ กัน ตลอดจนความกดดัน (Influence) ทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์นั้นๆ อันป็นการแสดงออกของแนวโน้มของการก่อตัวของสมาชิกของแต่ละพรรคการเมืองที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่ฐานภาพด้านเศรษฐกิจที่ผันผวนในบริบทนั้นๆ ด้วย[๒๑๗]

ในขณะเดียวกัน ถ้าวิเคราะห์แบบจุลภาคถึงสิ่งนำออก (Outputs) นโยบายที่ออกมาจะเป็นนโยบายของผู้ตัดสินใจในนโยบาย หรือสมาชิกคนหนึ่งคนใดในสภานิติบัญญัติ กทม. (Bangkok Legislative Assembly) หรือเป็นมติของสภานิติบัญญัติ กทม. โดยความเห็นชอบของ ผู้ว่าฯ กทม. แต่ถ้าใช้วิเคราะห์แบบมหภาคแล้ว สิ่งนำออกที่ออกมา จะเป็นนโยบายจากสถาบันทางการเมือง จากภาครัฐหรือ ผู้ว่าฯ กทม. เพราะเป็นกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมือง หรือปัจเจกบุคคลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่เน้นผู้สร้างหรือผู้ตัดสินใจในนโยบาย เพราะจะเป็นไปตามแบบองค์รวม (Holistic) ที่ประกอบไปด้วยหลากหลายมิติที่อาจเหมือนหรือแตกต่างกันไป

ด้วยเหตุนี้ จากการวิเคราะห์แบบมหภาคและจุลภาค จะแสดงให้เห็นว่า สิ่งนำเข้าไม่จำเป็นที่จะต้องมาจากความต้องการของชุมชนทั้งหมดก็ได้ แต่อาจจะเกิดหรือปรากฏขึ้นมาจากบุคคลหรือกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก็ได้[๒๑๘] ทั้งนี้ ผลของการวิเคราะห์ทั้งหลาย จักต้องเป็นสิ่งที่สามารถนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างคุ้มค่าด้วย

 

นโยบายและกรอบการวิเคราะห์เชิงระบบ หรือระบบการเมืองนครหลวง

(Policy and System Analysis Approach, or Metropolis Political System)

ในกรอบการวิเคราะห์เชิงระบบ สามารถศึกษาและพิจารณาได้ตามแผนภูมิภาพที่ ๓ ด้านล่างนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายได้ระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง ความสลับซับซ้อนทางการเมือง การปะทะสังสรรค์ (Conflicts) ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ (Influential Groups) เกิดขึ้นเสมอ การต่อรองผลประโยชน์ (Benefits) และการจัดสรรผลประโยชน์ เกิดขึ้นในระบบการเมืองเพื่อการกำหนดนโยบาย คงพิจารณาได้จากกระบวนการต่างๆ ได้ดังนี้ คือ

สิ่งนำเข้า (Inputs)[๒๑๙] หมายถึงข้อเสนอ หรือความต้องการของบุคคล กลุ่ม หรือสังคมโดยทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่องก็ตาม ในขณะเดียวกัน ก็จะมีความพยายามที่จะใช้อิทธิพล เพื่อบังคับให้ผู้บริหารได้ตัดสินใจในเรื่องที่ต้องการ  ตลอดจนการประท้วงต่างๆ ของมวลชน ตัวอย่างเช่น ปัญหาชุมชนแออัด ซึ่งมีอยู่อย่างดาษดื่น เป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เป็นต้น

กระบวนการแปรเปลี่ยน (Conversion Process)[๒๒๐] หมายถึง กระบวนการการปรับเปลี่ยน อันเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอ ที่นำมาพิจารณาโดยฝ่ายกำหนดนโยบาย และอาจเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์นั้นๆ เพื่อสามารถทำให้แผนงานหรือโครงการหนึ่งโครงการใด นำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลได้ชัดเจน

สิ่งนำออก (Outputs)[๒๒๑] หมายถึง นโยบายมิได้สิ้นสุดลงเมื่อมีสิ่งนำออกมาเท่านั้น แต่นโยบายแต่ละนโยบายยังมีผลกระทบ (Impact) ตามมาด้วย ซึ่งบางครั้งผลกระทบนี้ อาจจะเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ (Expected or Unexpected) ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบของนโยบาย จึงเปรียบเสมือนตัวแปร (Variables) ที่ทำให้เกิดความแตกต่าง (Differences) ในนโยบายใหม่ที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น การจะกำหนดนโยบายใดๆ จึงจำเป็นต้องศึกษา (Study) ถึงตัวแปรเหล่านี้ด้วย

เช่น การจะขยายคลองต่างๆ เพื่อการเดินเรือหรือการขนส่งทางน้ำให้เป็นไปได้ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งหรือใกล้เคียง ซึ่งจะต้องมีการทำข้อตกลงที่ยอมความกันและเห็นชอบร่วมกันได้ จึงสามารถที่จะวางแผนเป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อดำเนินการต่อไปตามลำดับ จนนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ครบวงจร เป็นต้น

 

ภาพที่ ๓  กระบวนการทางการเมืองและนโยบาย (Political and Policy Processes)

Environment                                                            Environment                                                        Environment

(a)                                                                                (b)

Mediating                                The Political                    Policy

Inputs                      Variables                               System                             Outputs           Policy Outcomes

  Groups/

Parties/

Organizations/

Etc.

The Decision

Demands/

Resources/

Supports/

Etc.

System

 

 

 

 

 

 

 

Environment                                                            Environment                                                         Environment

Environmental Variables: เศรษฐกิจประชาคม กายภาพ การเมือง และสภาพแวดล้อมที่ขึ้นกับกาลเวลา

ที่มา: William Dunn, (๑๙๘๑).

และ PS ๗๑๑ การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ: การประเมินผลและการยุตินโยบาย[๒๒๒]

 

ผลสะท้อน (Feedback)[๒๒๓] หมายถึง ผลลัพธ์ของนโยบายที่กำหนดออกมาโดยฝ่ายบริหาร และผลสะท้อนของนโยบายนี้จะกลับคืน (Converse) มาในรูปของสิ่งนำเข้าอีกครั้งหนึ่ง สำหรับผลสะท้อนที่เกิดได้ มีอยู่ ๒ กรณีด้วยกัน คือ ในกรณีแรก เกิดจากการใช้เทคโนโลยี่ (Technology) หรืองานที่เกี่ยวกับการวิจัยต่างๆ และในกรณีที่สอง เกิดจากความไม่พอใจ (Dissatisfaction) ในนโยบายของผู้บริหารงาน จากสาเหตุดังกล่าว ผู้บริหารงานส่วนใหญ่มักจะให้ความสนใจ (Concentration) หรือมีความรับผิดชอบ (Accountability) ต่อผลสะท้อนของกรณีหลัง มากกว่ากรณีแรก เพราะความไม่พอใจอันนี้ มักเกิดจากกลุ่มซึ่งสนับสนุนตนเข้าสู่ตำแหน่ง ทั้งนี้ เป็นกระบวนการที่สามารถพิจารณาได้ตามระบบและขั้นตอน ซึ่งมีหลักการและรายละเอียดตามแผนภูมิที่ ๓ ดังแสดงไว้ข้างต้นนี้

ความเป็นไปตามหลักการของระบบการเมือง (Political System) ที่มีระดับการพัฒนา (Degree of Development) การปกครองแบบประชาธิปไตยสูง ประชาชนก็จะมีบทบาท (Activities) ได้เข้าร่วมในการกำหนดนโยบายสูงเช่นกัน และนโยบายที่เกิดขึ้น จะมีแนวโน้มสนอง (Respond) ความต้องการและผลประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น[๒๒๔]

อย่างไรก็ดี อับราฮัม ลินคอล์น[๒๒๕] (๑๘๐๙–๑๘๖๕) อดีตประธานาธิบดีคนที่ ๑๖ ของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่า วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบคือ สิ่งที่ต้องทำให้รัฐบาลเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์อันจะเกิดและสนองตอบต่อความต้องการประชาชนและมีความสามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนต้องดียิ่งขึ้น หากแต่ยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย (Factors) ต่างๆ ที่พึงคำนึงถึงเพื่อการพิจารณาเพิ่มเติม กล่าวโดยสังเขป คือ[๒๒๖]

๑. ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างกว้างขวาง

๒. วัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) ที่เป็นแบบมีส่วนร่วมมากกว่าแบบไพร่ฟ้า (Aristocracy) หรือมีทั้งสองแบบ (Both Models) อาทิเช่น ประชาชนเข้าร่วมทั้งในกระบวนการป้อนเข้า (Inputs) สู่ระบบการเมือง และเมื่อนโยบายถูกนำไปใช้แล้ว (Policy Outputs and Outcomes) ประชาชนยังให้ความสนใจที่จะติดตามผลงานและมีส่วนร่วมทางการเมืองเช่นกัน

๓. กลไก (Mechanism) ของการบริหารที่ดี (Good Governance) ของรัฐ ที่ต้องการให้มีความโปร่งใส (Transparency) อย่างกระจ่าง มีความชอบธรรม (Legitimacy) มีการกระจายอำนาจ (Decentralization) อย่างจริงจัง มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน โดยมีความรับผิดชอบสูง (High Accountability) และมีความเสมอภาคที่เท่าเทียมกัน (Equity) และ

๔. สภาพแวดล้อม (Circumstances) ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ ที่จะเอื้ออำนวย (Supportable) ต่อการพัฒนาระบบการเมือง และเสถียรภาพ (Stability) ทางการเมือง โดยไม่เป็นเหตุให้เกิดการสดุดหยุดลง หรือถูกขัดขวางและปิดกั้น อาทิเช่น การเกิดสงครามโลก หรือการก่อการรัฐประหารที่ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เป็นต้น

ภาพที่ ๔ กระบวนการพัฒนาจากปัญหาไปสู่นโยบาย (Development Process from Issue to become Policy)

๑                             ๒                           ๓                            ๔                            ๕                       ๖

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา: Robert Eystone Model, PS ๗๑๑ การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ: การประเมินผลและการยุตินโยบาย[๒๒๗]

ตามกรอบของระบบในแผนภูมิภาพที่ ๔ ข้างต้นนั้น ซึ่งเป็นตัวแบบของ รอเบิร์ด อายสโตน (Robert Eyestone) อันเป็นแผนภูมิของ ๖ ขั้นตอน (Six-Step) ของการกำหนดนโยบายที่ดี โดยการนำสาเหตุเบื้องต้น (Initiatives) หรือข้อปัญหา (Problems) หรือข้อเรียกร้อง (Demands) ทั่วไปที่เกิดขึ้นมาเป็นตัวตั้ง โดยการเริ่มจากขั้นตอนที่ ๑ ซึ่งจะนำไปสู่ขั้นตอนต่างๆ ตามลำดับไปจนถึงขั้นตอนที่ ๖ คือขั้นตอนสุดท้าย (Policy Formulation) ที่ภาครัฐ หรือในที่นี้ ก็คือ กรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่าฯ กทม. จะต้องกำหนดแนววิธีการออกเป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา หรือนโยบายสาธารณะ (Public Policy) ซึ่งสามารถที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้ ตามที่ประชาชนต้องการ กล่าวคือ

ปัญหาเล็กน้อยทั่วไป อาทิเช่น ปัญหาการจราจร เมื่อถูกหมักหมมนานวันเข้า ก็กลายเป็นเป็นปัญหาของสังคมโดยรวม (Social Problems) ในขั้นที่ ๒ คือความแออัดของการสัญจรไปมาของการเดินทางโดยยานพาหนะต่างๆ ที่สร้างความสับสนวุ่นวาย (Confusion) ในสังคมเมือง และขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนเกิดผลกระทบที่ประชาชนต้องได้รับแต่ความเดือดร้อนอันไม่จบสิ้นมาหลายทศวรรษ (Decades) แล้ว หากยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและจริงจัง

ปัญหาดังกล่าว ก็กลายเป็นประเด็นปัญหาของสังคม (Public Issues) ที่สลับซับซ้อนขึ้น คือขั้นที่ ๓ ของตาราง ต่อจากนั้น จะมีการเรียกร้องหาข้อยุติเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะปัญหาจะสร้างความเดือดร้อน (Troublesome) ต่อชุมชนเมือง และขยายวงกว้างออกไปอีกอย่างไร้ขอบเขต แล้วกลายเป็นข้อเสนอของสังคม (Public Agenda) ในขั้นที่ ๔ ซึ่งสถานการณ์คงไม่อาจจะรองรับความวุ่นวายซึ่งอาจถึงขั้นเกิดการจลาจล (Riot) ในที่สุดได้ เหมือนเช่นที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบันนี้

ด้วยเหตุดังกล่าว ผลที่ตามมาก็คือ ปัญหาเหล่านั้น ก็จะนำไปสู่สิ่งที่เป็น ข้อเสนอของรัฐบาล (Official Agenda) ในขั้นที่ ๕ ซึ่ง กทม. หรือ ผู้ว่าฯ กทม. หรือภาครัฐ (Government) จะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategy) ที่เป็นนโยบายสาธารณะ (Public Policy) เพื่อหาแนวยุทธวิธีการต่างๆ ที่จะสยบปัญหาดังกล่าวต่อไป ซึ่งจะเป็นประเด็นอยู่ในขั้นตอนที่ ๖ หรือขั้นตอนสุดท้ายตามตัวแบบ (Model) แผนภูมิข้างต้น (หน้า ๖๖)

ในทำนองเดียวกัน ปัญหาทั้งหลายของ กทม. ที่ยังค้างคาอยู่โดยทั่วไปนั้น ต่างก็เป็นไปตามขั้นตอนของอายสโตนตามลำดับไปเช่นกัน โดยจะต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหากยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป ปัญหาต่างๆ ก็จะย้อนกลับไปสู่ระดับที่ ๑ อีกตามลำดับไปอย่างไม่สิ้นสุด โดยปัญหาเหล่านั้นก็จะสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะแก้ไขในภายหลังได้เช่นกัน

ในส่วนของกรอบในการศึกษาปัญหา เพื่อการนำไปสู่การกำหนดนโยบาย ยุทธการและกระบวนการนำออก ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบการเมือง จึงพอสรุปได้ ตามแผนภูมิในภาพที่ ๕ ข้างล่างนี้ เนื่องจากการบวนการกำหนดนโยบายในสังคมไทย เป็นการจัดขั้นตอนการนำเข้า ที่มีความสำคัญน้อยมาก

 

ภาพที่ ๕ จากปัญหาไปสู่นโยบาย: วิเคราะห์ในเชิงระบบ (From Problems to Policy: System Approach Analysis)

กรอบการวิเคราะห์เชิงระบบ

กระบวนการนำเข้า                                                               กระบวนการนำออก

ระบบการเมือง

กฎหมาย                                                                                                                                         พระราช

(นโยบาย)                                                                                                                                         บัญญัติ

 

 

(การกำหนดนโยบายขั้นปัญหาทั่วไป                   (ข้อเสนอของรัฐ)

ปัญหาของสังคม ประเด็นปัญหาของสังคม

ข้อเสนอของสังคม)

กระบวนการป้อนกลับ

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม

 

ที่มา : PS ๗๑๑ การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ: การประเมินผลและการยุตินโยบาย[๒๒๘]

เพราะแผนงานส่วนใหญ่ข้าราชการและคณะผู้บริหารจะเป็นผู้กำหนดและตัดสินใจในนโยบาย กระบวนการ ๔ ขั้นตอนแรก (ตามตัวแบบของอายสโตน) จึงมีความสำคัญน้อยกว่า เพราะข้อเสนอของรัฐส่วนใหญ่ จะมาจากข้าราชการนั่นเอง ทั้งนี้ ในการตัดสินนโยบายที่กระทำโดยข้าราชการ คือการนำนโยบายไปปฏิบัติโดยข้าราชการและการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยข้าราชการเช่นกัน

ปัญหาที่ตามมา ก็คือ ปัญหาในด้านประสิทธิภาพของการนำนโยบายไปปฏิบัติ การแก้ไขปัญหาจะไม่ตรงตามเป้าหมาย (Objectives) ที่ประชาชนต้องการ เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายตั้งแต่ต้น ตลอดจนการติดตามตรวจสอบ (Monitor) การควบคุมการปฏิบัติงาน (Surveillance) ของข้าราชการ แม้จะมีหน่วยงานประเมินผลการทำงานขององค์กร (Organism) ต่างๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถกระทำได้อย่างจริงจัง เพราะขาดผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลที่เป็นรูปธรรม และการประเมินผลอาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในองค์การ (Organization) ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของผู้ปฏิบัติงานในองค์การต่างๆ เหล่านั้น[๒๒๙]

ส่วนระบบการเมือง คือเรื่องของรัฐ (State) และอำนาจรัฐ (State Polity) ซึ่งรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจอันชอบธรรม (Legitimacy) ที่ได้รับอาณัติจากประชาชน อันเป็นสัญญาประชาคม (Social Contract) เพื่อแจกแจง (Distribution) สิ่งที่มีคุณค่า (Values) หรือทรัพยากร (Resources) ของสังคมให้ส่วนรวมที่เป็นธรรม ซึ่งในภาคปฏิบัติแล้ว ผู้ว่าฯ กทม. ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามอำนาจที่ได้รับตามที่กฎหมายกำหนด และจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องถูกต้องตามนโยบายเชิงยุทธศาสตร์หลักแห่งรัฐด้วย

แต่ก็ต้องยอมรับฟังและเน้นในการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งของประชาคมชาว กทม. เป็นที่ตั้ง ซึ่งจะเป็นไปตามหลักการข้างต้นเช่นกัน เพราะอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. คงหลีกหนีไม่พ้น “ความสงบเรียบร้อย” ที่ชาว กทม. สมควรจะมีส่วนร่วมในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ อย่างน้อยๆ ก็หวังว่า ผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถรองรับปัจจัยและความต้องการของมนุษย์เอง ที่ทำให้เกิดเมือง (City) ขึ้นมา โดยมีองค์ประกอบ ๘ ประการ ตามที่ท่านศาสตราจารย์ อัน นิมานเหมินห์ ได้กล่าวถึง[๒๓๐] ดังนี้ คือ

๑. มนุษย์ต้องการดำรงชีวิตอยู่ด้วยจตุปัจจัย เพราะมนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยจตุปัจจัยเพื่อความอยู่รอด ซึ่งปัจจัยทั้ง ๔ ได้แก่ อาหาร (Foods) ที่อยู่อาศัย (Housings) เครื่องนุ่งห่ม (Cloths) และยารักษาโรค (Medicines) จากความต้องการจตุปัจจัยของมนุษย์ ทำให้เกิดบ้านที่อยู่อาศัย (Residential Areas) ทำให้เกิดตลาด ทำให้เกิดโรงพยาบาล (Hospitals) และมีการทำอุตสาหกรรมประเภทเครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ

๒.  มนุษย์ต้องทำงานหารายได้ เพื่อที่จะได้จตุปัจจัย ทำให้เกิดบริเวณสถานที่ทำงานต่างๆ เช่น เขตอุตสาหกรรม (Industrial Estates) หรือพาณิชยกรรม (Trading Areas)

๓.  มนุษย์ต้องการความสนุกสนานรื่นเริง (Amusements) ทำให้เกิดโรงหนัง (Theatres) โรงละคร (Playhouses) สวนสาธารณะ (Public Parks) ต่างๆ

๔.   ความต้องการที่จะมีครอบครัว ทำให้เกิดสถาบัน เช่น วัด โบสถ์ มัสยิด ฯลฯ ในอดีต

๕.   ความต้องการทางใจ ทำให้เกิดศาสนา (Religions) พิพิธภัณฑ์ (Museums)

๖. ความต้องการทางด้านการศึกษา การเรียนรู้ และวัฒนธรรม ซึ่งทำให้เกิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันทางวัฒนธรรม และวิชาการต่างๆ

๗.   ความต้องการเกี่ยวกับการบริหารและการปกครอง ทำให้เกิดสถาบันทางการเมือง เช่น พรรคการเมือง (Political Parties) รัฐบาล และ

๘. ความต้องการมีสังคมและการติดต่อซึ่งกันและกัน โดยก่อให้เกิดบริเวณศูนย์กลางการคมนาคม (Communication Centers) ต่างๆ เช่น สถานีรถไฟ (Train Stations) สถานีขนส่ง (Transport Stations) ถนนหนทาง

ทั้ง ๘ ประการ คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นเมือง ซึ่งก็คือปัจจัยที่สำคัญยิ่งส่วนหนึ่ง ที่มีผลสะท้อนและสัมพันธ์ตรงกันกับแนวทางการบริหารจัดการของ กทม. และเป็นข้อปัจจัยหลัก ที่สอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบของ ผู้ว่าฯ กทม. ตามหลักการที่จำเป็นต้องกล่าวอ้างถึง เพราะ ผู้ว่าฯ กทม. จะต้องสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนใน กทม. โดยมิอาจที่จะละเลยได้ ซึ่งมีรายละเอียดที่จะกล่าวถึงเป็นลำดับๆ ไปในบทต่อจากนี้

 

กรอบความคิดในการประเมินผล (Evaluation Approach)

การประเมินผล เป็นกระบวนการการนำองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการวิจัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อนำไปปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลงและพัฒนาการ เพื่อให้การบริการของรัฐ ในโครงการหรือแผนงานต่างๆ ตามยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาสาธารณะทั้งหลายทั้งปวง ให้เกิดความมีประสิทธิภาพและเกิดมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น[๒๓๑]

ซิปป์ (CIPP) เป็นวิธีการประเมินผล ที่เป็นแนวความคิดของสตัฟเฟิลบีม[๒๓๒] (Stufflebeam, ๑๙๗๓) ซึ่งมีกระบวนการและขั้นตอน ที่สามารถช่วยในการตัดสินใจของนักบริหารได้เป็นอย่างดี โดยครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน และผลลัพธ์ของนโยบายหรือยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาสาธารณะประโยชน์ต่างๆ กล่าวคือ

C (Context Evaluation) หมายถึงการประเมินสภาพแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับแผนงานหรือโครงการที่ศึกษา โดยศึกษาความต้องการและเหตุผล ในการจะกำหนดนโยบาย หรือแผนงานหรือโครงการ ซึ่งเป็นการศึกษาสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเปรียบเทียบกับสภาพที่ควรจะเป็นไป และระบุผลลัพธ์ที่จะได้ ตลอดจนความจำเป็นที่จะต้องกำหนดนโยบาย หรือแผนงาน หรือโครงการที่จัดทำขึ้นมาใหม่ โดยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ซึ่งจะถูกกำหนดขึ้น เพื่อทบทวนศึกษาหากลยุทธ์ที่จะจัดทำและกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ นโยบาย หรือแผนงานหรือโครงการนั้นๆ ต่อไป

I (Input Evaluation) หมายถึงการประเมินปัจจัยนำเข้าต่างๆ เพื่อสามารถที่จะใช้ทรัพยากรเท่าที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เหมาะสมและสอดคล้องต้องตามกับกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ เพื่อให้บรรลุถึงซึ่งวัตถุประสงค์ที่ต้องการในการกำหนดแนวยุทธศาสตร์และนโยบาย

P (Process Evaluation) หมายถึงการประเมินกระบวนการ และขั้นตอนต่างๆ ของยุทธศาสตร์ นโยบาย หรือแผนงานหรือโครงการต่างๆ ที่จะกำหนด เพื่อทำการจัดสรรและจัดเตรียมปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการจะกำหนดแนวยุทธศาสตร์หรือนโยบายได้อย่างถูกต้องและราบรื่น ตลอดจนการประเมินผลการดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะมีแฝงอยู่ หรือถูกมองข้ามไป

P (Product Evaluation) คือการประเมินผลผลิต หรือผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์ นโยบายหรือแผนงานหรือโครงการ เพื่อให้บรรลุถึงซึ่งวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่คาดว่าจะได้รับผลสำเร็จ จากผลงานที่ได้ปฏิบัติการไป หรืออยู่ในแต่ละช่วงแต่ละขั้นตอน จนถึงกระบวนการในท้ายที่สุด

ซิปป์ถูกพัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้กับการกำหนดด้วยระยะเวลา ซึ่งเรียกว่า ซิปป์และมิติเวลา (Countenance Evaluation)[๒๓๓] ซึ่งหมายถึงการประเมินที่เกี่ยวเนื่องกับมิติเวลาด้วย โดยมีการกำหนด คือ ระยะเวลาก่อนการดำเนินงาน ระยะเวลาระหว่างการดำเนินงาน และระยะเวลาหลังการดำเนินงาน ซึ่งเป็นแนวคิดและพัฒนาการโดย สเทค (Stake, ๑๙๖๗, ๑๙๗๐) ทั้งนี้ เพื่อแจกแจงรายละเอียดของการปฏิบัติการที่มีกำหนดการของระยะเวลาที่แน่นอน อันส่งผลให้มีการประเมินผลที่ละเอียดรอบคอบเป็นสำคัญ และทำให้การประเมินผลที่เกิดผลอย่างชัดแจ้งและแน่นอนกว่า

 

ข้อคิดจากเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง (Economics of Politics Approach)[๒๓๔]

                ปัจจุบัน องค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ได้รุกล้ำเข้าไปวิเคราะห์พฤติกรรม และปรากฏการณ์ทั้งทางสังคมและการเมือง  ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมอื่นๆ ทั้งนี้ ด้วยการบุกเบิกงานของ นายแกรี่ เอส. เบ็กเก้อร์ (Garry S. Becker) แห่งสำนักชิกาโก้ และนายเจมส์ เอ็ม. บูคานัน (James M. Buchanan) ซึ่งเคยเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี ๒๕๒๙ โดย ดร.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้ประมวลผลและสรุปข้อคิดเห็นไว้มี ๘ ประการ ดังนี้ คือ

๑. เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมืองสามารถแยกแยะ สิ่งที่เป็นอยู่ (What is) กับสิ่งที่ควรจะเป็น (What ought to Be) เพราะ “สิ่งที่ควรจะเป็น” เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความคิดเห็น ค่านิยม อุดมการณ์และดุลยพินิจส่วนบุคคล ซึ่งมิอาจชี้ผิดชี้ถูกด้วยการหาประจักษ์พยานและข้อเท็จจริง แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และไม่สามารถหักล้างกันอย่างชัดแจ้ง ในขณะที่ “สิ่งที่เป็นอยู่” เป็นเรื่องซึ่งสามารถวิเคราะห์และอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ สังคม และทฤษฎี จึงเกิดความสับสนระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่กับสิ่งที่ควรจะเป็น อันย่อมทำให้เราหลงประเด็นและไม่อาจเข้าใจสังคมการเมืองไทยได้โดยถ่องแท้

๒. เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมืองเริ่มบทวิเคราะห์ด้วยความเชื่อว่า มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว มีกิเลสตัณหาและต้องการผลประโยชน์ส่วนตัวสูงสุด (Utility Maximization) ซึ่งเป็นพฤติกรรมอันสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ฉันใด หน่วยการเมืองอื่นๆ ก็มีความเห็นแก่ตัวและความต้องการผลประโยชน์ส่วนตัวเฉกเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ หาได้ให้ความหมายว่า มนุษย์จะไม่มีความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเลย

๓. ในเมื่อมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคลมีความเห็นแก่ตัว พรรคการเมืองและรัฐบาลจึงล้วนแต่ประกอบไปด้วยบุคคลที่เห็นแก่ตัว หากแต่เมื่อรวมตัวเป็นกลุ่มบุคคล และมีการประนีประนอมผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน การจะกระทำการเพื่อประโยชน์สุขของสังคมโดยรวม (Social Welfare Maximization) จึงเป็นไปไม่ได้ และเป้าหมายของการแสวงหา ก็คือ คะแนนนิยมสูงสุดทางการเมือง (Vote Gains Maximization) เป็นสำคัญ

๔. ระบอบประชาธิปไตยมิใช่การปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน หากแต่เป็นระบอบการปกครองของกลุ่มผลประโยชน์ โดยและเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ และพรรคการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยจะเป็นต้องมีฐานทางการเงิน เพราะการรณรงค์ในทางการเมืองมีรายจ่ายที่จะต้องเสีย  โดยกลุ่มผลประโยชน์เหล่านั้น  จึงสามารถมีบทบาทในการกำหนด ทัดทานและผลักดันนโยบาย ที่จะเกื้อกูลต่อกลุ่มของตนเป็นการตอบแทน ถึงแม้จะต้องริดรอนสวัสดิการของสังคมไปก็ตาม

๕. กลุ่มผลประโยชน์แต่ละกลุ่มจะมีบทบาทและอิทธิพลในกระบวนการกำหนดนโยบายที่แตกต่างกันไป ซึ่งบางกลุ่มมีมากบางกลุ่มมีน้อย โดยกลุ่มผลประโยชน์ขนาดใหญ่ อาจมีบทบาทและอิทธิพลน้อยกว่ากลุ่มผลประโยชน์ขนาดเล็ก ซึ่งการรวมกลุ่มกัน ก็จะมี “ต้นทุนการปฏิบัติการ (Transaction Cost)” ซึ่งหากมีต้นทุนที่สูงเกินจะแบกรับได้ การผลักดันนโยบายก็ไม่มีประสิทธิภาพทำให้ต้องมีการตกลงรอมชอมระหว่างกลุ่ม โดยร่วมกันแบกรับภาระต้นทุนดังกล่าว จนสามารถผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิผล

๖. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไป มักใช้เหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ (Economic Rationality) โดยต้องการอรรถประโยชน์สูงสุดเหมือนกับนักการเมือง การตัดสินใจในการเลือกตั้งจึงมีการคำนึงถึงผลได้ผลเสีย จนมีผลประโยชน์ต่างๆ มาเกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลถึงการนอนหลับทับสิทธิให้เป็นเรื่องธรรมดาๆ ไปในกรณีที่ไม่มีส่วนโดยตรงตรงนั้น ส่วนผู้ที่ให้การสนับสนุนระบอบการปกครองประชาธิปไตย มักตั้งความหวังว่า ราษฎรจะใช้สิทธิในการเลือกตั้ง โดยเลือกผู้แทนที่ดีและที่อุทิศตนเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยส่วนรวม จึงเกิดสภาพเสมือนหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงกับ “บริการความสุข” กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาสู่การขายเสียงที่เป็นเงิน และเป็นข้อจำกัดอันทำให้ผู้แทนของไทยขาดคุณภาพไป เพราะไม่มีแนวนโยบายที่เป็นรูปธรรมและไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของราษฎรอย่างตรงประเด็นได้

๗. นักการเมืองไทยมีพฤติกรรมที่มุ่งสู่การมีอำนาจในทางการเมืองการปกครอง โดยจะกระทำทุกวิถีทางเพื่อการนั้นแม้จะไม่ชอบธรรม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกฏเกณฑ์กติกาและสถาบันทางสังคม ตลอดจนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของแต่ละบุคคลไป อีกทั้งยังพยายามแสวงหาตำแหน่งแห่งหนในคณะรัฐบาล คณะรัฐมนตรี ตลอดจนคณะกรรมาธิการชุดสำคัญต่างๆ เพราะตำแหน่งเหล่านั้น สามารถนำมาซึ่งเงินและอำนาจนั่นเอง

๘. ความเฟื่องฟูของธุรกิจการเมืองในสังคมการเมืองไทย เป็นปรากฏการณ์ที่มิอาจหลีก-เลี่ยงได้ ในเมื่อระบอบประชาธิปไตยไทยเติบโตมาพร้อมๆ กับการพัฒนาการของระบบทุนนิยม โดยเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกื้อกูลต่อการเติบโตของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ จึงไม่แปลกที่กลุ่มทุนดังกล่าว สามารถแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่อาณาจักรทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกระบวนการการกำหนดนโยบาย ซึ่งสามารถที่จะเป็นการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศชาติได้ ว่าจะเจริญขึ้นหรือตกต่ำลง

อนึ่ง ดร.รังสรรค์ ยังได้กล่าวไว้อีกว่า “…ผมมีความรู้สึกว่า สังคมไทยมีความคาดหวังจากอาชีพนักการเมืองสูงเกินกว่าระดับปุถุชน คนเป็นอันมากคาดหวังว่า นักการเมืองจักต้องเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ความคาดหวังในลักษณะดังกล่าวนี้ ในบางครั้งมีมากจนถึงขั้นที่ผมเคยคิดว่า มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่จะเป็นนักการเมืองได้  ผมมีความเห็นว่า เราไม่ควรมองนักการเมืองในฐานะสาธารณบุคคลผู้ไร้ซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว

เพราะการมองเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีความรู้สึกผิดหวังที่รุนแรงกว่าปรกติเท่านั้น หากยังทำให้การวิเคราะห์ระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย เป็นไปอย่างผิดพลาดอีกด้วย ตรงกันข้าม เราควรจะมองนักการเมืองในฐานะปุถุชนที่มีกิเลสตัณหา และมีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง ไม่แตกต่างจากสามัญมนุษย์ที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ผมเชื่อว่า ด้วยระบบการวิเคราะห์เช่นนี้ เราจะสามารถเข้าใจสังคมการเมืองไทยได้ตรงต่อสภาพความเป็นจริงมากขึ้น…”[๒๓๕]

 

คุณสมบัติของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (Bangkok Governor’s Qualification)

กรณีศึกษานี้ เป็นคุณสมบัติ (Qualifications) ของผู้ว่าฯ กทม. ที่พอเหมาะพอควร คือ จะต้องเป็นบุคคลที่พร้อมที่จะอุทิศตน (Devote) อย่างเสียสละ (Dedicatorily) เพื่อสังคมส่วนรวม โดยมีปณิธาน (Determination) อันเด็ดเดี่ยว (Absolute) และแน่วแน่ (Consistency) ที่จะต้องทำงานการเมือง (Political Working) เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้สังคมโดยรวม

ทั้งนี้ ก็เพื่อชาติและประชาชนทั้งมวลอย่างแท้จริง ในขณะที่ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จะต้องยอมเสียสละความสุขส่วนตน (Personal Interest) เพื่อจักได้ทำงานด้านการเมืองให้บังเกิดประโยชน์ (Benefits) สูงสุดแก่ชาติ และประชาชนทุกหมู่เหล่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ทั้งนี้ โดยการยึดมั่นในอุดมคติและอุดมการณ์ เพื่อสามารถสนองตอบต่อมหาชนชาว กทม. ตามที่มีบัญญัติไว้ในระเบียบการบริหารกรุงเทพมหานคร และที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ให้ครบถ้วนบริบูรณ์

โดยเฉพาะหน้าที่ที่กล่าวไว้ในมาตรา ๑๕๐ วรรค ๒ คือ “ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณตน) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”[๒๓๖] นอกจากนั้น ในหมวดที่ ๙ ที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่นโดย กทม. คือ รูปแบบการปกครองพิเศษ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบัญญัติไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๘๒ ถึงมาตรา ๒๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐[๒๓๗] ที่กำหนดให้รัฐต้องให้ความสำคัญแก่ท้องถิ่นโดยอิสระในการบริหารงานตนเอง ตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ ตามที่บัญญัติไว้แล้วในมาตรา ๒๘๒

ในมาตรา ๒๘๔ ยังกล่าวเน้นถึงความเป็นอิสระ ในการกำหนดนโยบายในการปกครอง การบริหารทั่วไป การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง พร้อมทั้งการจัดสัดส่วนภาษีและอากรระหว่างรัฐกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในมาตรา ๒๘๙ ยังกำหนดในวรรคแรก ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่รับผิดชอบในการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น

ขณะเดียวกันในวรรคที่สองในมาตรา ๒๘๙ ก็ให้มีสิทธิองค์กรปกครองท้องถิ่น ที่จะจัดการการศึกษาอบรม และฝึกอาชีพตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ก็ต้องไม่ขัดกับมาตรา ๔๓[๒๓๘] และมาตรา ๘๑[๒๓๙] ตามที่กฎหมายบัญญัติ และในมาตราสุดท้ายของการปกครองท้องถิ่น ในมาตรา ๒๙๐ ยังระบุให้ต้องส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นโดยองค์รวม พร้อมกับการดูแลเอาใจใส่ต่อสุขภาพอนามัยของประชากรอย่างถ้วนทั่วด้วยเช่นกัน

ดังนั้น จึงเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่า รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่จะให้การปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระอย่างเต็มที่ ในการกำหนดวิถีชีวิตของสังคมชุมชนให้มากที่สุด โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อที่จะให้ได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ยังจะต้องดำเนินกิจกรรมทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ตลอดจนการรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของมหาชนชาวกรุงเทพมหานคร ดังที่ได้มีกำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๘ อย่างครบถ้วยบริบูรณ์ให้ได้

เพราะฉะนั้น แนวนโยบายที่ดีของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็คงจะหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์อยู่ในปัจจุบันไม่พ้น และการนำเสนอแนวความคิด หรือนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหากรุงเทพหมานครในอนาคต จึงสมควรที่จะมีการนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดเป็นมรรคผล ดังที่จะสรุปนำเสนอเป็นลำดับไปในโอกาสนี้

                กระบวนการต่างๆ สามารถศึกษาได้จากแผนภูมิภาพที่ ๒ หน้า ๖๓ ข้างต้น เพราะการจะกำหนดนโยบายสาธารณะโดยทั่วไป จะต้องวิเคราะห์ถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมาจากพฤติกรรมและบทบาทหน้าที่ โดยมีกรอบข้อจำกัดที่บัญญัติทางกฎหมาย อันเป็นพื้นฐานทางด้านการเมืองที่เกี่ยวข้องเป็นหลักด้วย เพราะนโยบายหรือยุทธศาสตร์ดังกล่าว คือ ส่วนหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่เป็นระบบการเมืองโดยรวม ที่มีความปฎิสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี่ อันเป็นผลสะท้อนออกถึงแนวทางการแก้ปัญหา และผลสำเร็จที่จะเป็นผลงานของยุทธศาสตร์เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการในท้ายที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

[๑]นงเยาว์ ชาญณรงค์, PY ๑๐๑ วัฒนธรรมและศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๔ (กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๒), หน้า ๑๑๗.

[๒]เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[๓]ลิขิต ธีรเวคิน ก., วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๙ แก้ไขเพิ่มเติม (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๓๕.

[๔]ณัฐ สุวรรณภูมิ ข., “วิธีคิดเพื่อแผ่นดิน : เมื่อจิตอิสระ คุณธรรมและการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ย่อมเกิดขึ้น,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันอังคารที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๙.

[๕]ยุค ศรีอาริยะ, อนาคตศาสตร์ โลกหลัง ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ (กรุงเทพมหานคร: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๕), หน้า ๒๔๔.

[๖]ลิขิต ธีรเวคิน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๒.

[๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗.

[๘]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, เทศาภิบาล (กรุงเทพมหานคร: มติชน, ๒๕๔๕), หน้า ๑๙๐-๑๙๑.

[๙]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก. เรื่องเดิม, หน้า ๓๕–๓๖.

[๑๐]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๗.

[๑๑]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๑๖๔.

[๑๒]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖๖.

[๑๓]สมาน รังสิโยกฤษฏ์, การปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศต่างๆ [กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์บรรณกิจ (๑๙๙๑), ๒๕๔๓], หน้า ๘๙.

[๑๔]ณัฐ สุวรรณภูมิ ก., “คิดเพื่อแผ่นดิน : ว่าด้วยรู้แจ้งกฎอิทัปปัจจยตา ย่อมมองเห็นเหตุแห่งความเสื่อมของแผ่นดิน,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันอังคารที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗, หน้า ๙.

[๑๕]รื่องเดียวกัน, หน้า ๙.; พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ค., คิดถูก คิดเป็น ตอน ๔ โยนิโสมนสิการ (กรุงเทพมหานคร : กลุ่มขันธ์ห้า, ๒๕๔๗), หน้า ๖.

[๑๖]ยุค ศรีอาริยะ, เรื่องเดิม, หน้า ๒๔๗.

[๑๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๔๕.

[๑๘]ยุค ศรีอาริยะ, เรื่องเดิม,  หน้า ๒๔๗.

[๑๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๓๙.

[๒๐]“ตร. จับรถซิ่งถูกชนขาหักอีก : ต่อข่าว,” หนังสือพิมพ์แนวหน้า, ประจำวันจันทร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๖. ; และ “แก๊งซิ่ง รุมยำ พ.ต.ท. ปางตาย : ข่าวหน้าหนึ่ง,” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, ประจำวันพฤหัสบดีที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗, หน้า ๑.

[๒๑]“ค้านปิดสถานบริการตี ๑ วุฒิฯ ยันกระทบรายได้ : ข่าวในประเทศ,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันเสาร์-อาทิตย์ที่ ๑-๒ พฤษภาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๒.

[๒๒]ฉลอง อัมไพรวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า ๒๐.

[๒๓]“สมศักดิ์ โกศัยสุข-ศิริชัย ไม้งาม ‘เสือเฒ่า-สิงห์หนุ่ม’ คุมม็อบ กฟผ. : ข่าวหน้าหนึ่ง,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันจันทร์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑.

[๒๔]“โกงแบบบูรณาการ ‘ดร.สุเมธ’ ย้ำรับสั่งในหลวง ทรงทนไม่ได้-แช่งคนทุจริต,” หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ประจำวันพุธที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑.

[๒๕]รัตนพงษ์ สอนสุภาพ และประจักษ์ น้ำประสานไทย, Thaksino’s Model ปฏิรูปความมั่งคั่งสู่ฐานอำนาจใหม่ (กรุงเทพมหานคร: บริษัท สุพีเรียพริ้นติ้งเฮาส์ จำกัด, ๒๕๔๖), หน้า ๑๓.

[๒๖]“ชำแหละแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กู้ชาติหรือหาทุนเข้ากระเป๋า,” หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ชี้โอกาสทางธุรกิจ, ประจำวันพฤหัสบดีที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า แรก.

[๒๗]เซี่ยงเส้าหลง ง., “ข่าวปนคน คนปนข่าว,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันพฤหัสบดีที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๗, หน้า ๑๖.

[๒๘]พายัพ วนาสุวรรณ ข., อ้างถึงใน URL: pttp://www.manager.co.th/politics, ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖, หน้า ๑.

[๒๙]“กนท. อนุมัติแผนแปรรูป ๒ รัฐวิสาหกิจ กฟผ. ขาย IPO ๑๒ พ.ค.นี้,” ข่าวหน้า ๕, หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันเสาร์-อาทิตย์ที่ ๑๔–๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗, หน้า ๕.

[๓๐]รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ข., “จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง :รัฐบาลบาลเถ้าแก่,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๒.

[๓๑]วรากรณ์ สามโกเศศ, น้ำจิ้มอาหารสมอง รสชาดที่อาจเปลี่ยนคุณค่าชีวิตและความสุข(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, ๒๕๔๔), หน้า ๖๓.

[๓๒]วรากรณ์ สามโกเศศ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๐๓.

[๓๓]Marchiavelli Niccolo, เรื่องเดิม, หน้า ๔๐.

[๓๔]วรากรณ์ สามโกเศศ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๗.

[๓๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๕.

[๓๖]สมัคร สุนทรเวช, ปัญหาและอุปสรรค : รายงานปีที่ ๓ ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ๒๔ กรกฎาคม ๔๖ (กรุงเทพมหานคร: บริษัท เค.พี. พริ้นติ้ง จำกัด, ๒๕๔๖), หน้า คำนำ.

[๓๗]ฤคเวท ก., “ร่วมด้วยช่วยกัน คนในสังคม,” หนังสือพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, ฉบับที่ ๒๑๕ วันที่ ๑๑–๑๔ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๐. ; สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, วารสารพรรคการเมืองสัมพันธ์, ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๔ (กรุงเทพมหานคร: สหายบล๊อกและการพิมพ์, ๒๕๔๗), หน้า ปก.

[๓๘]คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๒.

[๓๙]นวม สงวนทรัพย์ พ.อ., ปรมาจารย์ขงจื๊อ (กรุงเทพมหานคร : จักรานุกุลการพิมพ์, ๒๕๒๐), หน้า ฑ.

[๔๐]Marchiavelli Niccolo, เรื่องเดิม, หน้า ๔๒.

[๔๑]Sartori, Giovanni, “Democracy” in David L. Sills (ed.), International Encyclopedia of The Social Sciences, vol.๓ (New York : Macmillan & Free Press, ๑๙๖๘), หน้า ๑๕๕, อ้างถึงใน คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, การมีส่วนร่วมของมหาชนในการเมืองไทย, เอกสารประกอบการบรรยายวิชา PS ๗๑๒ ศูนย์เอกสารคณะรัฐาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๔, หน้า ๑.

[๔๒]จิรโชค (บรรพต) วีระสัย ข., สภาพสังคมไทย, เอกสารประกอบการสอนวิชา PS ๖๓๙, ๖๗๑ ศูนย์เอกสารคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ม.ป.ป., หน้า ๒๒.

[๔๓]คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๑.

[๔๔]สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์, “จอห์น ล๊อค กับการบริหาร,” Corporate ปีที่ ๒, ฉบับที่ ๒๐ (ธันวาคม ๒๕๔๐–มกราคม ๒๕๔๑), หน้า ๒๐–๒๒, อ้างถึงใน คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์,  เรื่องเดิม, หน้า ๒.

[๔๕]คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๒.

[๔๖]เชิญ ชวิณณ์ ศรีสุวรรณ, “มุมมองเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง”, อ้างถึงใน คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๓.

[๔๗]สุรพันธ์ ทับสุวรรณ์, “Democracy  (ประชาธิปไตย)” ใน สารานุกรมรัฐศาสตร์ (กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๖), หน้า ๑๖–๑๗, อ้างถึงใน คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๓.

[๔๘]Down Anthony, An Economic Theory of Democracy (New York: Harper, ๑๙๕๗), หน้า ๒๓–๒๔, อ้างถึงใน คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๓.

[๔๙]คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๕.

[๕๐]“ชิง อบจ. โคตรโกง : ข่าวหน้าหนึ่ง,” หนังสือพิมพ์แนวหน้า, ประจำวันจันทร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๗,  หน้า ๑.

[๕๑]“บทบรรณาธิการ – การเมือง : อย่าให้คนไม่ซื่อกุมอำนาจ,” หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, ประจำวันอังคารที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๓.

[๕๒]คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๔.

[๕๓]จิรโชค (บรรพต) วีระสัย ข., เรื่องเดิม, หน้า ๒๔–๒๕.

[๕๔]ไสว บุญมา, ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนติน่าถึงไทย? (กรุงเทพมหานคร: เนชั่นมีเดีย กรุ๊ป, ๒๕๔๖), หน้า ๑๙๖.

[๕๕]จิรโชค (บรรพต) วีระสัย ข., เรื่องเดิม, หน้า ๒๕.

[๕๖]จิรโชค (บรรพต) วีระสัย ข., เรื่องเดิม, หน้า ๑๘.

[๕๗]เสาวลักษณ์ สุขวิรัช, PM ๖๐๕ การพัฒนาและการบริหารจัดการ, เอกสารประกอบการบรรยาย ศูนย์เอกสารคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ม.ป.ป., หน้า ๑๓๐.

[๕๘]ฉลอง อัมไพรวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๒–๑๓.

[๕๙]วรากรณ์ สามโกเศศ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๒๒.

[๖๐]เซี่ยงเส้าหลง ข., “ข่าวปนคน คนปนข่าว,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันอังคารที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๖.

[๖๑]จุฑา เทียนไทย, การจัดการและพฤติกรรมองค์การ : รีเอ็นจิเนียริ่งกับสังคมไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๓, หน้า ๔๒.

[๖๒]สมพงษ์ จิตรระดับ, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, ข่าวประจำวันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๖,  อ้างถึงใน ยอดรัก ตวันรอน, “ทุกวันนี้มีแต่พาลสันดานหยาบ ประพฤติบาปไปเสียสิ้นแผ่นดินกระฉ่อน : ในป่าดงของสัตว์ป่าคนไทยจะอยู่กันยังไง?”, หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันจันทร์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๗, หน้า ๘.

[๖๓]วรากรณ์ สามโกเศศ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๒๓.

[๖๔]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๘.

[๖๕]คณาจารย์ คณะรัฐศาสตร์, เรื่องเดิม, หน้า ๕.

[๖๖]“ข่าวเศรษฐกิจ : ล่ารายชื่อ ‘ประชาชน’ ค้านแปรรูป ไพ่ใบสุดท้ายต้านขาย ‘รัฐวิสาหกิจ’,” หนังสือพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, ฉบับที่ ๒๒๐ วันที่ ๒๙–๓๑ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๒๘.

[๖๗]ฉลอง อัมไพรวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า ๘–๑๘.

[๖๘]ฉลอง อัมไพรวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๐๖–๑๐๗.

[๖๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๘.

[๗๐]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๓.

[๗๑]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๘.

[๗๒]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๗.

[๗๓]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๑–๗๒.

[๗๔]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙.

[๗๕]เซี่ยงเส้าหลง ข., เรื่องเดิม, หน้า ๑๖.

[๗๖]อรอนงค์ เปรมะสกุล, PS ๖๙๑ สัมมนาประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและการปกครองไทย, เอกสารประกอบ-การบรรยายหมายเลข ๑๓๗, ศูนย์เอกสารคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๖, หน้า ๑๑๖.

[๗๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๐.

[๗๘]ยุค ศรีอาริยะ, เรื่องเดิม, หน้า ๒๔๘.

[๗๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๔๙.

[๘๐]เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[๘๑]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๕๐.

[๘๒]ยุค ศรีอาริยะ, เรื่องเดิม, หน้า ๒๕๐.

                        [๘๓]“ตะกร้าข่าว: ทางลัดสู่ภาคใต้..เพื่อใคร? คำถามที่ยังคลุมเครือ,” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันจันทร์ที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๒.

[๘๔]ยุค ศรีอาริยะ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๖๓.

[๘๕]เซี่ยงเส้าหลง ข., เรื่องเดิม, หน้า ๑๖.

[๘๖]เสถียร หอมขจร และคนอื่นๆ, PS ๒๙๐ ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๕ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๐), หน้า ๑.

[๘๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒-๙.

[๘๘]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓–๒๗.

[๘๙]เรื่องเดียวกัน,หน้า ๓๑–๓๔.

[๙๐]เสถียร หอมขจร และคนอื่นๆ, เรื่องเดิม, หน้า ๔๓.

[๙๑]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๗.

[๙๒]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๒.

[๙๓]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๕.

[๙๔]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๗.

[๙๕]เสถียร หอมขจร และคนอื่นๆ, เรื่องเดิม, หน้า ๘๑.

[๙๖]เซี่ยงเส้าหลง ข., เรื่องเดิม, หน้า ๑๖.

[๙๗]เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[๙๘]เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[๙๙]เสถียร หอมขจร และคนอื่นๆ, เรื่องเดิม, หน้า ๘๕.

[๑๐๐]เสถียร หอมขจร และคนอื่นๆ, เรื่องเดิม, หน้า ๘๘.

[๑๐๑]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๗.

[๑๐๒]ไชยวัฒน์ ค้ำชู และคนอื่นๆ, แปลและเรียบเรียง, Good Governance : ธรรมาภิบาล, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์น้ำฝน, ๒๕๔๕), หน้า ๓๓๖.

[๑๐๓]เสถียร หอมขจร และคนอื่นๆ, เรื่องเดิม, หน้า ๙๗.

[๑๐๔]สิทธิพันธ์ พุทธหุน ข., PS ๓๙๐ ทฤษฎีการเมืองและจริยธรรม ๓, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๕), หน้า ๖๑.

[๑๐๕]ฉลอง อัมไพรวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า ๔.

[๑๐๖]ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ, การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์คซ์, (กรุงเทพมหานคร: ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน, ๒๕๔๓), หน้า ๑๕๕.

[๑๐๗]ดนัย ไชยโยธา, เรื่องเดิม, หน้า ๓๓๓–๓๓๕.

[๑๐๘]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔.; ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, เรื่องเดิม, หน้า ๓๐.

[๑๐๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓๕.

[๑๑๐]ดนัย ไชยโยธา, เรื่องเดิม, หน้า ๓๒๗.

[๑๑๑]เซี่ยงเส้าหลง จ., “ข่าวปนคน คนปนข่าว,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันพฤหัสบดีที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๕.

[๑๑๒]ดนัย ไชยโยธา, เรื่องเดิม, หน้า ๗๘–๘๒.

ทศพิธราชธรรม ๑๐ ได้แก่ ๑) การให้ (ทาน) ๒) การตั้งอยู่ในศีล (สีละ) ๓) การบริจาค (ปริจจาคะ) ๔) ความซื่อตรง (อาชชวะ) ๕) ความอ่อนโยน (มัททวะ) ๖) ความมีตบะ (ตะปะ) ๗) ความไม่โกรธ (อักโกธะ) ๘) ความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) ๙) ความอดทน (ขันติ) ๑๐) ความไม่คลาดธรรม (อวิโรธนะ)

[๑๑๓]เซี่ยงเส้าหลง จ., เรื่องเดิม, หน้า ๑๕.

[๑๑๔]ปรีชา ช้างขวัญยืน, ความคิดทางการเมืองของท่านพุทธทาสภิกขุ (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หน้า ๓๔.

[๑๑๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๒.

[๑๑๖]เซี่ยงเส้าหลง จ., เรื่องเดิม, หน้า ๑๕.

[๑๑๗]สิทธิพันธ์ พุทธหุน ข., เรื่องเดิม, หน้า ๙๔–๙๕.

[๑๑๘]สิทธิพันธ์ พุทธหุน ข., เรื่องเดิม, หน้า ๙๕–๙๖.

[๑๑๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๘–๑๐๙.

[๑๒๐]อรอนงค์ เปรมะสกุล, PS ๖๙๑ สัมมนาประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไทย, เอกสารประกอบการบรรยายหมายเลข ๑๓๗, ศูนย์เอกสารคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๖, หน้า ๑๖๐.

[๑๒๑]ปรีชา ช้างขวัญยืน, เรื่องเดิม, หน้า ๓๘.

[๑๒๒]วรากรณ์ สามโกเศศ, เรื่องเดิม, หน้า ๗๑.

[๑๒๓]ดนัย ไชยโยธา, เรื่องเดิม, หน้า ๒๘๔–๒๘๖.

สัปปุริสธรรม ๗ หมายถึง ธรรมของคนดีหรือคุณสมบัติของคนดี หรือธรรมที่จะให้คนเป็นสัตบุรุษ มี ๗ ประการ คือ ๑) ธัมมัญญุตา คือความเป็นผู้รู้จักเหตุ หรือรู้จักต้นเหตุที่ก่อให้เกิดผล  ๒) อัตถัญญุตา คือความเป็นผู้รู้จักผลที่เกิดจากเหตุ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ผลอย่างนี้หรือสถานการณ์อย่างนี้ เกิดจากอะไร  ๓) อัตตัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักตน ตรงความเป็นจริง ไม่ว่าฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความสามารถ ความถนัดและคุณธรรม เป็นต้น  ๔) มัตตัญญุตา เป็นความรู้จักความพอเหมาะพอควร รู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัย ๔ นั่นเอง  ๕) กาลัญญุตา คือความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันเหมาะสมและพึงใช้เวลาอย่างรู้เท่าทันกับภารกิจ  ๖) ปริสัญญุตา คือความรู้จักชุมชน สถานที่ หรือท้องถิ่นนั้นๆ อย่างรู้กาละเทศะ  ๗) ปุคคลปโรปรัญญุตา  คือความรู้จักบุคคล รู้จักเลือกคบ เคารพนับถือ เชื่อถือหรือคบหาบุคคลอย่างเหมาะสม ไม่ล่วงละเมิดใครอย่างไร้สติ เป็นต้น

[๑๒๔]อุทัย พิมพ์ใจชน, ประธานรัฐสภา ได้ยกมากล่าวมาในการเปิดงานสัมมนาเรื่อง “รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ กับการปฏิบัติงานของระบบรัฐสภา,” โดยถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗, เวลา ๐๙.๐๐ น.

[๑๒๕]สุขสันต์ วิเวกเมธากร ข., แปลและเรียบเรียง, ๑๐ ยอดผู้นำแผ่นดินจีน (กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์, ๒๕๓๓), หน้า ๑๑–๑๘.

[๑๒๖]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘.

[๑๒๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙.

[๑๒๘]นวม สงวนทรัพย์ พ.อ., ปรมาจารย์ขงจื๊อ, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร: จักรานุกุลการพิมพ์, ๒๕๒๐), หน้า ๑๑.

[๑๒๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖.

[๑๓๐]สุขสันต์ วิเวกเมธากร ข., เรื่องเดิม, หน้า ๓๗.

[๑๓๑]เรื่องเดียวกัน,  หน้า ๓๑.

[๑๓๒]เรื่องเดียวกัน,  หน้า ๑๐๗.

[๑๓๓]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๒–๙๕.

[๑๓๔]เรื่องเดียวกัน,  หน้า ๑๑๓.

[๑๓๕]สุขสันต์ วิเวกเมธากร ข., เรื่องเดิม, หน้า ๑๑๖.

[๑๓๖]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๑.

[๑๓๗]เรื่องเดียวกัน,  หน้า ๑๓๘.

[๑๓๘]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๓.

[๑๓๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๔.

[๑๔๐]เซี่ยงเส้าหลง ค., “ข่าวปนคน คนปนข่าว,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันจันทร์ที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๖.

[๑๔๑]สิริอัญญา, “ผู้ว่าฯ กทม. …เอาไงดี? : ข้างประชาราษฎร์,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันจันทร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗, หน้า ๙.

[๑๔๒]มนตรี แสนสุข, ผู้เรียบเรียง, คนดีไม่มีเสื่อม มั่นคง ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, พิมพ์ครั้งที่ ๔ (กรุงเทพมหานคร: อนิเมท กรุ๊ป, ๒๕๔๖), หน้า ๒๘๕.

[๑๔๓]เรื่องเดียวกัน,  หน้า ๒๘๖.

[๑๔๔]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๓๔-๒๓๕.

[๑๔๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๓๕.

[๑๔๖]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙๐.

[๑๔๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙๑.

[๑๔๘]มนตรี แสนสุข, เรื่องเดิม, หน้า ๒๐๕.

[๑๔๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๒๕.

[๑๕๐]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๕๐.

[๑๕๑]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๕๑.

[๑๕๒]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๓๒.

[๑๕๓]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๕๓.

[๑๕๔]มนตรี แสนสุข, เรื่องเดิม, หน้า ๒๕๓–๒๕๔.

[๑๕๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๕๕.

[๑๕๖]เสาวลักษณ์ สุขวิรัช, เรื่องเดิม, หน้า ๑๔–๑๕.

[๑๕๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖.

[๑๕๘]เสาวลักษณ์ สุขวิรัช, เรื่องเดิม, หน้า ๑๘–๑๙.

[๑๕๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๖.

[๑๖๐]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๘–๑๓๙.

[๑๖๑]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ก., ถึงเวลา มารื้อปรับระบบพัฒนาคนกันใหม่ (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๓), หน้า อนุโมทนา.

[๑๖๒]ดนัย ไชยโยธา, เรื่องเดิม, หน้า ๓๖๖.

[๑๖๓]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๒๑–๓๒๓.

[๑๖๔]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ค., เรื่องเดิม, หน้า ๗๖.

[๑๖๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๐–๘๑.

[๑๖๖]มนตรี แสนสุข, เรื่องเดิม, หน้า คำนำผู้เขียน.

[๑๖๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๔๙.

[๑๖๘]เรื่องเดียวกัน,  หน้า ๒๘๕.

[๑๖๙]ปรีชา ช้างขวัญยืน, เรื่องเดิม, หน้า ๑๓๔.

[๑๗๐]ประชา หุตานุวัตร, การเมืองสีเขียว, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กังหัน, ๒๕๔๔), หน้า ๑๖.

[๑๗๑]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘–๑๙.

[๑๗๒]เสาวลักษณ์ สุขวิรัช, เรื่องเดิม, หน้า ๕๓.

[๑๗๓]เสาวลักษณ์ สุขวิรัช, เรื่องเดิม, หน้า ๕๔.

[๑๗๔]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๔-๕๕.

[๑๗๕]เรื่องเดียวกัน,หน้า ๒๐–๒๒.

[๑๗๖]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๒–๒๔

[๑๗๗]ไพศาล สุริยะวงศ์ไพศาล ก., “คิดที่แตกต่าง : สร้างดุลยภาพในการพัฒนา,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์, ฉบับที่ ๙๐๓ วันที่ ๒๒–๒๘ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า A ๑๐.

[๑๗๘]เสาวลักษณ์ สุขวิรัช, เรื่องเดิม, หน้า ๖๑.

[๑๗๙]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ค., เรื่องเดิม, หน้า ๔๘.

[๑๘๐]ประชา หุตานุวัตร, เรื่องเดิม, หน้า ๗๔.

[๑๘๑]ประชา หุตานุวัตร, เรื่องเดิม, หน้า ๘๐–๘๑.

[๑๘๒]ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๔.

[๑๘๓]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔.

[๑๘๔]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓–๑๔.

[๑๘๕]ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, เรื่องเดิม, หน้า ๒๑–๒๔.

[๑๘๖]ไพศาล สุริยะวงศ์ไพศาล ข., “คิดที่แตกต่าง : ชุมชนเข้มแข็งคือ ภูมิคุ้มกันระบบทุนนิยม,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการราบสัปดาห์, ฉบับที่ ๙๑๒ วันที่ ๒๔–๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗, หน้า A ๑๑.

[๑๘๗]ปรีชา ช้างขวัญยืน, เรื่องเดิม, หน้า ๑.

[๑๘๘]ปรีชา ช้างขวัญยืน, เรื่องเดิม, หน้า ๕๘–๕๙.

[๑๘๙] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๒–๖๗.

[๑๙๐]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ค., เรื่องเดิม, หน้า ๗๕.

[๑๙๑]ธานี ลิ้ม, “ศีล-สมาธิ-ปัญญา ข้อมูล-ข่าวสาร-ความรู้ : ตะวันออกที่ท่าพระอาทิตย์,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์, ฉบับที่ ๙๐๓ วันที่ ๒๒–๒๘ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า A๑๐.

[๑๙๒]สนธิ์ บางยี่ขัน ค., PS ๔๕๐ (S) การวิเคราะห์องค์การ : ทฤษฎีองค์การและพฤติกรรม(กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๙), หน้า ๕๖.

[๑๙๓]สนธิ์ บางยี่ขัน ค., เรื่องเดิม, หน้า ๑๐–๑๑.

[๑๙๔]รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ก., คู่มือการเมืองไทย (กรุงเทพมหานคร: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, ๒๕๔๔), หน้า ๑๖๖.

[๑๙๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๑๖.

[๑๙๖]“มองนโยบาย…ชูวิทย์ ‘เสี่ยกระเป๋าตุง’ – การุณ ‘คนประเป๋าแฟบ’ : ศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, ประจำวันจันทร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๕.

[๑๙๗]ฤคเวท ข., “ร่วมด้วยช่วยกัน คนในสังคม,” หนังสือพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, ประจำวันที่ ๒๗–๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗, หน้า ๑๐.

[๑๙๘]รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๑๖๕–๑๖๘.

[๑๙๙]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๑๓.

[๒๐๐]เรื่องเดียวกัน, เรื่องเดิม, หน้า ๑๔.

[๒๐๑]ดำรง ลัทธพิพัฒน์, การเมืองท้องถิ่นกับการพัฒนาประเทศไทย, เอกสารประกอบความรู้ในการประชุม สทท. ครั้งที่ ๖. อ้างถึงใน สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๒๓.

[๒๐๒]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๗๓.

[๒๐๓]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๒๓.

[๒๐๔]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๔-๒๕.

[๒๐๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๗.

[๒๐๖]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.

[๒๐๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๕.

[๒๐๘]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๙–๔๐.

[๒๐๙]ปรีชา ช้างขวัญยืน, เรื่องเดิม, หน้า ๑๔๗.

[๒๑๐]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๑๔๘–๑๔๙.

[๒๑๑]ทิพาพร พิมพิสุทธิ์, PS ๗๑๑ การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ : การประเมินผลและการยุตินโยบาย (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๕), หน้า ๑-๒.

[๒๑๒]ไพศาล สุริยะวงศ์ไพศาล ค., “คิดที่แตกต่าง : กระบวนการนโยบายสาธารณะ,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์, ฉบับที่ ๙๑๓ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม–๖ มิถุนายน ๒๕๔๗, หน้า A ๑๐.

[๒๑๓]ทิพาพร พิมพิสุทธิ์, เรื่องเดิม, หน้า ๑๑. ; พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๑.

[๒๑๔]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๔.

[๒๑๕]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า๔.

[๒๑๖]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๑๖๙.

[๒๑๗]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๕.

[๒๑๘]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๔.

[๒๑๙]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๑-๒.

[๒๒๐]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒.

[๒๒๑]เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[๒๒๒]ทิพาพร พิมพิสุทธิ์, เรื่องเดิม, หน้า ๓.

[๒๒๓]ทิพาพร พิมพิสุทธิ์, เรื่องเดิม, หน้า ๓.

[๒๒๔]เรื่องเดียวกัน,หน้า ๓.

[๒๒๕]รุจิรา เตชางกูร และสุรพันธ์ ทับสุวรรณ์, PS ๒๐๒ หลักรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง, ครั้งที่ ๑๐ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๕), หน้า ๖๗.

[๒๒๖]ทิพาพร พิมพิสุทธิ์, เรื่องเดิม, หน้า ๔.

[๒๒๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕.

[๒๒๘]ทิพาพร พิมพิสุทธิ์, เรื่องเดิม, หน้า ๘.

[๒๒๙]ทิพาพร พิมพิสุทธิ์, เรื่องเดิม, หน้า ๘-๙.

[๒๓๐]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๒๐๓.

[๒๓๑]ทิพาพร พิมพิสุทธิ์, เรื่องเดิม, หน้า ๑๙.

[๒๓๒]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๐.

[๒๓๓]เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[๒๓๔]รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๓๔๕–๓๕๒.

[๒๓๕]รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ก., เรื่องเดิม, หน้า คำนำ.

[๒๓๖]ฉลอง อัมไพรวรรณ,  เรื่องเดิม, หน้า ๔๗.

[๒๓๗]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๕-๙๙.

[๒๓๘]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓.

[๒๓๙]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๑-๒๒.

บทที่ ๓

ประเด็นปัญหาและอุปสรรค (Problems and Public Agenda)

 

ประวัติศาสตร์ของชาติไทยเราย่อมเป็นที่ประจักษ์และทราบกันดีมานานแล้วว่า ได้เริ่มมีการนำหลักการการกระจายอำนาจมาใช้ เพื่อให้ประชาชนปกครองตนเองในท้องถิ่น ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โดยการจัดตั้งเป็นรูปแบบ “สุขาภิบาล” ซึ่งต่อมาคณะราษฎร์ได้พัฒนาเป็นแบบ “เทศบาล” อันมีมายาวนานมากว่า ๖๙ ปีแล้ว[๑] และยังได้จัดให้มีการปกครองแบบพิเศษขึ้น โดยออกเป็นประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๔ และ ๒๕ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๑๔ ซึ่งรวมจังหวัดพระนครและธนบุรีเป็น “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” และเปลี่ยนชื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร” มาจนถึงปัจจุบัน อันเป็นผลตามพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๘[๒]

ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการบริหารโดยตรง ซึ่งจะเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน และเป็นตัวอย่างของการปกครองท้องถิ่นโดยประชาชนของท้องถิ่นเอง เพราะกรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรงตั้งแต่เกิดจนตาย

อย่างไรก็ดี การบริหารและบริการสาธารณะดังกล่าวที่มีมาจนถึงบัดนี้ ปัญหากลับเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวันจนเข้าขั้นวิกฤติ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาทั้งใหม่และเก่าสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะยกระดับทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรชาวกรุงเทพมหานครให้มีคุณภาพดีขึ้น เพราะมีการปรับปรุงระเบียบการบริหารจัดการดังกล่าวค่อนข้างชัดเจน

ซึ่งแม้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๕ ที่มีมาแล้วหลายครั้งหลายวาระ และก็ไปเลือกได้ ผู้ว่าฯ กทม. มาก็หลายคนแล้ว โดยแต่ละคนต่างก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ของตนที่นำเสนอ เพื่อพลิกฟื้นสภาพคุณภาพชีวิตของชาว กทม. ให้มีความผาสุก อยู่ดีกินดีต่างๆ นานา แต่ก็ล้มเหลวมาโดยตลอด โดยคำมั่นสัญญานั้นๆ กลับเป็นได้แค่ลมปากที่ไร้ซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ขณะที่ปัญหาหลักๆ ก็ยังคงปรากฏมีอยู่และเกิดเพิ่มขึ้นตามมาอีกมากมายจวบจนวินาทีนี้

ปัญหาและอุปสรรคของกรุงเทพมหานครในความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่เป็นไปในส่วนของรัฐบาลกลางในภาพรวม กล่าวคือ ปัญหาและอุปสรรคหลักๆ มักมาจากความอ่อนด้อยในด้านการศึกษาและการเรียนรู้ของประชาชนโดยรวม เช่น การไม่สนใจและเอาใจใส่ หรือมีทัศนคติที่ขาดซึ่งศรัทธาความน่าเชื่อถือ หรือการไม่ใส่ใจต่อการเรียนรู้ถึงซึ่งความเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี่ เป็นต้น

อันเป็นเหตุที่ส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปอย่างล่าช้า ประกอบกับการติดขัดด้วยระเบียบข้อบังคับของระบบราชการ ที่ข้าราชการมีพฤติกรรมที่มักแอบอ้างแต่กฎระเบียบ โดยเพิ่มความเข้มงวดกวดขันจนเกินควร และมีกระบวนการที่สร้างเงื่อนไขกับขั้นตอนภาคปฏิบัติที่สลับซับซ้อน อันขาดซึ่งความรับผิดชอบและขาดการกระจายอำนาจที่เปิดกว้าง หรือมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างจริงจังอีกด้วย ส่งผลทำให้ประชาชนโดยทั่วไป จึงขาดซึ่งการตื่นตัวในด้านการมีส่วนร่วมในทางการเมืองและการปกครองไปโดยปริยาย

นอกจากนั้น การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในนโยบายสาธารณะทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองในอดีตมักครอบงำและปิดกั้นมานาน โดยต่างจะแอบอ้างแต่วิธีการที่เป็นแนวคิดของฝ่ายตะวันตกหรือต่างชาติแบบซ้ำๆ ซากๆ ซึ่งไม่สร้างสรรค์และไม่สอดคล้องต่อวิถีชีวิตที่เป็นจริงของคนไทยทั้งมวล จนประชาชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องจำยอมยอมรับในกฎกติกาต่างๆ ที่ภาครัฐเป็นผู้ชี้นำและกำหนด โดยราษฎรไม่มีส่วนร่วมตามสมควรและไม่อาจปฏิเสธหรือตอบโต้ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่ของกฎหมายที่บัญญัติให้ประชาชนทุกคนต้องรับรู้และปฏิบัติตามอย่างไร้ข้อแม้ ซึ่งเป็นหลักนิติรัฐ (Rule of Law) ที่ถือปฏิบัติเป็นหลักการในการปกครอง โดยในความเป็นจริงแล้ว เป็นสิ่งที่ประชาชนเกือบทุกคน หรือแม้กระทั่งนักกฎหมายเองก็คงจะไม่ทราบว่า กฎหมายบ้านเมืองนั้น มีกี่มาตรา มีรายละเอียด หรือมีความหมายว่าเป็นเช่นไร หรือมีอะไรบ้าง และมีวัตถุประสงค์เพื่อใคร อย่างไรจริงๆ ทั้งนี้ เพราะระบบกฎหมายไม่ได้เป็นไปตามหลักการตามธรรมชาติหรือเพื่อความยุติธรรมที่จริงจัง แต่เป็นไปเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด หรือเป็นการป้องปรามเมื่อเหตุเกิดและมีปัญหาเกิดขึ้นมาแล้ว

สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ อำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘ มีการระบุให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะรวม ๒๗ ประการนั้น ผู้ว่าฯ กทม. และสภานิติบัญญัติ กทม. ที่แล้วมา ยังไม่ได้ดำเนินการให้มีผลในเชิงปฏิบัติการได้ครบถ้วนเลย จนมีการกำหนดและเพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยมีรายละเอียดที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๘ ของพระราชบัญญัติการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒[๓] เพื่อตอกย้ำถึงอำนาจหน้าที่โดยตรงขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่กรุงเทพมหานคร จะต้องยึดถือเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ด้วยเช่นกัน

โดยต่อมายังมีแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๓[๔] ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๔ มาแล้ว โดยมีสาระที่เป็นหลักการสำคัญอยู่ ๓ ประการ ที่สมควรนำมากล่าวอ้าง ณ ที่นี้ กล่าวคือ

๑. หลักแห่งความเป็นอิสระขององค์กรปกครองท้องถิ่น คือ การคำนึงถึงโอกาสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายที่เป็นแนววิธีการของตนเองอย่างแท้จริง

๒. หลักของความสัมพันธ์ของการบริหารราชการแผ่นดินที่จะต้องปรับบทบาทระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น หรือระหว่างองค์กรส่วนท้องถิ่นที่ต่างท้องที่กันให้สอดประสานซึ่งกันและกัน โดยฝ่ายรัฐบาลจะมีหน้าที่หลักด้วยการเป็นผู้กำกับการและดูแลการดำเนินงานให้เรียบร้อย และ

๓. เป็นหลักการบริหารที่จะต้องมีประสิทธิภาพ โดยให้มีคุณภาพที่ได้มาตรฐานระดับหนึ่ง ซึ่งจะต้องไม่ด้อยไปกว่าเดิมที่เคยมีการดำเนินการโดยส่วนกลางมาแต่เนิ่นนานแล้ว

ทั้งนี้ จักต้องเร่งพัฒนาการ และส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม สนับสนุนและตรวจสอบการบริหารจัดการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง[๕] โดยมีนัยของการเมืองการปกครองของประเทศนี้ ที่พอสรุปได้ว่า การเมืองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทยเรานั้น มีความเป็นไปตามกฎหมายและสภาพข้อเท็จจริง คือดังนี้

๑. เป็นลักษณะการปกครองหรือการบริหารจัดการท้องถิ่น ที่กำหนดภายใต้รูปแบบการปกครองของประเทศ ซึ่งเป็นอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้

๒. เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมาย โดยมีพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันโดยมีการจัดแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ

(ก) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง อันได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง และกรมกองต่างๆ

(ข) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค อันได้แก่ จังหวัด และอำเภอต่างๆ และ

(ค) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล

เมืองพัทยาและกรุงเทพมหานคร

๓.   มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ไปดำเนินการบริการกับประชาชน เพื่อร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าตามขีดความสามารถ ทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณของท้องถิ่นนั้นๆ

๔. มีสมาชิกสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะผู้บริหาร ยกเว้นในส่วนของกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ที่มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนที่มีลักษณะเป็นเชิงการเมืองโดยตรงด้วย

๕. เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง จังหวัดและอำเภอตามลำดับ

ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุถึงซึ่งเจตนารมณ์อย่างแท้จริง โดยสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งสามารถดำเนินการต่างๆ ที่จะทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญก้าวหน้าได้[๖]

อย่างไรก็ดี ปัญหาและอุปสรรคของกรุงเทพมหานครยังต้องมีอยู่แน่ๆ และจะมีอีกตลอดเวลาอย่างไม่สิ้นสุด และไม่ว่าจะมียุทธศาสตร์การแก้ปัญหามากหรือน้อยดังที่ศึกษา ณ ที่นี้ ก็มิอาจที่จะแก้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงได้อย่างบริบูรณ์ แต่จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชากรชาว กทม. ได้ระดับหนึ่ง และสามารถลดปัญหาที่จะบังเกิดขึ้นตามมาอีกระดับหนึ่ง

โดยไม่มากก็น้อยในอันที่จะเป็นยุทธการที่จะปลดเปลื้องความทุกข์ร้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เช่นปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ โดยการทบทวนข้อประเด็นปัญหาเดิมๆ กับสถานการณ์ที่มีปรากฏอยู่มาวิเคราะห์วิจัย ซึ่งเป็นประจักษ์พยานหรือเป็นประสบการณ์ที่แท้จริงของชาวกรุงเทพมหานคร ที่จำต้องยอมรับชะตากรรมมาแต่อ้อนแต่ออก และเนิ่นนานมานับได้ก็หลายทศวรรษทีเดียว

ซึ่ง ณ ที่นี้ ก็เพื่อสรรค์สร้างความคิดริเริ่มแนวใหม่ๆ ที่จะเป็นไปได้หรือสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาของ กทม. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเป็นแนวยุทธศาสตร์ของ ผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาดำรงตำแหน่งเป็นคนต่อไปภายในปี ๒๕๔๗ นี้ ด้วยหวังว่า การแก้ปัญหาต่างๆ นานา จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประชาให้เบาบางลงได้อย่างทั่วถึงต่อไป โดยการนำและยึดถือแนวความคิดแห่งยุทธศาสตร์เหล่านี้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เป็นจริงให้ได้

เนื่องจาก การตราพระราชบัญญัติแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๓ ที่เน้นการกระจายอำนาจการจัดการบริการสาธารณะสู่ท้องถิ่นก็มีผลบังคับใช้แล้ว โดยรัฐบาลจะต้องถ่ายโอนภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรับไปดำเนินการเองอย่างมีเอกภาพ พร้อมๆ กับการถ่ายโอนงบประมาณแผ่นดินและบุคคลกรตามที่กำหนดอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ กรุงเทพมหานครจึงสามารถจะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการภารกิจทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะหรือให้สอดคล้องต้องตามความต้องการของประชากรในท้องถิ่นตนเองได้อย่างเต็มกำลัง

ทั้งนี้ โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ก็จะนำมาซึ่งการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น เพื่อความเป็นเอกภาพในด้านการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรมและเที่ยงธรรมสืบไป อีกทั้งให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ก็หมายถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวในบริบทข้างต้นทั้งสิ้น

จึงเป็นไปได้ว่า ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานครที่กำลังศึกษาอยู่นี้ จะสามารถเป็นคัมภีร์ในการชี้นำผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ที่จะต้องปฏิบัติและรับผิดชอบในการดำเนินการให้เป็นไปตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อันเป็นกรอบแนวความคิดที่เป็นหลักการเบื้องต้น แต่ลึกซึ้งในรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักจริยธรรมตามคำสอนแห่งพระพุทธธรรม เฉกเช่น พรหมวิหาร ๔ และอิทธิบาท ๔ ตลอดจนมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นสัจธรรมอันจะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้

ทั้งนี้ โดยสามารถนำมาพิจารณาประยุกต์ใช้ ตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาจากมหาชน เพื่อการบรรเทาทุกข์บำรุงสุขให้แก่ชาวกรุงเทพมหานครตามบริบทนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยในท้ายที่สุด จักต้องสร้างสรรค์กรุงเทพมหานครให้สามารถที่จะพัฒนาและให้มีความเจริญรุ่งเรืองตามเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมได้สืบไป

 

ปัญหาขั้นมูลฐาน ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไข (Non-Dissolved Public Agenda)

ปัญหาของกรุงเทพมหานครที่ยังค้างคามากมาย ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ประชาชนชาว กทม. ต่างรอคอยความหวังที่จะให้มีการแก้ไขให้ลุล่วงไป เพื่อคุณภาพในวิถีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะกล่าวหรือทำการศึกษาให้ครบถ้วน หรือทำการศึกษาให้ได้ความกระจ่างแจ้งทั้งหมดทั้งสิ้นในที่นี้ ดังนั้น การศึกษาในกรณีนี้ จะนำเสนอปัญหาหลักๆ ที่สำคัญมากๆ โดยการนำมาเป็นหน่วยของการศึกษา และเป็นกรอบของการศึกษาในการวิเคราะห์วิจัย เพื่อให้เป็นแผนในการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานครอย่างมีเหตุผลและมีระบบระเบียบแบบแผนเป็นลำดับไป ส่วนปัญหาต่างๆ ที่ควรกล่าวถึง พอสรุปได้คร่าวๆ เป็นดังต่อไปนี้ กล่าวคือ

ปัญหาผังเมือง (City Planning) ที่ยังขาดความเป็นเอกภาพ (Integrity) ในการวางผังเมือง เพราะไม่ได้เน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อย (Uniformity) มาแต่แรกเริ่ม และขาดการจัดสรรที่ดิน (Land Allocation) อย่างเที่ยงธรรม แม้ในส่วนที่เป็นของทางราชการ นอกจากนี้ ปัญหาการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนต่างๆ มักมีปัญหาการกระทำที่ผิด พ.ร.บ. อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอาคารสูงๆ ที่ก่อสร้างติดถนน คลอง ลำลางต่างๆ ขาดการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ชัดแจ้งในการกำกับดูแล การอนุญาตการก่อสร้างและกวดขันการใช้พื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น การสร้างอาคารแคบๆ บนพื้นที่ข้างทางรถไฟ ทางเดินรถในตรอกซอกซอย หรือข้างหนองคลองบึงต่างๆ จนรุกล้ำแนวเขตพื้นที่สาธารณะ หรือไม่มีพื้นที่ทางเท้าพอเพียงสำหรับการเดินสัญจร หรือกีดขวางทางเลี้ยวรถที่เป็นทางเข้าออกระหว่างบริเวณอาคารกับถนน สำหรับการเลี้ยวรถที่จะวิ่งได้อย่างสะดวกและปลอดภัย เป็นต้น

การพิจารณาการวางผังเมืองที่แล้วมา เป็นการบริหารจัดการ และการปฏิบัติงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ เพราะขาดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ไม่มีการวางแผนเพื่ออนาคตแม้แต่น้อย ตัวอย่างเห็นได้ชัด คือ การอนุญาตให้มีสถานีซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าลอยฟ้า บี.ที.เอส.  (B.T.S.) ไว้ที่ใจกลางเมืองที่ตลาดหมอชิตเก่า ถนนพหลโยธิน และรถไฟฟ้าใต้ดิน “รัชมงคล” ร.ฟ.ม. ให้ตั้งอยู่ข้างศูนย์วัฒนธรรมหรือกระทรวงวัฒนธรรม ถนนพระราม ๙ ตัดกับถนนเทียมร่วมมิตร อันเป็นเขตพื้นที่ชั้นในของเมืองหลวงปัจจุบัน ซึ่งในความเป็นจริง สมควรที่จะให้ก่อสร้างรวมศูนย์ไว้นอกเมือง หรือเขตชานเมือง เช่น เขตหนองจอก กทม. หรืออำเภอรังสิต จังหวัดปทุมธานี เป็นต้น

 

ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน (Land Ownership) ซึ่งมีคนรวยถือครองมากเกินกว่าเหตุ ทำให้การใช้และถือครองที่ดินขาดการควบคุมที่เข้มงวด ซึ่งนำไปสู่การปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง โดยไม่ได้ใช้ทำให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า ทั้งยังรกรุงรังและไม่น่าชวนชม จนเกิดเป็นชุมชนแออัดทั่วไป

 

ปัญหาการใช้สอยสาธารณูปโภคสาธารณูปการ (Public Utilities) ที่ไม่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น การปล่อยให้มีการขายของ (Peddlers and Stalls) บนฟุตปาทหรือทางเท้า (Foot Paths) จนไม่มีทางเดินสัญจร การขับขี่รถตามใจชอบ การจอดรถข้างถนนในที่ต้องห้าม (Prohibited Areas) และไม่มีระเบียบวินัย (Without Disciplinary) ในการขับขี่สัญจร แม้การปลูกต้นไม้ก็ไม่สร้างสรรค์และไร้ร่มเงาร่มเย็น (Cool Shading) ให้สมตามเจตนารมณ์ ตลอดจนการบริการสาธารณะ (Public Facilities) ที่ไม่ถูกใจประชาชนและไม่ทั่วถึงอีกด้วย

 

ปัญหาการจัดระเบียบ (Reform) ชุมชนแออัด (Slums) ยังล่าช้าและไม่ถูกต้องตรงประเด็นปัญหา เพราะขาดการดูแล การเอาใจใส่และการแก้ไขให้ลุล่วงด้วยดีอย่างสมเหตุสมผล และไร้ซึ่งมนุษยธรรมด้วยการขับไล่ในรูปแบบต่างๆ แม้การเผาบ้านในชุมชนแออัด เพื่อขับไล่ที่ก็ปรากฏมีอยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนสิ้นดี ถึงแม้จะมีโครงการ “บ้านเอื้ออาทร” ของรัฐบาลปัจจุบัน แต่ก็เป็นการเอื้อต่อบุคคลภายนอกพื้นที่ชุมชนมากกว่า เพราะในความเป็นจริง กลุ่มชนในชุมชนคือผู้ยากไร้จริงๆ ซึ่งไม่ได้มีกำลังทรัพย์พอเพียงในการจับจองบ้านดังกล่าวได้เลย อีกทั้งเจตนารมณ์ก็ไม่ตรงกับความต้องการของประชากรในชุมชนอีกต่างหาก

 

ปัญหาระบบการจราจรที่จลาจล (Confused Traffic System) เพราะรถติด (Car Congested) แถมอุดมด้วยควันพิษ (Air Polluted) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนทั้งหลาย โดยแม้จะมีมาตรการที่เมื่อคิดจะห้ามก็ห้าม หรือคิดจะปล่อยก็ปล่อยอย่างไร้กฎเกณฑ์ (Lawlessness) และไร้ระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน ซึ่งขาดมาตรการที่ชัดแจ้งในการวางแผนการแก้ไข

เพราะแม้จะมี ๑๖ มาตรการที่มีการนำมาใช้ดำเนินการก็สูญเปล่าและไร้ผล ยังกลับกลายเป็นประเด็นปัญหาใหม่ให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเป็นช่องทางใหม่ให้มีการรีดไถ (Extort) ของเจ้าหน้าที่มากขึ้น และสร้างความเดือดร้อนเพิ่มทวีคูณ ตลอดจนมีการนำระบบระยะเวลามานับแบบนาฬิกาบังคับใช้ควบคู่กับระบบสัญญาณไฟการจราจร ซึ่งมีทั้งการนับเดินหน้าและนับถอยหลัง ก็มีแต่เป็นการสิ้นเปลืองและการก่อปัญหาขึ้นมาอีก เพราะระบบไม่คงที่ ไม่มีมาตรฐาน ไร้กฎเกณฑ์ หรือไร้มาตรการที่แน่นอน ทั้งนี้ ปริมาณที่จำเป็นที่จะทำการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวได้ก็มีไม่ทั่วถึงอีกต่างหาก

อย่างไรก็ดี ปัญหาของการจราจรที่แออัด หาใช่เพราะเรามีถนนหนทางไม่พอเพียง และใช่ว่าเรามีรถรุ่นใหม่ๆ ออกมาวิ่งมากขึ้น หรือไม่ใช่การกระทำผิดกฎหมายหรือขาดวินัยเท่านั้น แต่สิ่งที่เราขาดจริงๆ คือ การบริหารจัดการและการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงประเด็นต่างหาก เพราะเราตั้งหลายหน่วยงานที่มีการทำงานซึ่งต่างคนต่างทำ และต่างคนต่างแก้ ขาดเอกภาพในการดำเนินงานร่วมกันอย่างเห็นได้ชัดมาโดยตลอด

ปัญหาที่แท้จริงคือ เราต้องยอมรับว่า เรามีระบบสัญญาณไฟจราจรที่มากเกินควร เพราะ “ไฟแดงคือต้นเหตุของรถติด” อันเป็นความจริงที่เรายังไม่ให้การยอมรับอย่างเต็มใจ และยังฝังใจในวิทยาการที่ตะวันตกได้ยัดเยียดมาให้อย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่รู้สึกรู้สาหรือรู้สำนึกในความผิดพลาดที่ได้กระทำไปแล้วอีกด้วย

ถึงแม้เราจะมีวิธีคิดด้วยการหันมาใช้ระบบสมองกล (Computer) เพื่อควบคุมการสัญจรดังกล่าว ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขอะไรได้อย่างแน่นอน เพราะบางส่วนหรือที่ต่างประเทศต่างๆ ก็มีการปรับใช้กันอยู่ สามารถพิสูจน์ได้ว่าวิธีการดังกล่าว ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ ในขณะเดียวกัน เครื่องสมองกลดังกล่าวก็หาใช่เทวดาที่ไหนที่จะมีสมองเก่งกาจไปกว่ามนุษย์ที่เป็นคนธรรมดา แต่มันคือเหยื่ออันโอชะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดหาและติดตั้งเท่านั้นเอง

เพราะมนุษย์เป็นผู้สร้างสมองกลและกำหนดมันขึ้นมา มันจึงยังไม่สามารถที่จะนำมาควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ หรือแม้แต่จะเป็นไปได้ ก็คงจะต้องลงทุนหรือใช้จ่ายงบประมาณอันมหาศาล โดยจะต้องใช้เวลาในค้นคว้า วิจัยและพัฒนา เพื่อการสรรค์สร้างกลไกต่างๆ อีกหลายศตวรรษ เพื่อทำการติดตั้งให้สำเร็จได้ทั่วถึงทุกซอกทุกมุมของบ้านนี้เมืองนี้

ทั้งนี้ เนื่องจาก “ระบบไฟแดง” เป็นสิ่งประจักษ์ที่มีการกักรถ อันเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง และเป็นยุทธการที่โบราณไปนานแล้ว อีกทั้งยังทำให้ประเทศชาติสูญเสียอย่างมหาศาลมานาน ซึ่งถึงเวลาที่จะต้องยกเลิกและกำจัดทิ้งไปได้ เพราะเราสามารถที่จะแก้ที่ “ระบบการเดินรถ” เสียใหม่ โดยการปฏิรูประบบใหม่ที่เป็นไปตามแบบธรรมชาติ คือเป็นระบบที่ไม่มี “ไฟแดง” ด้วยการใช้ระบบเดินรถแบบ “วนเวย์” ซึ่งจะมีรายละเอียดอยู่ในบทถัดไป พร้อมๆ กับวิธีการแก้ไขที่ยังเป็นประเด็นอีก ๒ – ๓ สาเหตุ หรือมากกว่านั้น คือ การห้าม “การเลี้ยวขวา” และ “การกลับรถกลางถนน” ฯลฯ อันเป็นกระบวนการที่จะลดจุดตัดโดยสิ้นเชิง เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่จะสำเร็จลุล่วงไปได้ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ อีกต่อไป ยกเว้น จิตสำนึก ความเห็นแก่ส่วนรวมและวินัยในการขับขี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบ กฎกติกาและมารยาทในสังคมที่เป็นแบบอารยะ เป็นต้น

 

ปัญหาสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะแม่น้ำ ลำคลอง หนอง คู บึงและท่อระบายต่างๆ ไม่ได้ใช้และวางแผนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างเต็มศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ เชิงสาธารณสุข เชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและนิเวศวิทยา รวมถึงการไม่มีระบบระบายน้ำ (Drainage System) ที่สะดวกและรวดเร็ว หากมีแต่น้ำขัง (Flooded) จนเหม็นเน่า (Stink) อันเป็นพิษต่อสุขภาพอนามัยอย่างยิ่งต่อสาธารณชนทั่วไป เช่น กรณีนักร้อง “Big D to B” ที่ขับรถยนต์ตกคูคลองและติดเชื้อโรคจนลามขึ้นสู่สมอง และยังอยู่ในอาการขั้นโคม่า (Coma) จนถึงวันนี้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาน้ำท่วมฉับพลันเมื่อฝนตกหนัก อันสืบเนื่องมาจากการถมคูคลองต่างๆ จนหมดสิ้น เพียงเพื่อการจัดทำเป็นถนนสำหรับรถวิ่งนั่นเอง ซึ่งเป็นสาเหตุของการทำลายล้างระบบการขนส่งทางน้ำด้วย นอกจากนั้น ยังมีปัญหาแผ่นดินทรุด (Land Sinking) จนมีระดับพื้นผิวดินที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไปจนเกือบทั่วกรุงเทพมหานครอีกต่างหาก

 

ปัญหาขาดความสงบปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิตของชุมชน (Community Life) และทรัพย์สินของประชาชนทุกคน ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมาพร้อมๆ กับการส้องสุม (Gathering) และการระบาด (Trafficking) ของยาเสพติด (Drugs) หรือยาบ้า (Toxic Pills) ต่างๆ เช่น การชื้อขายยาเสพติดระบาดในโรงเรียน และสถานที่ศึกษาต่างๆ หรือการปล้นจี้ตามสะพานลอยหรือในพื้นที่ที่มืดไร้ซึ่งแสงสว่างและเปลี่ยว เป็นต้น

ทั้งนี้ เพราะตำรวจนครบาลที่มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมเมือง และของประชาชนโดยตรงนั้น ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มกำลัง หรือมีประสิทธิภาพตามสมควร เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าว ยังเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ที่ใหญ่โตเกินตัว โดยครอบคลุมตำรวจทั้งประเทศ

แม้จะมีการแบ่งอำนาจหน้าที่เฉพาะกิจเพื่อ กทม. แต่ความรับผิดชอบต่างๆ ยังต้องขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างแนบสนิท เพราะการมีผลต่อการให้คุณและโทษโดยตรง ยังมาจากการบังคับบัญชาที่มีขั้นตอน กระบวนการและความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับต้นสังกัด ดังนั้น การกำกับดูแลทุกข์สุขของชาว กทม. จึงได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ของตำรวจ ซึ่งขัดกับความต้องการของประชาชนโดยตรงอีกด้วย

นอกจากนั้น ตำรวจจราจร ก็คืออีกปัญหาหนึ่งที่สร้างความรำคาญและความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างยิ่ง เพราะการปฏิบัติหน้าที่ที่ยังขัดกับหลักความเป็นจริง เช่น แทนที่จะช่วยป้องกัน หรือตักเตือนผู้สัญจรไปมาให้รับรู้ถึงปัญหา แจ้งเตือนถึงผลดีผลเสีย หรือความถูกความผิดในการขับขี่รถยนต์ต่างๆ กลับใช้อำนาจหน้าที่เพียงเพื่อตรวจจับและยัดเยียดข้อกล่าวหาเท่านั้น โดยผู้ต้องหาในหลายๆ กรณี ยังไม่ทราบด้วยว่าได้ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะเหตุใด เป็นต้น

 

ปัญหานักการเมือง ข้าราชการ กลุ่มผลประโยชน์และพ่อค้านักธุรกิจบิดเบือน (Bias) ข้อมูลข่าวสาร (Information) ร่วมกันฉ้อราษฎร์บังหลวง (Corruption) หรือกรณีการฮั้วกัน (Malpractice) ในการประกวดราคาในโครงการต่างๆ ของรัฐ อันเป็นการประพฤติมิชอบในวงการราชการทั้งหลายทั้งปวงอย่างโจ่งแจ้ง เป็นอาทิ

 

ปัญหาขยะ (Garbage) ล้นเมือง ที่ถูกละเลยและทอดทิ้ง (Deserted) ด้วยขาดการบริหารจัดการที่ถูกสุขอนามัยอย่างจริงจัง ซึ่งปัญหาหลักใหญ่มีสาเหตุที่สำคัญยิ่งมาจากการจราจรติดขัด เพราะไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสะดวก คล่องแคล่วและว่องไวดังปรารถนา จึงเกิดผลเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ ซึ่งเมื่อการแก้ปัญหาการจราจรได้แล้ว การดำเนินการจัดเก็บขยะก็จะไร้ซึ่งปัญหาตามมา และในทางกลับกัน ตราบใดที่ปัญหาดังกล่าวยังคงค้างคาอยู่ โดยไม่เร่งแก้ไข ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้มีเศษขยะตกค้าง เหม็นเน่าและส่งผลต่อสภาพแวดล้อมต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

 

ปัญหาการศึกษาของยุวชนคนรุ่นใหม่ ที่ปรากฏว่าเด็กไทยเราไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ในสังคมระหว่างประเทศท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์นี้ เนื่องจากเด็กๆ ทั้งหลายยังด้อยในด้านโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนประชาชนที่อพยพมาจากชนบท ซึ่งยังมีคนส่วนใหญ่เป็นผู้ด้อยการศึกษา ขาดการฝึกฝนเรียนรู้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยยังห่างกันมาก ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นหลักที่เป็นต้นเหตุ เพราะการพัฒนาของรัฐบาลในอดีตที่ละเลย ซึ่งในความเป็นจริง ก็คือประเด็นปัญหาที่เป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขในภาพรวม โดยการกระจายโอกาสให้มีการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบอย่างทั่วถึง และก็เป็นอีกภารกิจที่เร่งด่วนของ กทม. จักต้องสอดประสานเพื่อการพัฒนาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมการดื่มนม ที่จะต้องมีให้เด็กๆ ได้ดื่มทุกวัน ไม่เว้นแม้จะเป็นช่วงเวลาปิดเทอม ซึ่งทำให้เด็กๆ เสียโอกาสดังที่ได้ปฏิบัติการกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น

 

ปัญหาความยากจน คนตกงาน คนเร่ร่อน คนขาดโอกาสในสังคม คนถูกคุกคามจากภัยอาชญากรรม และปัญหาต่างๆ อีกมากมาย ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้น คือข้อปัญหาทั้งหลาย อันเป็นประเด็นปัญหาของ กทม. ที่ประจักษ์มานานแล้ว และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เหล่านี้คือข้อประเด็นแห่งปัญหาที่จะต้องศึกษาในโอกาสนี้ อันเป็นกรณีศึกษาเพื่อเสาะแสวงหาแนวทางที่เป็นกลยุทธ์ และข้อเสนอแนะ เพื่อการกำหนดยุทธศาสตร์เป็นนโยบายการแก้ปัญหาของ ผู้ว่าฯ กทม. ของปี พ.ศ.๒๕๔๗ และครั้งต่อๆ ไป

ทั้งนี้ โดยมีการกำหนดให้เหมาะสมกับความเป็นจริง และตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่มีตัวอย่างปรากฏมาแล้วจากประวัติศาสตร์ในอดีตและในปัจจุบัน และมีความเป็นไปได้สูงตามเหตุและผลที่ประมวลได้จากข้อมูลที่เป็นเอกสารและวรรณกรรมต่างๆ ด้วยความตระหนักในสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นตัวตั้งและเป็นสมุฏฐาน แล้วทำการแสวงหายุทธการและยุทธวิธีที่ตรงประเด็น จัดรวบรวมและเรียบเรียงทำเป็นข้อเสนอแนะที่อยู่บนพื้นฐาน ซึ่งตรงตามความต้องการของประชาชนชาว กทม. มากที่สุดเป็นสำคัญ

 

วิกฤตการณ์กรุงเทพมหานคร (Bangkok in Crisis)

กรุงเทพมหานครมีคุณสมบัติเป็นนครหลวงแห่งหนึ่งของโลก ตามนัยของการให้คำจำกัดความ โดยสำนักงบประมาณแห่งประเทศหสรัฐอเมริกากับสถาบันทางสถิติแห่งชาติได้กล่าวอ้างถึงความหมายของนครหลวงไว้ว่า “นครหลวงต้องประกอบไปด้วยชุมชนใหญ่ชุมชนหนึ่ง โดยมีเมืองอย่างน้อยที่สุดหนึ่งเมือง และเมืองนั้นจะต้องมีผู้อยู่อาศัยไม่น้อยกว่า ๕ หมื่นคนเข้ามารวมตัวกันอยู่ภายในชุมชนนั้น นอกจากนี้แล้ว นครหลวงยังรวมถึงเขตชานเมืองที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมขึ้นอยู่กับเมืองใหญ่ด้วย”[๗]

ขณะเดียวกัน นักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ซื่อ วิลเลี่ยม เอ. รอบบินสั้น (William A. Robinson) มีความเห็นว่า จำนวนประชากรเพียง ๕ หมื่นคนนั้น เป็นจำนวนที่น้อยเกินไป โดยโต้แย้งว่า นครหลวงควรต้องมีประชากรไม่น้อยกว่า ๓ แสนคน หรือเมื่อรวมทั้งเขตพื้นที่แล้ว ควรจะต้องมีไม่ต่ำกว่า ๔ แสนคน[๘] โดยนัยนี้ กรุงเทพมหานครเป็นยิ่งกว่านครหลวงหนึ่งดังกล่าว เพราะมีประชากรกว่า ๑๐ ล้านคนที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี กรุงเทพมหานครเป็นมหานครเพียงแต่ชื่อ เพราะเป็นเมืองที่ศิวิไลซ์ (Civilized) เพียงแสงสี (Colourful) โดยเป็นเมืองที่ว่าเจริญแล้วเพียงด้านวัตถุนิยม (Materialization) ยังเป็นเมืองที่ว่าพัฒนาแล้วเพียงมีตึกระฟ้าสูงๆ (High Rise Buildings) และทางต่างระดับหลายๆ ชั้น (Elevated Ways) หรือเป็นเมืองที่ว่ารุ่งเรืองเพราะมีสารพัดห้างสรรพสินค้า (Department Stores) ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด (Mushroom Growth) และเป็นเมืองหลวงเพียงมีรัฐบาลส่วนกลาง (Central Government) ตั้งอยู่ เพื่อรอรับปัญหาม็อบ (Mob) มาเยี่ยมมาเยือนเป็นครั้งคราว อีกทั้งเป็นเมืองที่ใหญ่ เพราะมีจำนวนรถยนต์มากมาย พร้อมกับมีประชากรที่ล้นเมือง (Over Populated) จนเป็นเมืองที่มีชุมชนแออัด (Slums) ที่เป็นสลัมที่มากมายและใหญ่ระดับโลก  (World Foremost) อีกต่างหาก

ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ ในความเป็นจริง ที่ไม่น่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร เพราะยังเป็นชุมชนเมืองซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผู้คนที่เห็นแก่ตัว (Selfish) เป็นเมืองที่ไร้ระเบียบวินัย ไร้การจัดการที่ดี และไร้มนุษยธรรม (Unscrupulous) แอบแฝงอยู่อย่างมากมาย โดยเฉพาะผู้บริหารจัดการที่มีอำนาจวาสนาทั้งหลาย ต่างไม่เคยใส่ใจต่อความทุกข์ยาก (Sufferings) ของราษฎร และไม่มีจุดมุ่งหมายใดหรือมีวี่แววสัญญาณใด ว่าจะสามารถกำหนด และนำเสนอเป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นกิจจะลักษณะ แล้วสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงต่อประชาชนได้เลย

ทั้งนี้ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหลาย ยังขาดซึ่งความกล้าหาญ (Courage) ในการตัดสินใจ เพราะไม่ชอบที่จะดูแล เอาใจใส่ หรือแสวงหาข้อสรุป หรือมีแนวทางในการแก้ไขปัญหา อันสอดคล้องกับความต้องการของมหาชน และตรงกับความเป็นจริงของสาเหตุ ภาระกิจ (Responsibilities) กิจวัตรและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ (Ways of Lives) ของราษฎรอย่างเป็นจริงเป็นจัง

แต่ในปรากฏการณ์ที่เป็นจริงมักมีแต่จะไปสนใจ ให้การใส่ใจและทุ่มเทเงินทุนอย่างไม่จำกัดจำนวน โดยให้ความสำคัญต่อการปลุกระดมมวลชนเชิงปลุกกระแสนิยม (Popularity) กับมหาชนเป็นช่วงเป็นจังหวะไป พร้อมกับมีแต่การจัดทำสื่อที่จะโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ทุกรูปแบบ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์อย่างเอาเป็นเอาตายและเป็นกิจจะลักษณะอย่างจริงจังเท่านั้นเอง

ทั้งนี้ เราสามารถพบเห็นแผ่นป้ายที่ติดตั้งตามขอบข้างถนนหลายๆ แห่ง หรือตามผนังตึกรามบ้านช่อง จนรกรุงรังและไม่น่าชวนชม อันเป็นพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านั้นปรากฏอยู่ทั่วเมือง แม้ในทุกวันนี้ก็ปรากฏมีให้เห็นอยู่ตำตาทั่วทุกหัวระแหง ก็เพียงเพื่อให้ตนและพรรคพวก ได้มีโอกาสในการหาเสียงนิยมจากประชาชน ด้วยการสร้างภาพต่างๆ เพียงเพื่อจะได้เป็นที่นิยมของมวลชนต่อไป และสุดท้ายก็เพื่อสามารถเสวยสุขบนความทุกข์ของประชาชน และคงยังอยู่มีอำนาจรัฐ (State Authority) อยู่ในมือ ซึ่งเมื่อได้รับสมประสงค์แล้ว ก็แล้วกันไปแค่นั้นเอง โดยไม่เคยที่จะหันกลับมามองหรือห่วงใยดูแลทุกข์สุขของราษฎร หรือคำนึงถึงผลดีผลเสียว่า ประเทศชาติจะได้รับผลประโยชน์จากการกระทำเช่นไรบ้าง

ณ เวลานี้ ก็ยังไม่มีท่านผู้ใดที่จะเล็งเห็นถึงความทุกข์ยากที่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรมของชาวบ้านโดยทั่วไป เช่น ความขมขื่นที่พูดไม่ออกที่จะต้องประสบแต่ความเดือดร้อนที่หลากหลายต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพอนามัย ความด้อยการศึกษา การขาดโอกาสและมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางของอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

ทั้งนี้ เพราะไม่รู้จะไปบอกกล่าวให้ใครรับทราบได้ และสิ่งหนึ่งที่จะต้องดำเนินต่อไป คือ การดำรงชีพอย่างหน้าชื่นอกตรมต่อไป เช่น การขับขี่รถยนต์ที่มีราคาแพงมากๆ โดยคิดว่าสุขสบายแล้ว แต่ต้องติดขัด แออัดและหยุดรถอยู่เฉยๆ พร้อมเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงเล่นๆ หรือจอดนิ่งๆ อยู่ตามท้องถนนหนทางเป็นเวลานานๆ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเราก็ไม่มีแหล่งผลิตทรัพยากรน้ำมันดิบดังกล่าวเลย หรือมีทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวที่อุดมสมบูรณ์จะเป็นของเราเองด้วยซ้ำไป

ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีผู้คนที่ลำบากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ คือ ผู้ด้อยโอกาสที่ไม่มีรถยนต์จะขับขี่เป็นของตนเอง แต่ต้องจำใจจำจรและจำเป็นที่จะต้องใช้บริการอันแสนทุเรศของรถเมล์หรือรถโดยสารประจำทาง หรือรถยนต์สาธารณะ (Public Transports) ทั้งหลายทั้งปวง โดยไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า อีกทั้งยังต้องรับผลกระทบ (Impact) ที่แสนสาหัสกว่านั้น ก็คือ การสูดดม (Inhale) เอาอากาศที่มีแต่ฝุ่นละอองและควันพิษ (Polluted Air) เนื่องจากต้องติดค้าง (Grounded) อยู่กลางถนนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะคนเราทุกคนต่างมีความจำเป็นที่จะต้องสัญจร (Travelling) ไปมา เพื่อทำมาหากินตามครรลองของชีวิตของมนุษย์ในการแสวงหาจตุปัจจัยเพื่อยังชีพ แต่กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง (Destination) ได้ ก็ถูกบังคับให้ต้องรอดู “ไฟแดง (Red Traffic Light)” ที่สกัดกั้นไม่ให้ใครไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และยังมีการติดตั้งอยู่อย่างดาษดื่นเต็มบ้านเต็มเมือง อย่างไร้เหตุผล (Unreasonable) สิ้นดี

นอกจากนั้น กรุงเทพมหานครยังประกอบไปด้วย สารพัดพิษจากภัยพิบัติที่มีอยู่รอบตัว รอบทิศ รอบด้าน และรอบ ๒๔ ชั่วโมง โดยประชาชนจำต้องป้องกันและดูแลตนเอง (Self Countenance) หรือช่วยเหลือตัวเอง (Self Help) เพื่อประคองสวัสดิภาพ และรักษาสิทธิส่วนบุคคลของตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยไร้กังวลไปวันๆ ด้วยตัวเอง และยังต้องพึงระวังเภทภัยอื่นๆ ที่อาจคุกคามอีก เช่น ปัญหาอาชญากรรมและอุบัติภัยต่างๆ ตลอดจนมหันตภัยจากยาบ้า ยาเสพติด และคนวิกลจริต (Insane Persons) ที่มีอยู่อย่างดาษดื่นทั่วไปและตลอดเวลา ซึ่งมีให้พบเห็นเป็นประจำ จนกลายเป็นกิจวัตรที่เคยชิน (Become Common) ไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาย่อมสามารถกระทำได้อย่างไร้กังขา โดยการยึดโยงตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมปี พ.ศ. ๒๕๒๘[๙] (The Royal Decree of Bangkok Metropolitan Administration B.E.2528) ซึ่งมีข้อกำหนดอันเป็นอำนาจหน้าที่ (Official Authority) โดยตรงของ กทม. ซึ่งแต่เดิมมีการกำหนดไว้ ๒๒ ข้อ และได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็น ๒๗ หัวข้อ[๑๐] โดยระบุให้ กทม. มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานขององค์กร และของ ผู้ว่าฯ กทม. นั่นเอง กล่าวคือ

(๑) การรักษาความสงบเรียบร้อย (Peace Keeping) ของประชาชน รวมทั้งการจัดให้มีกองกำลังตำรวจกรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Police Force) เพื่อการดูแลและบังคับการ (Control and Execute) ให้เป็นไปตามข้อบัญญัติ กทม. และกฎหมายอื่นที่กำหนด ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร   (๒) การทะเบียน (Census Registration) ตามที่กฎหมายกำหนด  (๓) การป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย (Public Disasters Prevention and Salvation)   (๔) การรักษาความสะอาด (Sanitation Control) และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (๕) การผังเมือง (City Planning) (๖) การจัดให้มีและบำรุงรักษา (Maintenance) ทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ (๗) การวิศวกรรมจราจร (Traffic Engineering)  (๘) การขนส่ง (Transportation)  (๙) การจัดให้มีและควบคุมตลาด (Markets) ท่าเทียบเรือ (Harbors) ท่าข้าม (Ferries) และที่จอดรถ (Cars Parking) (๑๐) การดูแลรักษา (Protection and Maintenance) ที่สาธารณะ (Public Places)  (๑๑) การควบคุมอาคาร (Buildings Construction Control)  (๑๒) การปรับปรุง (Improvement) แหล่งเสื่อมโทรมหรือชุมชนแออัด (Slums) และจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย (Housings)  (๑๓) การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ (Recreation Places)  (๑๔) การพัฒนา (Development) และอนุรักษ์ (Preserve) สิ่งแวดล้อม

(๑๕) การสาธารณูปโภค (Public Utilities) (๑๖) การสาธารณสุข (Public Health) การอนามัยครอบครัว (Family Health) และการรักษาพยาบาล (Hospitalization)  (๑๗) การจัดให้มีและควบคุมสุสาน (Cemetery) และการฌาปนสถาน (Funeral Places)  (๑๘) การควบคุมการเลี้ยงสัตว์ (Pet Keeping) และการสาธารณูปการ  (๑๙) การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์ (Slaughter House)  (๒๐) การควบคุมความปลอดภัย (Safety) ความเป็นระเบียบเรียบร้อย (Law and Order) และการอนามัยในโรงมหรสพ (Amusement Halls) และสาธารณสถานอื่นๆ (Public Houses)  (๒๑) การจัดการศึกษา (Education) (๒๒) การสาธารณูปการ (Public Constructions)  (๒๓) การสังคมสงเคราะห์ (Public Welfare)  (๒๔) การส่งเสริมการกีฬา (Sports)  (๒๕) การส่งเสริมการประกอบอาชีพ (Professions Promotion)  (๒๖) การพาณิชย์ (Commerce) ของกรุงเทพมหานคร และ  (๒๗) หน้าที่อื่นๆ ตามที่กฎหมายระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด (Provincial Governor) นายอำเภอ (District Officer) เทศบาลนคร (City Municipality) หรือตามที่คณะรัฐมนตรี (Cabinet) นายกรัฐมนตรี (The Prime Minister) หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (The Minister of Interior Ministry) มอบหมาย (Assign) หรือที่กฎหมายระบุให้เป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร

นอกจากนั้น ยังมีภารกิจอีกบางอย่างบางประการที่มีเพิ่มเติมและต่างไปจากที่กล่าวถึงข้างต้นอีก อันเป็นผลมาจากการกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๘ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครในการให้บริการสาธารณะ ที่มีรายละเอียดบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ และ ๑๗ ตามลำดับ[๑๑] โดยมีส่วนที่ครอบคลุมถึงสวัสดิภาพ สุขภาพอนามัย ความปลอดภัย การศึกษา การสันทนาการและความอยู่ดีกินดี ตลอดจนคุณภาพชีวิตประจำวันของประชากรในกรุงเทพมหานครเป็นสำคัญนั่นเอง

ทั้งนี้ โดยถือว่าอำนาจหน้าที่ดังกล่าว คือภารกิจที่ กทม. จะต้องดำเนินการให้เป็นไปอย่างครบถ้วน หรืออย่างน้อยก็ขอให้เป็นไปตามหลักการข้างต้นนี้ ก็ไม่น่าที่จะมีปัญหาในการบริหารจัดการอย่างรับผิดชอบ เพราะถ้าปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจัง ผู้ที่เดือดร้อนก็คือชาวบ้านที่เป็นประชากรชาว กทม. ตาดำๆ ทั้งหลายทั้งปวง

ดังนี้ หากผู้ที่มีอำนาจรัฐเช่น ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อได้รับฉันทานุมัติจากประชนมาแล้ว ไม่มองข้าม (Overlooked) ปัญหา หรือทำตัวเย็นชา (Freezed) และเฉื่อยเฉย (Inactive) โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว (Without Touching) แล้วก็ปล่อยให้ปัญหาต่างๆ เป็นสิ่งที่มีให้เห็นเป็นปรกติวิสัยจนกลายเป็นภาพที่ชินหูชินตาดังกล่าวข้างต้น การทำหน้าที่ตามที่ได้รับอาสามาก็จะไม่สูญเปล่าไปอีกอย่างน้อยก็ ๔ ปี

ทั้งนี้และทั้งนั้น ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหลายๆ ท่านที่ผ่านมา อาจเข้าใจว่าทุกคนยังอยู่ดีมีสุขและสบายดี เพราะทุกคนยังคงสามารถมีชีวิตอยู่และเห็นว่าทุกคนยังมีความกระตือรือร้นด้วยการพยายามที่จะดิ้นรน ขวนขวาย ไขว่คว้าและแข่งขันกัน หรือแย่งชิงกันทำมาหากินเลี้ยงชีพอย่างขะมักเขม้นทุกเมื่อเชื่อวัน แม้จะมีการกล่าวร้องทุกข์บ้าง ก็จะมีการแก้ไขแบบขอไปทีในบางครั้งบางคราว (Once in a While) ซึ่งไม่ยั่งยืน (Unsustainable) ต่อการดำรงวิถีชีวิตที่เป็นจริงอย่างแน่นอน

ท่าน ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน จึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีความสุขและพอใจมาก ที่มีโอกาสและเวลาเหลือเฟือ โดยการใช้เวลาให้หมดไปกับการแนะนำรายการอาหารอันโอชะ ทางโทรทัศน์เกือบทุกวันให้แก่ผู้คนที่สนใจทั่วทั้งประเทศได้ยล โดยลืมแม้คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ คือ “มนุษย์กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่การอยู่เพื่อกิน” และลืมตนลืมตัวเองว่ามีหน้าที่ ที่จะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาว กรุงเทพมหานครอีกต่างหาก ทั้งนี้ คงอาจจะเป็นเพราะท่าน เป็นผู้ที่มีวิทยายุทธ์เยี่ยม (Expert) มีความเชี่ยวชาญชำนาญการดี มีความสามารถ และมีศักยภาพสูงส่งเฉพาะทางก็ได้

นอกจากนั้น ท่านยังมีประสบการณ์อันยาวนานทางการเมือง ซึ่งท่านคงจะได้ประสบพบเห็นปัญหาทั้งหลายมาอย่างมากมายแล้วหรืออาจจะได้เห็นมาแล้วตั้งแต่เกิด ก็คือวิถีชีวิตของประชาชนที่เป็นอยู่นั้น แม้จะบกพร่อง หรือไม่ชอบมาพากล (Abnormal) บ้าง ก็ยังคงเห็นเป็นปรกติวิสัยไปแล้ว โดยไม่มีความอนาทรร้อนใจ (No Worried) แต่อย่างใดด้วยเช่นนั้น

จากกายภาพภายนอก (Physically) เราอาจจะมองเห็นว่า ประเทศไทยคือกรุงเทพมหานคร ที่มีความเป็นศิวิไลซ์เหลือล้น หรือ กรุงเทพมหานครก็คือประเทศไทย และมีความเจริญก้าวหน้า ที่ทัดเทียมกับต่างชาติแล้ว และยังเข้าใจผิด (Misperception) คิดว่า กรุงเทพมหานครมีระบบการพัฒนาจนถึงขีดสุดแล้ว จึงสามารถนับเป็นหน้าเป็นตา (Fame) และเชิดชู (Glorify) ประเทศไทยสู่โลกภายนอกได้ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ อีกในการที่จะต้องแก้ไขหรือเร่งรัดพัฒนาการต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ซึ่งในความเป็นจริง เราคงลืมสำเหนียก (Re-collect) ว่าภายในภาพรวมนั้น เรายังมีส่วนที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ (Hidden Agenda) คือ ความเหลวแหลก (Good for Nothing) ที่หมักหมมอยู่หลากหลาย อันเป็นสิ่งที่ชนชั้นผู้นำอาจจะมองไม่เห็น หรือแม้จะเห็นก็แกล้งทำเป็นไม่รับรู้ (Disregard) และไม่มีใครอยากจะยกชูขึ้นมาเอ่ย มาพูดจาหรือกล่าวถึงให้ระคายเคือง

ส่วนหนึ่งอาจจะเห็นว่า การจะประจานเป็นสิ่งที่จะสร้างความเสียหายขึ้น เพราะกลัวจะเสียภาพพจน์ (Image) ของประเทศในอีกมุมมองหนึ่ง แล้วยังอาจจะกล่าวอ้างได้ (Presume) ว่ากลัวต่างชาติจะไม่มาลงทุน หรือมาท่องเที่ยว ในอีกแง่มุมมองหนึ่งต่างหาก โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ รัฐบาลกำลังรณรงค์แผนงาน “Unseen Thailand” และโครงการ “กรุงเทพเมืองแฟชั่น” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งดูเหมือนจะยังไม่เกิดผลดีเท่าไรนัก แต่ก็เป็นความพยายามของฝ่ายรัฐบาลไปแล้ว

ในส่วนลึกๆ อีกมุมมองที่เป็นส่วนอยู่ภายใน (Internally) ของภาคสุขภาพจิตของประชากรชาวกรุงเทพมหานคร คือปัญหามากมายที่แฝงเร้นไว้ซึ่งความอัดอั้นตันใจ (Desperation) โดยไม่รู้ว่าจะไปพูดระบายให้ใครฟัง เนื่องจากไม่มีใครอยากจะพูดจาด้วย หรือไม่อยากจะฟัง เพราะเข้าใจว่า ถ้าหากนำเรื่องดังกล่าวมาเอ่ยอ้าง ก็จะเสียบรรยากาศการลงทุน หรือมีความรู้สึกเกิดอาการรำคาญ หรืออาจเป็นหัวข้อเรื่องที่จะต้องถกเถียงกัน จนถึงขั้นมีปากมีเสียงกัน หรือทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ก็แล้วแต่ใครจะอ้างกันไป แต่ในสิ่งที่ประจักษ์ คือสิ่งที่เป็นจริงแท้แน่นอน

ในขณะที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ (Ignore) ไม่ค่อยจะยอมรับฟังและไม่ยินดียินร้ายด้วย ซึ่งประชาชนทั้งหลาย จึงจำต้องเก็บเอาความขมขื่นไว้ในใจ และจำต้องทนจนใจทำใจต่อไปโดยดุษณี (Restraint to Serenity) ซึ่งเป็นความน่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ประชาชนจำต้องทนรับเคราะห์กรรมและเป็นอยู่อย่างนี้มาโดยตลอด โดยที่ตนไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมใดๆ ในอันที่จะได้ช่วย หรือสามารถปรับปรุงการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆ หรือมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นได้ดังใจหมาย นอกจากการไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง เมื่อถึงฤดูกาลการเลือกตั้งแค่นั้นเอง

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ในหมวด ๔ มาตรา ๖๘ วรรคแรก[๑๒] ยังมีการกำหนดเชิงบังคับ ให้บุคคลมีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งอีกด้วย ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เลือกบุคคลที่ตนปรารถนาได้ดังใจ เพราะประชาชนจะต้องจำใจเชิงถูกบังคับให้ไปเลือกบุคคลผู้ที่ส่วนใหญ่ มีการจัดตั้ง (Preset) มาโดยพรรคการเมือง (Political Party) นอกจากนั้น ยังมีคะแนนจัดตั้งจากระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) แบบเก่าๆ อีกต่างหาก ซึ่งประชาชนอาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ก็ต้องไปเลือกอย่างเสียไม่ได้ (Without Choice) ก็เท่านั้น

การใช้อำนาจรัฐ แม้ในปัจจุบัน ก็ยังยึดโยงอยู่กับระบบระเบียบ กระบวนการและทฤษฎีเดิมๆ อยู่ คือ การลอกเลียนแบบที่มีการนำวิธีคิดมาจากประเทศตะวันตกล้วนๆ กล่าวคือ ภาครัฐยังนิยมใช้ระบบการปกครองแบบรัฐราชการ (Bureaucracy) โดยมีผู้ปกครองที่เป็นนักการเมืองและข้าราชการ ในฐานะชนชั้นผู้นำ (Elite) ที่ยังถือสิทธิขาดในการบริหารประเทศ และการจัดการแบบอำนาจนิยม (Authoritarianism) อย่างไม่ลดละ

เหนือสิ่งอื่นใด ยังมีการอ้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic System) ที่จอมปลอม (Mocking) อันเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายต่างๆ เหมือนอดีตที่แล้วๆ มา เพราะแท้ที่จริงแล้ว มีแต่ระบบคณาธิปไตย หรืออภิชนาธิปไตย (Oligarchy) ที่เป็นคณะรัฐมนตรี (Cabinet) โดยแอบอ้างเอาระบบรัฐสภา (Parliament) เป็นตุ๊กตา (Puppet) มาสนับสนุน เพื่อหาความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) โดยประชาชนทั้งหลายที่เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ยังไม่มีส่วนร่วมเท่าที่ควรอยู่นั่นเอง

การนำเสนอ (Submission) นโยบาย การจัดตั้งนโยบายและแผนงาน การตัดสินใจในโครงการ และการนำนโยบายและแผนงานต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ไม่ค่อยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม หรือแม้จะให้ร่วมก็มีการกีดกัน และจำกัดขอบเขตให้มีความยากลำบากขึ้น จนประชาชนต้องหันหลังให้กับการเมืองการปกครอง และปล่อยให้เป็นไปตามยะถากรรมเช่นทุกวันนี้

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเสมอ เพราะเมื่อภาครัฐได้ดำเนินการไปเกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยมาระดมพลังประชาชนที่เป็นพรรคพวกของตนที่เห็นชอบเอง ให้เข้าร่วมในการทำการประชาพิจารณ์ (Public Hearings) โดยไม่มีผลในทางปฏิบัติที่จะเอื้อต่อผลประโยชน์ของมวลชนแม้แต่น้อย เช่น โครงการสร้างทางด่วน โครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก หินกรูด หรือโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์เชีย โครงการรถไฟยกระดับโฮปเวลล์ (Hopewell) โครงการสร้างสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ (Suvarnaphumi International Airport) หรือโรงงานเหมืองแร่โพแท๊ซ ที่จังหวัดอุดรธานี หรือปัญหาเขื่อนต่างๆ ที่จะสร้างและยังมีปัญหาค้างคาอีกมากมาย เป็นต้น

สิ่งที่รัฐจะต้องตระหนักและควรให้ความสำคัญ โดยการใคร่ครวญและตรวจสอบอยู่เสมอ ก็คือ “การบริหารที่ดี” หรือ “ธรรมรัฐ” จะไม่มีทางเป็นไปได้ ถ้ารัฐยังถือสิทธิแห่งอำนาจ โดยปราศจากกระบวนการที่จะ “พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)” ด้วยการปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนโดยรวมให้มีค่านิยม มีการประพฤติปฏิบัติ และมีวิถีชีวิตที่ “ดี” ในความหมายที่เกี่ยวกับศีลธรรมจรรยาบรรณ และเกี่ยวกับความพอเหมาะพอควรในแต่ละเวลาแต่ละสถานที่

ซึ่งคนไทยเราตั้งแต่อดีต รู้จักกันแต่ในแง่ของ “กาลเทศะ” ในความหมายที่เกี่ยวกับ “บัณฑิต” คือความเป็นผู้ที่ “ใฝ่รู้ (Learned Man)” เนื่องจาก “ความรู้ (Knowledge)” ย่อมไม่อยู่คงที่ (Diversified) ไม่เป็นนิรันดร (Subjective) แต่เปลี่ยนแปลง (Dynamic) ไปตลอดเวลา

การมี “พลเมือง” ที่มีความรู้ มีศีลธรรมจรรยาบรรณ และมีความ “พอเหมาะพอควร” ในการดำรงชีวิต ย่อมจะทำให้ได้มาซึ่ง “รัฐบาลที่ดี” หรือ “ผู้ว่าฯ กทม. ที่ดี” เพราะ “รัฐบาล หรือผู้ว่าฯ กทม.” ที่ดีก็จะมาจาก “พลเมืองที่ดี” ซึ่งเป็นไปตามครรลองของธรรมชาตินั่นเอง[๑๓] ในทำนองเดียวกัน การจะสรรหา “ผู้ว่าฯ กทม. ที่ดี” ได้ “ว่าที่ ผู้ว่าฯ กทม.” ก็ควรจะต้องมียุทธศาสตร์หรือแนวนโยบายที่สร้างสรรค์ และมีความจริงใจตั้งใจจริงที่จะสรรค์สร้าง “ผลงานที่ดี” ให้แก่มหาชน

ทั้งนี้ เพื่อประชาชนจะได้เพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจที่ดีขึ้น โดยการคิดคำนึงไว้เสมอว่า “ประเทศชาติและประชาชนจะได้อะไร?” จากการดำเนินกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงนั้นๆ ซึ่งคงจะเพียงพอสำหรับการนำเสนอและมอบเป็นข้อสังเกตและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อผลในการทำการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งกับประชาชนผู้ที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง อันจะได้นำไปสู่การพิจารณาอย่างถูกต้องและตรงประเด็นสืบไป

 

ปัญหาเชิงโครงสร้างทั่วไป (General Structures Agenda)

ปัญหาเชิงโครงสร้าง ณ ที่นี้ หมายถึง ปัญหาข้างเคียงที่เกี่ยวกับกลไกการบริหารราชการแผ่นดินต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเมืองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยพอสมควร โดยในภาพรวม มีปัจจัยภายนอกมากมายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อันนำมาซึ่งปัญหาที่หลากหลายหลากมิติ เช่น ปัญหาการตรากฎหมายหรือพระราชบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวกับระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน การเลือกตั้งและการแต่งตั้งบุคลากรทุกระดับ การบังคับใช้กฎหมาย การตีความกฎหมาย หรือแม้แต่การนำนโยบาย แผนงาน หรือโครงการต่างๆ ไปสู่ภาคปฏิบัติ หรือค่านิยม ความศรัทธา และความเชื่อถือของสังคมไทยที่ไม่คงที่และเลื่อนไหล หรือเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท หรือตามกระแสต่างๆ เป็นต้น อันมีความเป็นนัยที่แตกต่างกันไป กล่าวคือ

๑. ปัญหาระบบและกระบวนการการตรากฎหมายต่างๆ ที่ประกอบไปด้วย สภานิติบัญญัติทั้งส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและล่าช้า โดยเฉพาะการออกกฎหมายที่ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนโดยตรงเป็นส่วนใหญ่

เช่น การตรากฎหมายสำหรับการเลือกตั้งที่แล้วๆ มา มีแนวโน้มที่จะยึดผลประโยชน์ของพรรคการเมืองและตัวนักการเมืองเป็นหลัก โดยประชาชนเป็นเพียงเบี้ยล่างที่จะต้องถือปฏิบัติตามโดยมิอาจโต้แย้งหรือขัดขืน อีกทั้งการที่ให้อำนาจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นผู้กำหนดกฎกติกาเอง

เช่น กกต. สามารถกำหนดวงเงินการรับสมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ที่มีจำนวนเงินสูงถึง ๕ หมื่นบาท ซึ่งเป็นการริดรอนสิทธิของประชาชนทั่วไปอย่างเด่นชัด เพราะผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายบัญญัติ หากแต่ยังไร้ซึ่งทุนทรัพย์ในการที่จะสมัครรับการเลือกตั้ง ก็จะไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมเป็นผู้สมัครได้

อันบ่งบอกถึงวิธีการที่เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนทั้งปวงและเป็นไปเพื่อกีดกันไว้ให้เฉพาะพวกเศรษฐีหรือผู้มีอันจะกินทั้งหลายได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับเป็นอภิสิทธิ์เฉพาะคนรวยเท่านั้น เป็นต้น ทั้งนี้ ยังแสดงถึงความไม่เป็นวิธีการการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ตามที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันอีกด้วย

หรืออีกกรณี ที่เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ผ่านไปเมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ได้เช่นกันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ยังไร้ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะยังไม่มีการประกาศผลการเลือกตั้งได้ครบถ้วนได้ทุกเขตเลือกตั้ง อีกทั้งยังปล่อยให้มีการใช้เงินเป็นตัวตั้งในการโฆษณาหาเสียงอยู่ อันเป็นวิธีการที่ส่งเสริมการทุจริตประพฤติมิชอบต่อการเลือกตั้ง ด้วยการหว่านเม็ดเงินอย่างมากมายในการรณรงค์หาเสียง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ เป็นการส่งเสริมให้ใช้เงินเป็นสมุฏฐานในการเลือกตั้งโดยทั่วไปและต่อไปในอนาคต ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบการปกครองอันเป็นระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะระบบจะต้องเปิดกว้างเพื่อสาธรณชนโดยทั่วถึง หรือส่งเสริมความเสมอภาคในสังคม หรือไม่เป็นการปิดกั้นที่จะให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีโอกาสและมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ เป็นต้น

นอกจากนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ก่อตั้งในประเทศปัจจุบัน ถือได้ว่ายังไม่ได้รับฉันทานุมัติโดยตรงจากประชาชน เพราะการตรากฎหมายในการก่อตั้งตั้งแต่ต้นนั้น ประชาชนยังไม่เคยมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์ใดๆ ด้วย หากแต่เป็นการจัดการและบัญญัติโดยนักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการของฝ่ายรัฐบาลกลาง และสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ สภา โดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์อย่างถูกต้องมาก่อน

ดังนั้น ระเบียบการและข้อกำหนดต่างๆ จึงไม่ตรงประเด็น หรือจะตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นใดก็หาไม่ เนื่องจากในแต่ละพื้นที่หรือในแต่ละท้องถิ่น ต่างก็จะมีปัญหาและแนวความคิดที่แตกต่างกันออกไป เพราะข้อบัญญัติและข้อกำหนดต่างๆ ดังกล่าว จึงยังไม่เหมาะสมต่อการจัดทำกิจกรรมใด ที่จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ของท้องถิ่นนั้นๆ ได้ดังประสงค์ เพราะกฎระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าวนั้นๆ ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหรือความต้องการโดยตรงของประชาชนในท้องถิ่น แต่เป็นการสันนิษฐานหรือเป็นแนวความคิดของกลุ่มบุคคลดังกล่าวข้างต้น ที่คิดเองเออเองแล้วก็ตราออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้กับประชาชนเหมือนๆ กันหมด ซึ่งคงไม่สามารถที่จะนำไปสู่ภาคปฏิบัติให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนๆ กันทุกที่ทุกแห่ง หรือจะถูกต้องตรงประเด็นกับปัญหาของท้องถิ่นนั้นๆ อย่างแน่นอน

๒. องค์กรกลาง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เป็นต้น ที่สามารถจะมีส่วนร่วมในการกำหนด ตัดสินใจ ปรับปรุงแก้ไขและบัญญัติกฎหมายต่างๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๔๐ ที่ได้ใช้มาแล้ว เมื่อครบกำหนดเวลาเกิน ๕ ปี[๑๔] ก็ยังไม่มีองค์กรใดแสดงเจตนารมณ์ที่จะให้มีการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่ดีขึ้นเลย

แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะมีสิทธิลงชื่อร่วมกันครบ ๕ หมื่นชื่อ ก็ไม่สามารถที่จะมีส่วนร่วมแต่อย่างใด เพราะยังมีขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ อีกหลายชั้นหลายเงื่อนไข โดยประชาชนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะกำหนดได้อย่างชัดแจ้ง

เช่น มีการกลั่นกรองรายชื่อของผู้ร่วมลงชื่อในคำร้อง โดยปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของวุฒิสภาว่า สามารถที่จะรับหรือไม่รับคำร้อง และจะพิจารณาให้ยอมรับแม้ในหลักการหรือไม่อย่างไร ก็ยังคงเป็นปัญหาและอุปสรรคอยู่ ซึ่งขาดความเที่ยงธรรมได้ เพราะปรากฏมีเหตุการณ์ที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และมีการแทรกแซงโดยนักการเมืองผู้มีอำนาจ แล้วทำให้คำร้องนั้นๆ ตกไป เป็นต้น

โดยเฉพาะ ส่วนที่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔[๑๕] ซึ่งให้ประชาชนมีสิทธิในการลงคะแนนเสียง อันจะเป็น “ประชามติ” ได้ แต่ประชามติทั้งหลายเหล่านั้น ก็ถือว่าไม่มีผลในการบังคับให้ผูกมัดและผูกพันธ์กับรัฐบาล ว่าจะให้ยอมรับเพื่อถือปฏิบัติเป็นนโยบายหรือกฎหมายที่จะถือปฏิบัติจริงๆ หรือไม่ก็ได้

ทั้งนี้และทั้งนั้น สภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ สภาก็นิ่งเฉยต่อกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งแสดงออกได้ว่า ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ ยังไม่มีการพัฒนาการสู่ความเสมอภาค และอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนโดยรวม เพราะองค์กรกลางเหล่านั้น ยังถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลเหนือองค์กรเหล่านี้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งในท้ายที่สุด ประเทศไทยก็คงต้องปกครองเป็นระบอบ “คณาธิปไตย (Aristocracy)” หรือ “ธนาธิปไตย (Plutocracy)” ไปอีกนานวัน

๓. พฤติกรรมและค่านิยมของประชาชนที่เกี่ยวกับระบอบการเมืองการปกคองของไทยยังไม่พัฒนาเต็มที่ โดยเฉพาะในแง่ของสิทธิและหน้าที่ของประชาชนที่จะมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว ตอบโต้ คัดค้าน หรือเห็นด้วยในการการบริหารจัดการในภาพรวม ทั้งนี้ เพราะชาวไทยเรายังคงยึดติดอยู่กับระบบอุปถัมภ์นิยม (Patronage) ประกอบกับคนไทยมีนิสัยขั้นพื้นฐานที่เอื้ออาทรและอะรุ่มอะหร่วยต่อกันและกัน ตลอดจนการตื่นตัวในเรื่องยุทธศาสตร์เชิงนโยบายการบริหาราชการแผ่นดินยังเรียนรู้น้อยและรู้ไม่เท่าทันกุศโลบายของนักการเมืองทั้งหลาย เนื่องจากประชาชนถูกฝ่ายการเมืองครอบงำ พร้อมๆ กับการถูกระบบเศรษฐกิจรุมเร้ามานาน จนขาดซึ่งความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย

ดังนั้น ในกรอบของการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะเป็นไปตามกระแส โดยมีสื่อทุกชนิดเป็นผู้ป้อนข้อมูลทุกเมื่อเชื่อวัน จนมีกลุ่มคนที่ตามติดไปกับสถานการณ์นั้นๆ มักจะขาดความยั้งคิด เพราะหลงคารมและยุทธวิธีที่สลับซับซ้อน จนขาดสติและหลงลืมที่จะใช้วิจารณญาณแห่งพระพุทธธรรมที่สอนไม่ให้เชื่อใครง่ายๆ ๑๐ อย่าง หรือ ๑๐ ที (T)[๑๖] ดังได้กล่าวไปแล้วในบทที่ ๒ โดยสิ้นเชิง

๔. ปัญหาเรื่องอุดมคติทางการเมือง โดยเฉพาะในภาคที่เป็นส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฉกเช่นกรุงเทพมหานคร ซึ่งประชาชนและนักการเมืองยังมีสัดส่วนที่เหมือนๆ กัน คือ การขาดอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะให้การสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะได้ แต่มีความเป็นไปได้ที่การจะเปลี่ยนจุดยืน หรือเปลี่ยนพฤติกรรมความนิยมในตัวผู้สมัครได้ภายในชั่วข้ามคืนเมื่อถึงฤดูการการเลือกตั้งที่มีขึ้น และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ประชาชนในกรุงเทพมหานครเป็นคนที่มีความจำสั้นมาก โดยสามารถประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกและยังจะมีปรากฏอยู่เสมอไป

เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี พ.ศ.๒๕๓๙ ใน กทม. เมื่อครั้งที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะหาเสียงการเลือกตั้ง ได้เพียงกล่าวหาว่า “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พาคนไปตายในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕” เท่านั้นเอง ชาว กทม. ก็ไม่เลือก ส.ส. ของพรรค “พลังธรรม” โดยทันที ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ดังกล่าวพึ่งจะเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงและมีความเป็นจริงว่า โดยการนำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ต้องเสี่ยงชีวิตในการรณรงค์ต่อต้านคณะปฏิวัติรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และสามารถขับไล่เผด็จการ จนอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุจินดา คราประยูรต้องจำใจลาออกจากตำแหน่งไป เป็นต้น

๕.  ปัญหาการคลัง ซึ่งเป็นปัญหาหลักต่อการพัฒนาและบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เพราะงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายในการบริหารท้องถิ่นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นปัญหาหนึ่งที่สาเหตุหลักจะมีมาจากรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นผู้จัดสรรและกำหนดสัดส่วนในการกระจายรายได้ไปให้โดยตรง

เพราะการจะดำเนินการในโครงการใดๆ ยังยึดติดอยู่กับวงเงินงบประมาณที่ปีก่อนหน้าเคยทำไว้เป็นพื้นฐานสำคัญในการคิดคำนวณ ทำให้ความต้องการที่จะพัฒนาท้องถิ่นตามวัตถุประสงค์ของประชาชน ที่อาจมีเพิ่มเติมหรือแตกต่างออกไปมีความเป็นไปได้อย่างยากลำบากมาก ดังนั้น การปฏิบัติการใดๆ จึงกระทำได้ไม่เต็มที่ เมื่อเป็นเช่นนี้ การพัฒนาประเทศที่แล้วๆ มาแต่อดีต จึงไม่สามารถที่จะเอื้ออำนวยต่อเจตนารมณ์ของชุมชนในท้องถิ่นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ในส่วนของ กทม. นั้น การบริหารงบประมาณแต่ละปีเท่ามีจำนวนที่ได้รับและดำเนินการกันมา มักเป็นงบประมาณที่สมดุล คือมีรายจ่ายเท่ากับรายได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ นอกจากนั้น เนื่องจาก กทม. เป็นเมืองหลวงและเป็นมหานครเดียวของประเทศไทย การพัฒนาการต่างๆ

เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ทางต่างระดับต่างๆ เป็นต้น มักจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณเป็นพิเศษจากรัฐบาลกลางมาโดยตลอด เพราะการมีแผนงานหรือโครงการบางอย่าง มักได้รับการจัดเตรียมและทำแผนยุทธศาสตร์ล่วงหน้าไว้โดยคณะรัฐบาลกลางเองอีกต่างหากด้วย

ดังนั้น การจะสรรค์สร้างโครงการที่ดีแค่ไหน อย่างไร ของกรุงเทพมหานคร จึงจะต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจของฝ่ายรัฐบาลกลางก่อน ซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการจะพัฒนากรุงเทพมหานครระดับหนึ่ง เช่น โครงการรถไฟลอยฟ้า หรือรถไฟฟ้าใต้ดินที่กว่าจะสำเร็จได้ก็ต้องเสียเวลาและเสียโอกาสไปหลายทศวรรษ หรือโครงการรถรางเลียบคลองของอดีตผู้ว่าฯ กทม. ดร.พิจิตต รัตตกุล ก็ไม่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายรัฐบาลกลาง และไม่สามารถที่จะดำเนินการให้สำเร็จได้จนกระทั่งท่านต้องหมดวาระไป เป็นต้น

๖. ระบบระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน คืออีกปัญหาที่บั่นทอนการจัดทำกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ กทม. ซึ่งมีปัญหามากมายที่คั่งค้างและสะสมหมักหมมมานาน โดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นเอกภาพ และหน่วยงานทั้งหลายที่มีหน้าที่รับผิดชอบ มักประกอบไปด้วยหลายๆ หน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน

โดยแต่ละหน่วยงานจะมุ่งปฏิบัติการตามอำเภอใจ (Arbitrary Power) และไม่มีใครจะยอมใคร ในอันที่จะประสานการดำเนินการใดๆ ร่วมกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อให้เกิดผลในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลแก่ประชาชน หรือเป็นไปตามเจตนารมณ์ของอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาแต่อย่างใด

เช่น ปัญหาระบบการไฟฟ้า การประปา การโทรศัพท์ และกรมทางหลวงกับกรุงเทพมหานคร ที่มีการขุดถนนวางท่อแบบซ้ำซาก แม้ถนนที่พึ่งจะทำการก่อสร้างแล้วเสร็จใหม่ๆ ก็จะมีการขุดเจาะจนเสียหาย และไม่สามารถที่จะฝังกลบให้กลับดีได้เหมือนเดิมอีกต่างหาก เป็นต้น ทั้งนี้ เป็นเพราะการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่มีผลเต็มที่ในทางปฏิบัติ และยังไม่มีการส่งมอบอำนาจหน้าที่อย่างจริงจังจากหน่วยงานต่างๆ จากส่วนกลาง โดยยังมีการหวงอำนาจกันอยู่อย่างเหนียวแน่น

ดังนั้น การแบ่งงานกันทำจึงมีลักษณะเป็นการวางแผนการปฏิบัติงานที่ต่างคนต่างทำ โดยไม่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด และยังถือสิทธิขาดในการทำงานตามกฎเกณฑ์ ซึ่งมีข้อจำกัดที่ขาดการยืดหยุ่น และระเบียบวิธีของหน่วยงานนั้นๆ เป็นสำคัญ จนทำให้ขาดซึ่งการประสานความร่วมมือซึ่งกันและกัน ผลงานทั้งหลายทั้งปวง จึงปรากฏให้พบเห็นแต่สิ่งที่ไม่น่ายินดีหรือน่าชื่นชม และรังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนมาโดยตลอด อีกทั้งยังก่อปัญหาอื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย เช่น ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาไฟฟ้าดับ ปัญหาน้ำประปาไม่ไหล ปัญหาโทรศัพท์ใช้การไม่ได้ดี ปัญหาท่อน้ำอุดตันจนน้ำท่วมขัง หรือปัญหาคนตกท่อ และปัญหาความไม่สะดวกต่างๆ เป็นต้น

๗. ปัญหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ ที่ยังขาดการสอดประสานอย่างเป็นเอกภาพ ยังมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหมือนอดีตที่ผ่านมา ทำให้การดำเนินการด้านกิจกรรมการบริการสาธารณะยังไม่ได้เต็มกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ที่มักจะมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ขาดซึ่งความรักสามัคคีในอันที่จะร่วมจุดยืนและแนว-ทางการพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นหนึ่งเดียว

ทั้งนี้ ยังขาดซึ่งจิตสำนึกที่เป็นอุดมคติทางการเมือง โดยมุ่งสู่ผลประโยชน์ของประชาชนร่วมกัน หรือจะมีประชาชนเป็นศูนย์กลางของการแก้ปัญหาและการพัฒนา ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบที่ลุกลามไปสู่วงการราชการ ที่ข้าราชการทั้งหลายมีอันต้องเป็นไปตามกระแสแนวโน้มที่ฝ่ายการเมืองจะเป็นผู้ชี้นำอยู่ตลอดเวลา เป็นต้น

๘. ปัญหาและอุปสรรคที่มีจากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในหลายมาตรา หรือเกือบทั้งหมด ที่กำหนดให้มีการบัญญัติกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบ ซึ่งสามารถวินิจฉัยและบัญญัติได้โดยคณะกรรมการต่างๆ เป็นผู้ร่างและนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่ออนุมัติและประกาศบังคับใช้ตามมานั้น เช่น มาตรา ๕๗[๑๗] ที่กำหนดสิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภค ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งเป็นการอิงแอบกับกฎหมายอื่นๆ ที่จะต้องมีการบัญญัติตามมาอีก

โดยส่วนใหญ่จะมีการกำหนดเงื่อนไข ขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วม หรือรับรู้แต่อย่างใด ซึ่งการบัญญัติกฎหมายต่างๆ จริงอยู่ที่จะต้องมีกระบวนการทางรัฐสภาเป็นแนวทางปฏิบัติ หากแต่การดำเนินการดังกล่าวทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น ยังไม่โดนใจหรือตรงประเด็นกับปัญหาที่มีปรากฏอยู่

เพราะการวินิจฉัยของท่านผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มักลำเอียงในการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งเราสามารถพบเห็นความไม่ชอบมาพากลต่างๆ มากมาย ที่มีปรากฏและกำหนดไว้ในกฎหมายต่างๆ โดยในบางครั้งจำเป็นต้องมีการตีความไปต่างๆ นานาและมีการบังคับใช้แบบเลี่ยงบาลี หรือตีขลุมเอาเองก็มี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลหรือนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งเป็นตัวแทนในรัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรีทั้งหลายเหล่านั้น ส่วนใหญ่คือตัวแทนของกลุ่มฝ่ายนายทุน ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจและอิทธิพล ร่วมกับกลุ่มพ่อค้าหรือนักธุรกิจที่ร่ำรวยทั้งหลายเท่านั้น ที่มีอำนาจหน้าที่อยู่ โดยสามารถพิสูจน์ได้ เมื่อมีการให้แสดงรายการทรัพย์สินส่วนตัวแล้ว เราจะไม่พบว่ามีผู้ใดที่ไม่มีหลักทรัพย์ที่ต่ำกว่าร้อยล้านบาทเลย และยังไม่เคยปรากฏให้เห็นว่า มีประชาชนคนธรรมดาที่มีทรัพย์สินน้อยๆ แต่มากด้วยความสามารถ ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของประชาชนสักคนเดียวตั้งแต่เริ่มมีการเลือกตั้งเป็นต้นมา

ด้วยเหตุนี้ การจะบัญญัติหรือตรากฎหมายใดๆ ผลที่ออกมามักจะต้องเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์กับชนกลุ่มนั้นๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าวิตกว่า กฎหมายที่เป็นธรรม หรือนิติธรรม คงจะไม่มีใครที่จะช่วยเป็นปากเป็นเสียงแทน และส่งเสริมให้กำหนดเป็นกฎหมายที่จะเอื้อต่อคนยากไร้ออกมาได้

ดังนั้น การจะแก้ปัญหาให้กับคนกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็นผู้ที่ยากจน ก็คงจะเป็นไปไม่ได้อีกนาน ถ้าหากสังคมยังลุ่มหลงระเริงอยู่กับวัตถุนิยม หรือยึดถือ “เงินตราเป็นพระเจ้า” โดยยังขาดซึ่งจิตสำนึกแห่งคุณธรรมและจรรยาบรรณทางการเมือง เพราะฉะนั้น การเมืองการปกครองของไทยก็คงยากที่จะพัฒนาให้กว้างไกลไปกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ คือ เหตุปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตปรกติธรรมดาของปุถุชนทุกคน ที่มิอาจหลีกเลี่ยงและละเลยได้ แต่จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างถ่องแท้ เพื่อหาทางออกและหาแนวทางแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายย่อมปรับเปลี่ยนไปมาอยู่เสมอ ทั้งนี้ ก็ขึ้นกับสถานการณ์ของแต่ละยุคแต่ละสมัย โดยการแสวงหายุทธวิธีที่เหมาะสม เพื่อสามารถที่จะบรรเทาปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ให้จงได้ ซึ่งในการศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาจะขอนำเสนอแนวยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาของกรุงเทพมหานครเป็นลำดับๆ ไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพแทรกแสดงสภาพถนนหลวงตามต่างจังหวัดที่ไม่สมประกอบ

 

 

 

ข้อสังเกต :  เป็นภาพถนนสายต่างจังหวัด (กาญจนบุรี) หลังพายุฝนกระหน่ำ จนต้นไม้ล้มขวางทางเดินรถสัญจร

ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั่วไปได้ จึงสมควรเป็นอุทาหรณ์สอนใจแก่

การบริหารและการจัดการระบบการจราจรให้มีความปลอดภัยและสร้างสรรค์กว่านี้ เพราะชีวิตของ

มนุษย์ที่เป็นคนไทยทั้งหลาย ไม่ใช่ตุ๊กตาหรือเป็นของเล่นสำหรับผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ที่พึงจะต้อง

รับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานให้ดี โดยมีจิตสำนึกและให้มีคุณประโยชน์เพื่อมวลชนกว่าที่กระทำกัน

[๑]สนธิ์ บางยี่ขัน ค., PS ๔๕๐ (S) การวิเคราะห์องค์การ : ทฤษฎีองค์การและพฤติกรรม (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๙), หน้า ๓๑๗.

[๒]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๗๔.

[๓]วุฒิสาร ตันไชย, การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, พิมพ์ครั้งที่ ๔ (กรุวงเทพมหานคร : เอ พี กราฟิค ดีไชน์และการพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า ๒ และ ๘.; สนธิ์ บางยี่ขัน, เรื่องเดิม, หน้า ๒๔๙.

[๔]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒.

[๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓-๔.

[๖]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรื่องเดิม, หน้า ๒๒๗–๒๒๘.

[๗]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๕.

[๘]Robinson, William A., อ้างใน พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๕-๖.

[๙]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ก., เรื่องเดิม, หน้า ๙๒-๙๓ และหน้า ๒๓๕-๒๓๖.

[๑๐]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๓๕–๒๓๖.

[๑๑]สนธิ์ บางยี่ขัน ก., เรืองเดิม, หน้า ๒๔๖–๒๔๙.

[๑๒]ฉลอง อัมไพรวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๙.

[๑๓]พรชัย เทพปัญญา และคณาจารย์ ข., เรื่องเดิม, หน้า ๑๖.

[๑๔]ฉลอง อัมไพรวรรณ, เรื่องเดิม, หน้า ๑๓๐.

[๑๕]เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๑–๗๒.

[๑๖]สมชาย วสันตวิสุทธิ์ ก., เรื่องเดิม, หน้า A ๑๑.

[๑๗]ฉลอง อัมไพรวรรณ, เรื่องเดิม. หน้า ๑๗.

บทที่ ๔

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาและอุดมการณ์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 

ปัญหาและอุปสรรคขั้นพื้นฐาน (Fundamental Issues and Agenda)

ในด้านพฤติกรรม (Behavior) โดยภาพรวมของมนุษยชาติ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ซึ่งมีการวิเคราะห์วิวัฒนาการการเมืองการปกครองของไทย อันเป็นมรดกตกทอดจากอดีต ที่สัมพัทธ์ทั้งโครงสร้าง กระบวนการและค่านิยม โดยมีผลต่อพฤติกรรมของปัจเจกชน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงสังคมโดยรวมในทางการเมืองของคนไทยที่แสดงออก และเป็นความต่อเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบัน สามารถกล่าวได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมและบทบาทในสังคม ที่มีความเห็นแก่ได้หรือคิดแต่จะได้ คือพื้นฐานที่ปุถุชนทั่วไปต่างเสาะแสวงหาในสิ่งที่ตนปรารถนา โดยมีเหตุปัจจัยมาจากภายในตน คือ มีกิเลสตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความเห็นแก่ตัว เพราะยังมีอวิชชาครอบงำอยู่ อันเป็นครรลองตามธรรมชาติของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป

ในขณะที่การจะเข้าถึงธรรมที่เป็นวิชชา คือความรู้เท่าทัน ความรู้แจ้งเห็นจริงอย่างมีสติและปัญญา และความมีหิริโอตตัปปะ คือความรู้จักละอายต่อบาปและรู้จักกลัวจากการกระทำบาป โดยจะต้องเริ่มต้นด้วยการมีสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ คือการมีทิฏฐิชอบและดำริชอบ อันมีฉันทะเป็นตัวนำทาง คือ มีความต้องการที่จะทำ และจะกระทำแต่ในสิ่งที่ดีงามแทนที่จะคิดเอาแต่ได้ โดยทำให้พฤติกรรมของปุถุชนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อันจะส่งผลให้เกิดสิ่งที่ดีเลิศในการดำเนินการต่างๆ ซึ่งจะเกิดผลกรรมที่เป็นกุศลและประโยชน์ต่อสาธารณชนที่เป็นส่วนรวมในท้ายที่สุด

หากแต่พฤติกรรมและบทบาทของคนไทยในปัจจุบันในภาพรวม มักเป็นไปแบบต่างคนต่างอยู่ (Self Supported) ต่างคนต่างทำ (Self-acted) มีความพอใจและไม่พอใจเป็นของตนเอง มีแนวโน้มที่ส่อไปในทางอัตตนิยมสูง แม้ในส่วนลึกๆ อาจจะอุดมไปด้วยคุณธรรมที่มีความเห็นอกเห็นใจ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อบุคคลอื่นบ้าง โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนด้อยกว่าทั้งสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สถานที่อยู่อาศัย ตลอดจนสุขภาพอนามัย หากแต่ใครจะมีความรู้สึกนึกคิด (Consideration) ลึกๆ เป็นไปเช่นไร ก็เป็นนามธรรม (Abstracted) ที่จับต้องและชี้วัดให้เห็นเป็นประจักษ์ไม่ได้

อย่างไรก็ดี คนไทยโดยพื้นฐานตามครรลองของธรรมชาติแล้ว เป็นบุคคลผู้ที่มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาแต่กำเนิด โดยมีอุปนิสัยใจคอที่เป็นไปอย่างธรรมชาติสร้างมา และมีขนบธรรมเนียมประเพณีและมีวัฒนธรรมอันดีงามมายาวนานกว่า ๗ ศตวรรษ ซึ่งคนไทยไม่ใช่เป็นบุคคลที่ก้าวร้าว โดยแม้ในบางครั้ง อาจจะใจร้อนบ้าง แต่ก็ไม่ชอบโวยวาย หรือไม่ชอบหาเหาใส่หัว (Interference)

หากแต่เป็นตัวตนที่เป็นของใครของมัน (Individualistic) โดยไม่ชอบที่จะมุ่งแสวงหา หรือร้องเรียกหาความเป็นธรรมแบบสุดขั้ว (Extremist) หรือความเสมอภาคเท่าที่ควร เนื่องจากการถูกกดขี่และครอบงำ (Dominated) มาโดยตลอดจากภาครัฐราชการ (Bureaucratic Government) ที่เป็นระบบรวมศูนย์อำนาจ และเป็นอยู่อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยกเว้น เมื่อถูกบีบคั้นจนต้องแสดงออกในบางครั้ง เช่น เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๑๖ หรือ ๖ ตุลาคม ๑๙ หรือ พฤษภาทมิฬ ๓๕ เป็นต้น

ในปัจจุบันนี้ หากจะดูเพียงผิวเผิน ทุกคนอาจจะเข้าใจว่า คนไทยเรานี้ช่างดีหนักหนา ไม่ต้องทำการงานใดๆ ก็มีกินมีใช้อย่างฟุ่มเฟือย หรือยังคงมีความสุขและสบายดีอยู่กับการทำมาหาเลี้ยงชีพโดยถ้วนหน้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ยังต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากไร้ จนรัฐบาลปัจจุบัน จึงต้องออกยุทธศาสตร์เชิงนโยบายในการแก้ปัญหาความยากจน โดยให้คำมั่นสัญญาด้วยความหวังดีว่า ภายใต้การมุ่งยกระดับ GDP แบบนี้แล้ว ภายใน ๖ ปีนี้จะสามารถทำให้ความยากจนของคนไทยหมดไปจากประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ

ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะประชากรชาวกรุงเทพมหานคร จริงๆ แล้วกลับต้องมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว หวาดระแวง และหวาดผวา จนแทบจะไม่มีความสงบสันติสุขเลยในการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นผลผลิตของความศิวิไลซ์อันจอมปลอมทั้งหลาย ที่เรายังต่างพากันหลงไหลงมงาย โดยรับสืบทอดมาจากอารยธรรมตะวันตกเกือบจะทุกด้าน และคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นธนบัตรนิยม วัตถุนิยม การบริโภคนิยม หรือสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอันเป็นเทคโนโลยี่ชั้นสูงเหล่านั้น

คือ ความสุขที่เราเสาะแสวงหากันทั้งชีวิต โดยเราละทิ้งซึ่งวิถีชีวิตขั้นพื้นฐานของความเป็นคนไทย มีจิตสำนึกไทยและวัฒนธรรมไทย หรือแม้แต่ประเพณีปฏิบัติแบบไทยๆ ไปนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราจะปล่อยให้กรุงเทพมหานคร เมืองแห่งเทวดา (Man-Angel City) ทั้งหลายของเรา มีอันจะต้องเป็นไปและเป็นอยู่อย่างมีปัญหาที่หลากหลาย โดยไม่มีใครใส่ใจที่จะทำการแก้ไขให้ลุล่วงไป แม้แต่รัฐบาลเอง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น ปัญหาการจราจรที่จลาจล ปัญหาขยะล้นเมือง ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำเหม็นน้ำเน่า ปัญหาชุมชนแออัด ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ตลอดจนปัญหาด้านสังคมที่มีอยู่อย่างหลากหลาย แม้แต่เรื่องของการฉ้อราษฎร์บังหลวงของข้าราชการทุกระดับ ยาเสพติด อาชญากรรม โจรผู้ร้ายที่ชุกชุม เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่จริงจัง หรือเราจะปล่อยให้คงมีอยู่ต่อไปอีกหรือ? และเราจะต้องใช้กาลเวลาเพื่อแก้ปัญหาไปอีกนานเท่าไร?

ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ดังตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น และที่ได้กล่าวโดยสังเขปไปแล้วในบทก่อนนั้น สามารถประมวลได้ว่า เป็นทั้งปัญหาและอุปสรรคอันมีต้นสายปลายเหตุมาจากพื้นฐานทางด้านความเป็นมนุษยชาติ อันเป็นมาแบบธรรมชาติของคนไทยด้วย เพราะคนไทยมีวัตรปฏิบัติที่ยึดโยงอยู่ ด้วยการพึ่งพิงอาศัยทรัพยากรตามธรรมชาติเพื่อยังชีพอย่างเหนียวแน่น กอปรกับคนไทยเป็นชนชาติที่มีอุปนิสัยใจคอ จารีตประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อความศรัทธาที่ปลูกฝังมาแต่เนิ่นนาน โดยสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณีปฏิบัติ  อันประกอบไปด้วยพิธีกรรมที่เก่าแก่ต่าง ๆ  ซึ่งพึงยึดถือและปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เปลี่ยนแปลงมานานพอสมควร อีกทั้ง เพราะคนไทยมีความเป็นชนชาติเกษตรกรรมเป็นพื้นฐานมาแต่โบราณกาล กับมีโครงสร้างการปกครองที่เป็นระบบแบบดั้งเดิมหรือแบบไพร่ฟ้า (Subject) ที่เป็นระบบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก (Paternalism) และมีสังคมครอบครัวขยายแต่ใกล้ชิด อบอุ่น และอุปถัมภ์ (Patronize) ซึ่งกันและกัน โดยมีการสืบทอดกันมาเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ โดยมีพระมหากษัตริย์ (King) ทรงเป็นพระประมุข (Leader) และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจสูงสุดและบริบูรณ์ (Absolute Power) ซึ่งคนไทยต่างเทิดทูน ยึดมั่น ศรัทธาและเคยชินจนเป็นวัตรประเพณีมานานวัน

จนกระทั่งเมื่อเริ่มมีระบบการปกครองแบบใหม่ที่รุกคืบเข้ามาจากฟากตะวันตก ซึ่งมีการค้าการขายกับชาวตะวันตกในสมัยกรุงศรีอยุธยายุคกลาง จึงเริ่มมีแนวความคิดของการปกครองแบบประชาธิปไตยตามมา ด้วยจุดประสงค์เพียงเพื่อที่จะให้ประเทศมีความทันสมัยเท่าทันตะวันตก จนล่วงเลยมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หรือในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ประชาธิปไตยก็เริ่มเบ่งบาน เพราะกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่เริ่มรุกคืบเข้ามาครั้งแรกในประเทศไทย[๑] และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบใหม่ ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นสิ่งใหม่ที่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยและยังตามไม่ทันสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป

นั่นก็คือ อุปสรรคหนึ่งในการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองไทย เพราะประชาชนส่วนใหญ่กว่าจะเข้าใจ และใส่ใจในการที่จะมีส่วนร่วมในทางการเมือง ก็ล่วงมาถึงยุคแห่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ กระบวนการของปัญหาและอุปสรรคของกรุงเทพมหานคร จึงหมายรวมถึงประเด็นที่เป็นปัญหาด้านความเชื่อ ความศรัทธาและค่านิยมอันเป็นเรื่องของโครงสร้างทั้งหลาย เช่น สถาบันต่างๆ ระบบระเบียบการบริหารราชการ กระบวนการกำหนดนโยบาย และการตัดสินใจ ตลอดจนการบริการสาธารณะต่างๆ ของสังคมโดยรวมด้วย

ด้วยเหตุนี้ การจะแก้ปัญหาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไป จะต้องมีกลยุทธ์ วิธีการ ขั้นตอนและกระบวนการ อันเป็นกุศโลบายหรือยุทธศาสตร์ ที่เป็นแนวทางการแก้ปัญหาให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ โดยอาจจะยึดถือ และนำแนวความคิดต่างๆ ที่จะกล่าวในรายละเอียดต่อไปนี้ แล้วนำไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดเป็นผลประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลที่เป็นจริง ก็สมควรที่จะสามารถประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงนี้  ยังคงมีปัญหาด้านกฎหมายต่างๆ  ซึ่งยังมีบางมาตรการอันล้าหลังและไม่ทันสมัย แต่อำนาจหน้าที่ของ ผู้ว่าฯ กทม. พึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับตัวบทกฎหมายที่บัญญัติและตราไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ในหมวด ๕ มาตรา ๗๕ วรรคแรก ซึ่งได้ระบุไว้ว่า รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยจัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างรวดเร็วและเท่าเทียมกัน

รวมทั้งการจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นให้มีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองถึงความต้องการของประชาชน[๒] อันมีนัยในความหมายที่เป็นจริง ก็คือการจะกำหนดแนวนโยบายขั้นพื้นฐานแห่งรัฐ ในการจัดระบบงานบริหารราชการแผ่นดิน และงานของรัฐอย่างอื่น โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุขในการดำรงชีพ ซึ่งสมควรที่จะต้องให้เกิดประสิทธิภาพสูงและประหยัดสุดและสมควรที่จะต้องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาบ้าง โดยมีเป้าหมายที่จะสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเที่ยงแท้และเป็นจริงต่อไป

 

อุดมการณ์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (Ideology for the Bangkok Governor)

อุดมการณ์ คืออุดมคติหรือเจตนารมณ์ที่มีจุดยืนอันบริสุทธิ์มั่นคง และมีความตั้งใจจริงตามหลักแห่งพระพุทธธรรม อันเป็นธรรมะที่พึงยึดถือเพื่อการปฏิบัติงาน หรือปฏิบัติหน้าที่ที่มุ่งสู่ความสำเร็จดังที่ตั้งใจและตั้งเป้าหมายไว้ คือ หลักธรรมแห่ง “อิทธิบาท ๔” อันประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา พร้อมกับแนวยุทธศาสตร์การบริหารจัดการด้วยหลักธรรมแห่ง “พรหมวิหาร ๔” ที่ประกอบไปด้วยหลักแห่งความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และด้วยยุทธวิธีที่เปี่ยมไปด้วยหลักธรรมแห่ง “มรรคมีองค์ ๘” ซึ่งนำด้วยหลักแห่งการมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ดังได้กล่าวพรรณนาไว้แล้วในบทก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ โดยมีหลักแห่งคุณธรรม จรรยาบรรณ ความเสียสละที่จะอุทิศทั้งกายใจและสติปัญญา ที่พรั่งพร้อมไปด้วย “ความเก่ง” อันเป็นบุคลิกที่มีศักยภาพด้านวุฒิภาวะ วุฒิการศึกษา มีภูมิความรอบรู้ (Wisdom) มีความกล้าหาญ (Courage) มีความอดทน (Temperance) มีความคิดริเริ่มที่สร้างสรรค์ซึ่งคิดเป็นทำเป็น โดยเข้าใจถึงปัญหาและอุปสรรค และเข้าถึงประชาชนอย่างเอื้ออาทร เพื่อการทำงานให้บริการแก่สังคมอันเป็นส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทน ตลอดจนมีความมุ่งหวังที่อยู่ในกรอบของการประเมินผลที่จับต้องได้ และวัดผลงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ โดยมีการยึดเหนี่ยวอย่างหนักแน่นในอุดมคติ ซึ่งมุ่งมั่นต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ในขณะเดียวกัน การจะเป็น ผู้ว่าฯ กทม. ที่ดีได้ โดยจำเป็นต้องเป็นบุคคลที่มีหลักคุณธรรมดังกล่าวข้างต้นเป็นพื้นฐานหลัก ซึ่งต้องเพียบพร้อมด้วยความสามารถที่รอบตัวและหลากหลาย ตลอดจนมีความซื่อสัตย์สุจริต ความบริสุทธิ์ยุติธรรม และมีความตั้งใจจริง (Determination) ที่จะกอบกู้ (Retrieve) ภัยพิบัติต่างๆ (Catastrophes) เป็นตัวตั้ง โดยไม่ยึดติดกับพรรคหรือพวก หากแต่เพียงแค่มีความคิดคำนึงถึงและยึดผลประโยชน์ส่วนรวม (Public Benefits) ของประชาชนเป็นหลักชัย (Principle Goal) ให้ได้อย่างเที่ยงแท้ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และตามสาเหตุของปัญหาและสถานการณ์แวดล้อมที่เป็นจริง โดยมียุทธการที่เป็นไปตามขั้นตอนกับกระบวนการ และวิธีการที่ชัดเจนและแน่นอน

ทั้งนี้ ที่แน่ๆ (Clear Cut) ควรจะต้องเป็นบุคคลที่มีปณิธานอันสูงส่งที่อาสามา โดยพร้อมที่จะยอมเสียสละ (Dedicate) ผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและเที่ยงตรง โดยมีอุดมการณ์และปณิธานอันมั่นคง ในแนวทางการปฏิบัติการตามหลัก “ทศพิธราชธรรม”[๓] อันเป็นหลักการการบริหารอันสูงส่ง

ซึ่งองค์พระประมุขของไทยเราทรงยึดมั่นถือมั่นมายาวนาน อันเป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ดี ที่จะส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และเพื่อไม่ให้คนไม่ดีมีอำนาจมีอิทธิพลได้ในบ้านเมือง

โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการให้เกิดการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม และยึดมั่นถือมั่นจนเป็นแนวการบริหารจัดการแบบ “ธรรมาธิปไตย” ตามแนวพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจ้ายู่หัว ที่ทรงดำรัสไว้ว่า “เราจะปกครองโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวยาม”

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบสนองคุณแผ่นดินให้เกิดขึ้น และเล็งผลเลิศถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ ก็จะสามารถบรรลุถึงซึ่งวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของการทำงานการเมืองทั้งปวง

 

ยุทธศาสตร์เชิงนโยบายหลักในการแก้ปัญหา (Prime Roadmap for Public Agenda)

ยุทธศาสตร์ในการดำเนินการแก้ปัญหา หมายถึง กลยุทธ์ต่างๆ ที่เป็นกุศโลบายเชิงนโยบาย    โดยกำหนดเป็นแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ   เพื่อให้สำเร็จได้ตรงประเด็นปัญหาจริง (Straight to the Points) ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์อันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของกรณีที่ศึกษา และมีขั้นตอนและกระบวนการอันเหมาะสมที่สอดคล้องกับสถานการณ์นั้นๆ โดยสามารถเล็งเห็นและคาดการณ์ได้ถึงผลที่จะเกิดขึ้น ทั้งผลลัพธ์และผลกระทบต่างๆ ที่จะเป็นผลสะท้อนให้เกิดแนว-ทางการดำเนินการ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติการได้อย่างจริงจัง โดยมีจุดหมายปลายทางตามวัตถุประสงค์ที่คาดหวัง ทั้งนี้ เพื่อการแก้ปัญหาทั้งหลายให้เป็นรูปธรรมต่อไป

ในขณะเดียวกัน การกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานครนี้ จะเป็นกลยุทธ์และเป็นยุทธวิธีที่ได้ประมวลและรวบรวมศึกษามาได้ โดยต่างก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่มีมาจากประสบการณ์ของผู้ศึกษาเป็นสำคัญ ด้วยการใช้ฐานข้อมูลและข่าวสาร จากการสังเกตการณ์ จากสิ่งที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไป และโดยการมีส่วนร่วมเองด้วย อีกทั้งจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่สามารถสืบค้นหาได้จากเอกสาร ตำรา และสื่ออื่นๆ มาประกอบการพิเคราะห์และพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยของแต่ละกรณีๆ ไป

ทั้งนี้  เพราะสภาพการณ์ความเป็นอยู่ในวิถีการดำรงชีพโดยทั่วไป  ของประชากรชาว กทม. มีความไม่ชอบมาพากลจากการบริหารจัดการของอดีต ผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมามากมายนั้น ยังไม่มีการแก้ไขให้บริบูรณ์ตามสมควร ในอันที่จะสนองตอบต่อความต้องการของมหาชนโดยรวม

จึงต้องทำการศึกษาเพิ่มเติม ด้วยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์  โดยการนำเสนอแนวความคิดที่เป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา  ซึ่งอาจจะคิดนอกกรอบบ้าง แต่ก็มุ่งเข้าถึงประเด็นปัญหาจริงอย่างตรงไปตรงมา อันประกอบไปด้วยความเป็นจริงซึ่งเป็นที่ประจักษ์อย่างมีเหตุมีผล ด้วยความคาดหวังว่า จะสามารถคืนความเป็นเมืองแห่งเทพชน (Man-Angel) ตามสมัญญานามว่า “กรุงเทพพระนคร” และให้ฟื้นคืนกลับไปเป็นเมือง “เวนิสตะวันออก” ให้บังเกิดขึ้นเป็นจริงให้ได้ ทั้งนี้และทั้งนั้น เพื่อการแก้ปัญหาและเสนอแนะแนวทางออกที่จะต้องได้รับการแก้ไขต่างๆ ในภาพรวม ซึ่งพอจะสรุปได้เป็นแต่ละยุทธศาสตร์ที่มีสารัตถะโดยสังเขปดังพรรณนาต่อไปนี้

 

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการเลือกตั้ง (Roadmap for Election Campaign)

การเลือกตั้ง หมายถึง กระบวนการและวิธีการ อันเป็นส่วนหนึ่งของระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่สากลโลกยึดถือปฏิบัติเหมือนๆ กัน โดยเข้าใจว่าเป็นการแสดงออกว่าประเทศนั้นๆ มีระบบการปกครองของประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนทั้งมวล  ซึ่งมีความแตกต่างจากระบอบแบบเผด็จการที่เป็นของกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน

โดยการเลือกตั้งนั้น ก็เพื่อให้มีการแต่งตั้งตัวแทน ซึ่งเป็นปัจเจกชนหรือกลุ่มบุคคลส่วนน้อยของประชาชน ให้มาปฏิบัติหน้าที่และภาระกิจของส่วนรวมแทนประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ อันเป็นกิจกรรมที่จำเป็นทางการเมืองการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยที่เป็นสากลนิยมอยู่ในปัจจุบันกาล

ทั้งนี้ เพื่อการบริหารจัดการการบริการสาธารณะและการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดทั้งหลายทั้งปวง จะได้เกิดความสะดวก ปลอดภัยเป็นธรรมและกระจายอย่างทั่วถึง ดังนั้น หน้าที่หนึ่งของทุกฝ่ายในสังคมการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย จึงเป็นพันธกิจที่มิอาจหลบเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ก็จะยังมีตามมาทั้งทางบวกและทางลบ อันเป็นผลกระทบต่อผู้คนที่เป็นอยู่รอบด้าน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่หลากหลาย (Stakeholders) ซึ่งจะสะท้อนออกถึงผลลัพธ์ที่ปรากฏมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นเช่นกัน เพราะจากประสบการณ์ที่ประเทศไทยได้มีการจัดการเลือกตั้งเป็นต้นมา ปัญหาทั้งหลายมักเพิ่มความเข้มข้นและรุนแรงจากการแข่งขันเพื่อชัยชนะขึ้นเรื่อยๆ โดยมีทั้งการใช้เงิน ใช้กำลัง ใช้อิทธิพล และใช้แม้กระทั่งอาวุธทุกชนิด จนกระทั่งอาวุธสงคราม เพื่อเข่นฆ่าล้างผลาญกัน จนทำให้ระบบการเลือกตั้งมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่สลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นด้วย ถึงแม้การตรากฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับที่มีเงื่อนไขต่างๆ มากมายแค่ไหน อย่างไร ก็ยังมีพฤติกรรมดังกล่าวไม่สิ้นสุด

ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นเพราะบทบาทและพฤติกรรมของนักกฎหมายทั้งหลาย ที่เคยมีการตรากฎหมายแต่ละครั้งแต่ละมาตราที่บัญญัติออกมานั้น เป็นข้อกฎหมายที่ตราออกมาเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีต้นสายปลายเหตุคือเหตุปัจจัยที่เกิดปรากฏขึ้นก่อนมาแล้วเกือบทั้งสิ้น

ในขณะที่การตรากฎหมายทั้งหลายทั้งปวง ที่จะมุ่งให้มีการพิจารณาวินิจฉัย และปฏิบัติการกระทำเพื่อเป็นการป้องปราม หรือดำเนินการเพื่อหาทางป้องกันภัยต่างๆ หรือเหตุการณ์ใดอันอาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้ หรือมีบทบาทในการมองการณ์ไกลอย่างรู้เท่าทัน กลับเป็นสิ่งที่มีน้อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ และน่าเสียดายโอกาสและเวลาที่สูญเสียไปเปล่าๆ จริงๆ

ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนขององค์กรภาครัฐ ภาคราชการ ภาคเอกชน ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ จึงสมควรที่จะต้องตระหนักอย่างรอบคอบ โดยการทบทวนบทบาทและหน้าที่ของตนด้วย อย่างไรก็ดี ทางออกที่น่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสม เท่าที่สังเกตและทบทวนจากอดีตที่ผ่านมา จึงพอสรุปได้เป็นยุทธศาสตร์ที่จะเป็นข้อสังเกต ข้อติเตือน ข้อเสนอแนะและเป็นอุทาหรณ์ เพื่อเป็นการถือปฏิบัติการให้เหมาะสมสืบต่อไป ดังต่อไปนี้

 

                ยุทธศาสตร์ที่ ๑. ในการณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกครั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ไม่ควรให้มีข้อกำหนด (Regulations) ที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ  ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ ที่บัญญัติให้ กกต. มีอำนาจหน้าที่ตามหัวข้อ (๑) ให้ควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม[๔] ซึ่งมีนัยที่จะต้องกำหนดบทบาทในอันที่จะยึดมั่นในความสุจริตและเที่ยงธรรมเป็นสำคัญ

แต่ในทางกลับกันคณะกรรมการการเลือกตั้งกลับเปิดโอกาสให้มีการใช้เงินจำนวนมากเกินจำเป็นในการสมัครและหาเสียงเลือกตั้งตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว นอกจากนั้น โดยลำพังคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ประกอบด้วยกรรมการจำนวน ๕ ท่านเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ชี้เป็นชี้ตาย และสามารถกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทั้งหลายทั้งปวงได้ ซึ่งยึดตามระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในแต่ละครั้งที่มีการเลือกตั้ง โดยการอนุญาตหรือไม่อนุญาตดังกล่าว น่าจะถือได้ว่ายังเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนที่ควรจะเป็นตามหลักประเพณีปฏิบัติอันดีงามของสังคมไทย

เพราะการอนุญาตให้มีการใช้เงินเป็นสิ่งชี้นำในการเลือกตั้งดังกล่าว เท่ากับเป็นการกีดกันมหาชนส่วนใหญ่ให้ต้องหมดสิทธิไปจากความชอบธรรม ในอันที่จะลงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนของประชาชนทางการเมือง ซึ่งเป็นกฎกติกาหนึ่งของระบบการเมืองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของสังคม คือกลุ่มบุคคลที่ยากไร้ หรือเป็นกลุ่มชนที่ไม่มีเงินมีทองมากมายอย่างเท่าเทียม จนต้องไร้ซึ่งโอกาสเป็นอย่างยิ่ง โดยต่างก็ใช่จะไร้ซึ่งสติปัญญาในการที่จะอาสาเข้าไปประกอบคุณความดี เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดกับสังคมและประเทศชาติโดยรวม ยกเว้นแต่ว่าจะได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ดังกล่าวเสียใหม่ โดยเปิดกว้างเพื่อให้ทุกคนจะได้มีโอกาสมีส่วนร่วมอย่างเสมอภาคโดยถ้วนทั่ว

นอกจากนั้น การจะกำหนดมาตรการดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ – ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑  ในส่วนที่ ๖ มาตรา ๔๑  ซึ่งเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง[๕]  โดย กกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถออกกฎข้อบังคับ ที่จะอนุญาตให้มีการใช้จ่ายค่าหาเสียงแบบประหยัด ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่ส่งผลให้มีการเลือกตั้งที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น

เพราะการเมืองเป็นกิจกรรมของส่วนรวม ไม่ใช่เป็นเวทีเพื่อให้ผู้ที่มีกำลังทรัพย์ (Wealth) หรือจำเพาะเจาะจงสงวนไว้ให้ผู้ที่มีเงินหรือเป็นเศรษฐี (Millionaire) เท่านั้น ที่จะสามารถได้รับการเสนอชื่อเพื่อการรับการเลือกตั้ง แต่ต้องให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่อิงหลักธรรมหรือเป็นไปแบบธรรมชาติ อันมีนัยที่เน้นสิทธิส่วนบุคคลย่อมเสมอภาคกันในทางกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่เท่าเทียมกัน ซึ่งสามารถสร้างบรรทัดฐานความเท่าเทียมกันที่มีความเสมอภาค (Equity) ต่อมหาชนโดยทั่วไป ดังที่ได้มีบัญญัติไว้ในหมวดที่ ๓ มาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐[๖]  ซึ่งกล่าวโดยสรุปก็คือ

ภาครัฐหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. จักต้องส่งเสริมให้มีการหาเสียงอย่างเป็นธรรม (Just) โดยผ่านการจัดสรรการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่จัดเตรียมการให้โดยภาครัฐเท่านั้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ควรจะให้เป็นไปตามวิธีการหาเสียง ที่เป็นเพียงการแนะนำตัวบุคคลผู้สมัครรับการเลือกตั้ง เฉกเช่นการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่จะลดความรุนแรงของการแข่งขัน ระหว่างตัวผู้สมัครรับการเลือกตั้งลงได้

เพราะจากเหตุการณ์ในการรณรงค์หาเสียงล่าสุดของการเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิก อบจ. ทั่วประเทศนั้น ได้มีการใช้จ่ายเงินทองไปมากมาย พร้อมๆ กับมีเหตุการณ์การเข่นฆ่าคู่ต่อสู้ จนมีผู้สมัครหลายคนถูกฆาตกรรมและบางรายต้องเสียชีวิตไปอย่างไร้ร่องรอย อันเป็นพฤติกรรมที่ไร้ซึ่งศีลธรรมและคุณธรรมเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น การอนุญาตให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงดังกล่าว น่าจะผิดวัตถุประสงค์ของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่เราคาดหมาย แต่ในทางกลับกันก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลทุกชนชั้นได้มีส่วนร่วมในการปกครอง อันแสดงถึงความพยายามในการพัฒนาระบบการปกครองที่ทันสมัย  ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเพรียกหา คือ ระบอบประชาธิปไตยที่จะเป็นของประชาชน  โดยประชาชน  และเพื่อประชาชนจริงๆ จึงสมควรที่ กกต. จะให้มีการทบทวนบทบาทและกระบวนการดังกล่าว

ทั้งนี้ ยังจะเป็นการลดความขัดแย้งต่างๆ ทั้งหลายลงได้ระดับหนึ่ง และสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม อันเป็นธรรมและเสมอภาคต่อไป อีกทั้งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายรวมถึงงบประมาณของแผ่นดินจะได้ลดลงและไม่สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ด้วย

ทางออกอีกทางหนึ่งก็คือ กกต. ไม่ควรอนุญาตให้มีการติดตั้งแผ่นป้ายโฆษณาหาเสียง (Bill Boards) ที่ใหญ่โตมโหฬาร และมากมายอย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นเสมือนการโฆษณาสินค้าทั่วไป (Commodity Advertisement) และก็ไม่มีข้อบัญญัติใดที่จะบังคับให้ผู้สมัครพึงจะต้องกระทำการดังกล่าวไว้แต่อย่างไร จึงสมควรที่ กกต. น่าจะออกกฎกติกาใหม่ในการจำกัดข้อปฏิบัติการดังกล่าวให้ลดน้อยถอยลง โดยอาจจะเป็นการเปิดกว้างอย่างเสรี หรือไม่ก็ให้ยกเลิกหรือห้ามการกระทำดังกล่าว หรือให้มีการแจกจ่ายได้แต่เพียงแผ่นปลิว (Leaflets) ซึ่งสามารถจะช่วยประหยัดทั้งเงิน วัสดุอุปกรณ์ บุคลากรและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ได้ใช้ไปกับการแนะนำตัว (Self Introduction) ก็น่าจะพอเพียงและเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ทั้งนี้ เพื่อให้มีแนวปฏิบัติเหมือนกับ (Copy) วิธีการการนำเสนอและแนะนำตัว แบบเดียวกันกับการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ซึ่งก็มีผลสำเร็จที่ดีได้ระดับหนึ่ง ที่มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ มาแล้ว อันจะได้เป็นไปตามที่มีบัญญัติไว้ในหมวดที่ ๒ มาตรา ๙๑ และ มาตรา ๙๒ ของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก พ.ศ.๒๕๔๑[๗] ตามลำดับนั่นเอง

ยุทธศาสตร์ที่ ๒  การที่ กกต. อนุญาต (Permission) ให้มีการใช้จ่ายเงินในการหาเสียง โดยจำกัดวงเงินที่สูงมากสำหรับการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งมีข้อกำหนดให้ใช้จ่ายได้ไม่เกิน ๒๑ ล้านบาทเมื่อครั้งที่แล้ว และเพิ่มขึ้นเป็น ๓๗ ล้านบาทในปี ๒๕๔๗ นี้นั้น น่าจะเป็นวิธีการที่ส่งเสริม (Incite) ให้มีการใช้เงินหว่านล้อม (Deviate) ประชาชน เพื่อให้ได้คะแนนเสียงทุกรูปแบบ (All Means) โดยการใช้เงินจำนวนมากๆ เป็นปัจจัยตัวแปรและชี้นำ (Directing) ซึ่งน่าจะเป็นการส่งเสริมให้มีการซื้อสิทธิขายเสียงตามมาอย่างชัดแจ้ง อันเป็นการส่อเจตนาที่ไม่ชอบธรรมตั้งแต่เริ่มต้น

เพราะตามหลักของความเป็นจริงแล้ว การใช้จ่ายจำนวนเงินหาเสียงดังกล่าว เป็นสิ่งที่เกินจริงตามความจำเป็นอย่างมาก เพราะรายได้หรือเงินเดือน[๘] ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น เท่าที่ปรากฏและที่เป็นประจักษ์มาแล้ว ก็จะมีเงินรายได้ประมาณ ๕ ล้านบาทตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งไม่เกิน ๔ ปี[๙] ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลกลใดที่จะต้องอนุญาตให้มีการใช้จ่ายเงินทองในการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยจำนวนเงินที่มากมาย และมากกว่ารายได้ที่จะได้รับหลังการเลือกตั้ง ซึ่งสูงมากกว่ารายได้จริง อันเป็นการผิดวิสัยของวิญญูชนจะพึงยึดถือปฏิบัติ

กฎข้อระเบียบดังกล่าวน่าจะเป็นการส่งเสริมให้มีการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงมากกว่าจะเป็นวิธีการ ที่จะส่งเสริมระบบการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่เราคาดหวัง เพราะการลงประชามติ (Plebiscite) ของมหาชนจะต้องเป็นไปโดยสมัครใจ (Voluntary Vote) ซึ่งไม่ใช่โดยการจ่ายเงินชื้อหามาได้ เพราะเมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้ว การจะให้ได้เงินทุนคืนจากที่ได้ใช้จ่ายไปในการหาเสียงแล้วนั้น จะต้องมีการแสวงหาผลกำไรเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพื่อให้ได้เงินก้อนดังกล่าวถอนทุนกลับคืนมาพร้อมส่วนเกินที่จะต้องเป็นผลกำไรอย่างแน่นอน

ด้วยวิธีการดังกล่าว เท่ากับเป็นการบีบบังคับ (Forced) หรือชักนำ (Induced) ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยปริยายนั่นเอง เพราะฉะนั้น การกระทำดังกล่าว จึงน่าจะเป็นวิธีการที่ผิดวิสัย (Misconduct) ที่วิญญูชนจะพึงกระทำในการหาเสียงโดยการทุ่มเงินก้อนโต ซึ่งมากกว่าหลายเท่าตัวให้เสียไปเปล่าๆ เพียงเพื่อต้องการให้ได้มาซึ่งตำแหน่งดังกล่าว หรืออาจจะถือเป็นการทำบุญกุศล (Charity) เพื่อแสวงหาชื่อเสียงเกียรติคุณใดๆ (Fame and Honor) ก็หาใช่ไม่ เพราะยังมีวิธีการอื่นๆ ที่สามารถจะลงทุนให้น้อยกว่านี้อีกมากมายหลายทาง และยังสามารถที่จะได้รับการยกย่องสรรเสริญได้ไม่น้อยกว่ากันเลย

อนึ่ง การจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือนักการเมืองทุกระดับของชาตินั้น เป็นการกระทำของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องมีอุดมการณ์ (Ideology) มีอุดมคติ (Idealism) และมีความต้องการที่จะอาสามาทำงานอันเป็นการเสียสละ (Dedication) เพื่อส่วนรวม และเพื่อประโยชน์สุขของมวลชนเป็นที่ตั้ง

และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การจะอาสามาทำงานการเมืองทุกรูปแบบ คือวิถีทางของรัฐบุรุษ ที่ต้องมุ่งทำงานเพื่อตอบแทนและสนองคุณชาติและแผ่นดินเกิด ทั้งนี้ เพื่อผดุงไว้ซึ่งคุณธรรมความดีงามที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนอีก ซึ่งเป็นหลักการและควรเป็นปณิธานที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแนวพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น

อย่างไรก็ตาม แนวความคิดที่จะอาสามาทำงานการเมือง เพื่อแสวงหาผลกำไรจากการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ดังกล่าว ก็คงไม่ง่ายอย่างที่คิดอีกแล้ว เนื่องจากโครงสร้างของ กทม. ที่กำหนดโดย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘   ซึ่งแยกกันอย่างเด็ดขาดออกเป็น ๒ ฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงและลับ คือ มีฝ่ายที่เป็นสภากรุงเทพมหานคร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือฝ่ายบริหาร  ซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลักษณะการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน (Check and Balance)[๑๐] ดังแสดงไว้ในแผนภูมิภาพที่ ๖ ในหน้าที่ ๙๖ ด้านล่างนี้

หรือที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ อันเป็นฉบับประชาชนปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรา ๒๘๖[๑๑] ที่ได้ระบุให้โอกาสประชาชนในส่วนท้องถิ่น สามารถตรวจสอบและถอดถอน (Recall) ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว เมื่อพบว่ามีความผิดฐานประพฤติมิชอบได้

 

แผนภูมิภาพที่ ๖ แสดงโครงสร้างของกรุงเทพมหานคร

   ประชาชนผู้มีสิทธิ

ออกเสียงเลือกตั้ง

 

 

เลือกตั้ง                                                                                       เลือกตั้ง

 

(ฝ่ายนิติบัญญัติ)

สภา กทม.

ประธานสภา กทม.

รองประธาน กทม.

สมาชิกสภา กทม.

(ฝ่ายบริหาร)

ผู้ว่าฯ กทม.

รองผู้ว่าฯ กทม.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขต
เขต

 

 

ที่มา : PS ๓๐๖ (๓๖๔) การบริหารนครหลวง[๑๒]

 

นอกจากนั้น ยังมีองค์กรกลางต่างๆ อีกหลายหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบ และถ่วงดุลอำนาจไว้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะ หากพบว่ามีการทุจริตที่แน่ชัด ไม่ว่าจะด้วยวิธีการแบบไหน อย่างไร คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทันที หรือทำการสอบสวนและสืบค้นย้อนหลังได้อย่างเข้มข้น โดยพร้อมที่จะดำเนินคดีและทำการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ตลอดจนทำการยึดทรัพย์ได้ในที่สุดอีกต่างหาก             ดังนั้น เจตนารมณ์ของการเลือกตั้ง หาใช่มาตรการที่จะเป็นการส่งเสริมให้ใครเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์เพื่อทั้งส่วนตัวหรือพรรคหรือพวก เหมือนเช่นอดีตที่เคยมีการกระทำกันมาโดยตลอด ซึ่งแม้ความผิดดังกล่าวอาจจะไม่มีใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน (Testimonial Receipt) ที่ชัดแจ้ง (Obviously) แต่ประชาชนโดยทั่วไป ต่างก็รู้ๆ กันดีว่า (Well Aware) อะไรคืออะไร?

เนื่องจาก เป้าหมายหลักของการสมัครเป็น ผู้ว่าฯ กทม. คือการอาสาเข้าไปแก้ปัญหากับการทำงานเพื่อบริการประชาชน และมุ่งสร้างสรรค์ความเจริญให้กับประเทศชาติเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะมีประเด็นปัญหาที่มีสะสมอยู่อย่างมากมายมหาศาลของ กทม. ยังรอการแก้ไขโดยผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งท่านจะต้องมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง โดยจักต้องมีนโยบายที่เป็นแก่นสาร (Materialized) ในการแก้ปัญหาที่สามารถจะทำให้สำเร็จลุล่วงได้ อันจะนำพามาซึ่งความผาสุกร่มเย็นและความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง

โดยทำให้มีความสะดวกสบายได้ปรากฏขึ้นในสังคมไทยและสามารถที่จะยกระดับ (Up Grade) ให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรชาวกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตเกิดขึ้นและดีขึ้นอย่างยั่งยืนและโดยเร็วที่สุด

ดังนั้น จึงคงไม่มีใครหรือบุคคลใดๆ ที่จะต้องการให้ผู้สมัครท่านไหนๆ ให้นำเงินมาบริจาค แล้วก็จะยกประโยชน์ให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยไม่ต้องหาเสียงและเลือกตั้ง หากแต่ต้องดำเนินการด้วยการนำเสนอยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น โดยมีแก่นสารและมีความเป็นไปได้สูง ผ่านกระบวนการการเลือกตั้งปรกติ เพื่อที่ประชาชนจะสามารถทบทวนและพินิจพิจารณาคัดสรรได้ ตามครรลองของระบบการเลือกตั้งที่ถูกต้องและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การกระทำที่ผิดๆ ดังกล่าว คงเป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ – ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนที่ ๖ มาตรา ๔๑ วรรคสุดท้าย[๑๓] ที่ห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใช้จ่ายเงินในการเลือกตั้ง เกินจำนวนค่าใช้จ่ายที่กำหนดนั้นๆ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ไม่สมควรที่จะตั้งเกณฑ์ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้สูงมากมายเช่นนั้นอีกด้วย

เพราะการเลือกตั้ง ไม่ใช่ธุรกิจการค้าที่พึงจะแสวงหาผลกำไรแต่อย่างใด? อีกทั้งการกำหนดยอดค่าใช้จ่ายที่สูงมากมายขนาดนั้น ก็ไม่น่าที่จะเป็นวิธีการที่ถูกต้องคลองธรรมตามระบอบประชาธิปไตยดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

                ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ถ้าหากจะให้มีการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ  กทม.  โดยการมุ่งเน้นการใช้เงินทองเป็นตัวชี้นำ (Indicator) และถ้าจะให้เป็นอยู่อย่างนี้ต่อไปอีก ก็ไม่สมควรที่เราจะต้องเสียเวลาในการจัดให้มีการเลือกตั้งอีก เพราะถ้ามีใครหรือบุคคลใดที่มีเงินทองมากๆ โดยสามารถที่จะบริจาคให้ส่วนกลางหรือรัฐ หรือ กทม. ซึ่งอาจเป็นจำนวนเงินก้อนๆ หนึ่ง ซึ่งมากพอตามที่จะได้กำหนด ก็สามารถที่จะเป็นผู้ที่ได้รับการเลือก และแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไปโดยทันที ซึ่งจะไม่เป็นวิธีการที่ง่ายกว่าหรือ?

ทั้งนี้ หากเป็นเช่นนั้นจริง เราทุกคนก็ไม่ต้องวุ่นวาย (Busy) กับการจัดการเลือกตั้งให้เสีย (Spending) งบประมาณของแผ่นดิน (National Budget) หรือเงินทองและเวลาของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาของผู้ที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียไป (Spend) เพื่อใช้สิทธิไปลงคะแนนเสียงตามหน้าที่อีกด้วย

เพราะฉะนั้น ถ้าหาก กกต. คิดว่ายังจำเป็นที่จะต้องให้มีการใช้จ่ายเงินทองมากมายในการหาเสียงเลือกตั้งดังกล่าวเช่นนั้นอยู่อีก ประชาชนคงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง อันเป็นหน้าที่ตามที่มีตราไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๘ ที่บังคับให้บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวรรคแรกและในวรรคที่สอง[๑๔]

มิฉะนั้น ผู้ที่ละเลยคือ ประชาชนย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ ถ้าหากไม่ได้ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งดังกล่าวด้วยและก็จะไม่มีความจำเป็นอันใดอีก? หรือยังจะมีความสำคัญ (Significance) เพื่ออะไรกันอีกด้วย? เพราะการใช้เงินกลายเป็นตัวที่จะชี้นำและกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วดังกล่าว ดังนั้น ขั้นตอนและกระบวนการการเลือกตั้งคืออะไร? หรือจะยังคงมีความสำคัญ หรือมีความหมาย เพื่อเป็นเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ (End) อื่นใดอีกหรือเปล่า?

ในทำนองเดียวกัน เราจะยังคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยไปเพื่ออะไร? หรือจะให้มองอีกมุมหนึ่ง (Another Perspective) ว่า เราต้องการจะใช้การเมืองและโอกาสแห่งการเลือกตั้งนี้ เพื่อเป็นการปลุกเร้ากระแส (Trend) การใช้จ่ายเงินทองให้มากๆ และเสริมสร้างสภาพคล่อง (Money Flow) ให้กับระบบเศรษฐกิจ ในทุกๆ ช่วง ๔ ปีกระนั้นหรือ?

เพราะฉะนั้น ในเมื่อประเทศไทยเรา จำเป็นที่จะต้องมีระบอบการปกครองที่เป็นแบบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่แล้ว กกต. หรือภาครัฐและเจ้าหน้าที่ราชการหรือทางการเมือง หรือนักการเมืองทั้งหลาย สมควรที่จะพิจารณาลดเพดานความเข้มงวดของขั้นตอน  และกระบวนการต่างๆ ลง  โดยการกำหนดวงเงินเพื่อการหาเสียงลงมา สู่ระดับที่พอเหมาะพอควร

โดยเฉพาะการกำหนดค่าสมัครเพื่อรับการเลือกตั้งนั้น ไม่ควรตั้งไว้สูงจนเกินความจำเป็น เฉกเช่นการรับสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีค่าสมัครสูงถึง ๕ หมื่นบาท และยังมีค่าจัดพิมพ์เอกสารเพิ่มอีก ๒ หมื่นบาท[๑๕] ซึ่งเป็นสถิติที่สูงมากที่สุดในกระบวนการการเลือกตั้งทั้งหลายที่มีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

มาตรการดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นวิธีการปิดกั้นโอกาสไม่ให้คนดีที่มีความสามารถอีกมากมาย ในอันที่จะกล้าตัดสินใจลงสมัครและเสนอตัวเพื่อรับการเลือกตั้ง เพราะการกระทำดังกล่าวคือการเสี่ยงที่จะเสียเงินค่าสมัครฟรีๆ โดยเปล่าประโยชน์ และที่สำคัญก็คือการปิดกั้นดังกล่าว เป็นวิธีการที่สวนทางกับวิถีของระบอบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน และยังขัดกับแนวนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่รับปากว่าจะขยายโอกาสให้ทั่วถึงทุกระดับชนชั้น ไม่ใช่หรือ?

อีกทั้งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ของผู้สมัครหน้าใหม่ๆ มักจะเสียเปรียบผู้สมัครเก่า หรือนักการเมืองเก่าๆ ที่ช่ำชองและเชี่ยวชาญในการหาเสียง โดยมีคะแนนเสียงมาจากการจัดตั้งหรือมีการสร้างภาพไว้แล้ว หรือการเอาเปรียบด้วยความกล้าที่จะ