ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจราจร

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการจราจรทางบกแห่งชาติ

โดย นายกริช (เจน) ตรรกบุตร

 

ความเป็นมาและความเป็นไปได้

เนื่องจากโลกปัจจุบัน ถึงแม้จะเป็นโลกที่ไร้พรมแดน เพราะการสื่อสารที่รวดเร็ว ฉับไวและไร้ขีดจำกัด แต่การคมนาคมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการสื่อสารที่มีการสัญจรมาเกี่ยวข้อง โดยมนุษย์ทุกผู้ทุกนามจำเป็นที่จะต้องไปมาหาสู่กัน ตามครรลองธรรมชาติ เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคม ที่จะต้องมีการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของระบบการเมืองการปกครอง ที่มีกิจกรรมที่จำต้องมีส่วนร่วมของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ

การดำเนินชีวิตดังกล่าว คือการสัญจรที่จักต้องมีการใช้รถใช้ถนน อันมียานพาหนะทั้งหลายเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมทั่วไป เพราะฉะนั้น การใช้ยวดยานที่เป็นรถยนต์ และจักรยานยนต์ อันมีกลไกของเครื่องยนต์เป็นอุปกรณ์ผ่อนกำลัง ตลอดจนจักรยานธรรมดา  หรือพาหนะอันมีสัตว์เป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนการสัญจรไปมา โดยสากลนามเรียกขานแพร่หลายว่า “การจราจรทางบก”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการบริหารจัดการการใช้รถใช้ถนน โดยการเกิดเป็น “ระบบการจราจร” ที่เป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป ดังที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์อยู่ในขณะนี้นั่นเอง หากแต่การจัดการต่างๆ ที่แล้วมานั้น สามารถกล่าวได้ว่า มีการจัดการและบริหารไปได้ระดับหนึ่ง โดยมีข้อปัญหาต่างๆ และอุปสรรคที่หลากหลายเกิดขึ้นตามมาอยู่เสมอ ซึ่งอยู่เหนือความคาดหมายและไม่สามารถที่จะแก้ไขให้ลุล่วงได้ ถึงแม้จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปแล้วอย่างมหาศาล พร้อมด้วยมาตรการและวิธีการต่างๆ นานา แต่การแก้ปัญหาก็ยังไม่อาจบรรเทาเบาบางลงไปได้แม้แต่น้อย

การแก้ปัญหาการจราจร ณ ที่นี้ จึงเป็นยุทธศาสตร์จำเป็นที่จะต้องนำเสนอแก่สังคม เพื่อให้ได้รับการปฏิรูปทั้งระบบ เพราะระบบการเดินรถที่ประเทศไทยเราถือปฏิบัติอยู่นี้ เป็นระบบที่ค่อนข้างจะล้าสมัยไปแล้ว อีกทั้งกฎบัตรกฎหมายที่เราบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็ยังไม่มีการเอาใจใส่ ให้มีการสังคายนาเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยปัจจุบันทันด่วน ในขณะที่บริบทของประชาชนเริ่มมีความเคยชินและนิยมใช้รถยนต์เพื่อการสัญจรไปมาอย่างกว้างขวาง ประกอบกับการจัดบริการรถยนต์โดยสารสาธารณะทั้งหลาย ก็ขาดซึ่งการบริหารจัดการที่ดีและเหมาะสม หรือมีการเน้นการอำนวยความสะดวกสบายให้กับประชาชนส่วนใหญ่อย่างจริงจังหรือทั่วถึง

ประเด็นปัญหาดังกล่าว จึงยังเป็นประเด็นปัญหาส่วนหนึ่งในระบบการเมืองการปกครอง ที่เรียกร้องและเรียกหาความเสมอภาคและความเที่ยงธรรม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังเดือดร้อนถามหามาโดยตลอด เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างจริงจังและเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาหลักที่สำคัญมากต่อระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและเท็คโนโลยี่ เพราะกระบวนการดังกล่าว ส่งผลกระทบเป็นปัญหาดังกล่าว อันเป็นต้นเหตุหนึ่งของความล้มเหลวในการพัฒนาเมืองและชุมชนทั้งหลายทั้งปวงมานานแล้ว ซึ่งผลกระทบที่ต่อเนื่อง นำไปสู่ความเดือดร้อนด้านสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ ตลอดจนสุขภาพจิตและพลานามัยของมวลชนอีกมากมาย จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้มีวิธีการและวิธีคิดที่ถูกต้องคลองธรรม ในอันที่จะสนองตอบต่อความต้องการของมหาชนชาวไทยโดยรวมอย่างแท้จริง

 

ที่มาของยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา

ยุทธศาสตร์ที่จะสามารถแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่อย่างเปิดกว้าง ต้องพยายามลดเงื่อนไขต่างๆ ให้เหลือน้อยที่สุด โดยระบบการเดินรถ มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเป็นแบบระบบ “วนเวย์” (Wonway) ย้ำ “วนเวย์” ตามแผนผังที่มีในแผนภูมิภาพประกอบที่ ๑-๓ ด้านล่างนี้ เพราะระบบ “วนเวย์” เป็นระบบการจัดระเบียบการเดินรถแบบใหม่ ซึ่งไม่มีจุดตัดแต่อย่างใด โดยไม่จำเป็นต้องหยุดรถ (Nonstop) ในระหว่างการขับขี่ยานพาหนะขณะสัญจรไปมา จนกว่าจะถึงที่จุดหมายปลายทาง และสามารถที่จะเดินทางสัญจรไปมาได้อย่างอิสระ (Free Flow) เพราะไม่มีอุปสรรคที่จะมาขวางกั้นการสัญจรอีกต่อไป

เนื่องจาก “วนเวย์” อาจนับได้ว่าเป็นระบบ ทฤษฎี แบบแผน หรือแนวความคิด และวิธีการ ที่มีระบบ ระเบียบ ขั้นตอน กระบวนการ รูปแบบและแผนงานที่ชัดเจน ไม่สลับซับซ้อนและแน่นอน เพราะมีระบบการเดินรถที่กำหนดเส้นทางไว้คงที่ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องสลับสับเปลี่ยนเส้นทางหรือทิศทางในการสัญจรใดๆ ให้วุ่นวายอีก ทั้งนี้ ยังเป็นระบบที่ไม่จำเป็นจะต้องไปเสาะแสวงหาแบบอย่างมาจากที่อื่น หรือจากต่างประเทศใดๆ ในโลกนี้ให้เสียเงินทอง สมองและเวลามากมาย เพราะเป็นแนวความคิดของคนไทยคนหนึ่ง ที่เป็นคนไทยแท้ๆ ที่ได้คิดค้นและออกแบบได้เองและมีอยู่ให้แล้วในประเทศไทยเรานี้ โดยระบบการเดินรถแบบ “วนเวย์” นี้ ก็มีข้อจำกัดที่จำเป็นบ้างเพียงเล็กน้อย คือความจำเป็นซึ่งต้องมีข้อบังคับบ้าง กล่าวคือ

 

ข้อบังคับที่จำเป็นให้ปรับเปลี่ยนตามระบบ “วนเวย์”

 

๑) การบังคับให้รถทางตรงแล่นได้ตลอดเวลาในทุกทางแยก หรือทางเชื่อม โดยไม่มีจุดตัดหรือสัญญาณไฟจราจร “ไฟแดง”

๒)    ห้ามมิให้มีการเลี้ยวขวาอย่างเด็ดขาดในทุกสถานการณ์ ยกเว้นที่จัดกำหนดไว้ให้

๓) ให้มีการเลี้ยวซ้ายผ่านได้ตลอดเวลาในทางแยกหรือทางเชื่อม โดยรถยนต์ที่จะเลี้ยวขวาสามารถเลี้ยวซ้ายไปกลับรถ ณ สถานที่ที่จัดไว้ให้ แล้ววิ่งกลับไปในทิศทางที่ต้องการโดยไม่มีติดขัด เพราะจะเป็นทางตรงที่ไม่มีไฟแดงหรืออุปสรรคใดๆ ที่จะปิดกั้นทางเดินรถดังกล่าว

๔)    ห้ามการเดินข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอย

๕)    ห้ามการกลับรถกลางถนนเท่าที่มีอยู่และจะต้องยกเลิกไปเสียอย่างเด็ดขาด และ

๖)    ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การขจัดทิ้งสัญญาณไฟจราจรอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ เพราะควรได้เวลาที่เราจะต้องยอมรับกันได้แล้วว่า สัญญาณ “ไฟแดง” คือตัวปัญหาที่สกัดกั้นการสัญจรทั้งหลายทั้งปวง และเป็นต้นเหตุขั้นสมุฏฐานของปัญหาการจราจรทั้งหลายในขณะนี้นั่นเอง

 

การปรับใช้ระบบการเดินรถแบบนี้ จำเป็นที่จะต้องทำการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถเสียทั้งหมดที่เกี่ยวโยงหรือเชื่อมต่อกันทุกถนนหนทาง หรือทุกตรอกซอกซอยที่มีอยู่ โดยจะต้องให้สอดประสานกันและกัน และเป็นไปทั่วทั้งอาณาเขตที่เชื่อมต่อถึงกันของทุกเมือง ทั้งนี้ เพื่อการแก้ปัญหาจะได้เป็นเอกภาพและสมบูรณ์แบบ โดยจะทำให้การเลื่อนไหลของการเดินรถทุกชนิดเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะป้องกันการติดขัดที่จะเกิดขึ้นได้  ซึ่งหากเกิดการติดขัดที่เป็นเพียงแค่จุดเดียว ก็อาจเป็นเหตุปัจจัยที่สามารถทำให้ระบบการสัญจรดังกล่าวติดขัดต่อเนื่องซึ่งกันและกันได้

ระบบการเดินรถแบบใหม่นี้ มีข้าพเจ้า นายกริช ตรรกบุตร เป็นเจ้าของความคิด และเป็นผู้คิดค้น และออกแบบมาได้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ตามแผนภูมิภาพที่ ๑-๓ ซึ่งมีบางส่วนบางวิธีการที่ได้มีการนำไปปรับใช้บ้างแล้ว โดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น การห้ามเลี้ยวขวาในบางแห่งบางจุด หรือการจัดที่กลับรถใต้สะพานสูง หรือสะพานลอยกลับรถรูปเกือกม้า และมีการบังคับให้ยานพาหนะทุกชนิดวิ่งวนตามหลักการเดียวกันในบางแห่งบางจุดมาแล้วระยะหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น บริเวณสี่แยกรัชโยธิน หรือที่สี่แยกเกษตร ที่บังคับให้รถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด แล้วไปกลับรถมา ซึ่งเป็นการเลี้ยวขวาโดยไม่ต้องไปติดไฟแดง หรือติดขัดสิ่งใดๆ หากแต่การปฏิบัติการที่ยังไม่ยอม ยกเลิกสัญญาณไฟ “ไฟแดง” อย่างเด็ดขาด ดังนั้น ปัญหาจึงยังคงมีอยู่ดังเช่นที่เป็นอยู่ เพราะไม่ได้ใช้บังคับอย่างเต็มรูปแบบ ตาม “ระบบวนเวย์” ที่ต้องปล่อยให้รถทางตรง ทุกเส้นทางแล่นได้โดยไร้  จุดตัดในทุก                  ทางแยกหรือทางเชื่อมต่อ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ก็เท่ากับว่า ระบบใหม่ดังกล่าวนี้ ยังไม่ได้รับการตอบรับอย่างเต็มรูปแบบ หรือมีการยอมรับอย่างเป็นทางการ ทั้งจากภาครัฐบาล และผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลาย หรือนักการเมืองของประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอิทธิพลในการตัดสินใจเหล่านั้นเท่านั้นเอง ทั้งนี้ คงเป็นเพราะระบบการเดินรถแบบ “วนเวย์” นี้ ไม่ใช่แนวความคิดของชนชาวต่างชาติ หรือชนชาวตะวันตกซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของท่านทั้งหลายเหมือนแต่ก่อน เพราะในความเป็นจริง ก็ต้องยอมรับว่า คนไทยเราชอบยกย่องและยอมรับความคิดกับวิธีการของชาวต่างชาติอย่างไม่เคอะเขิน แถมยังดูถูกเหยียดหยามและดูแคลนภูมิปัญญาของคนไทยแท้ๆ อีกด้วย

พฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ระบบการเดินรถนี้ จึงขาดความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง และอาจเป็นเพราะคนไทยเราไม่นิยมชมชอบที่จะยกย่องสรรเสริญ หรือยอมรับนับถือในความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือแม้แต่จะส่งเสริมสนับสนุนบุคคลใดที่ไม่ใช่กลุ่มหรือพรรคพวกของตน โดยเฉพาะที่เป็น “ของคนไทย” ด้วยกันเอง ถึงแม้ข้อเสนอแนะนั้นอาจจะเป็นคุณและมีประโยชน์แค่ไหน อย่างไร โดยผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะยังไม่สนใจหรือใส่ใจแต่อย่างใดนอกจากผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้นเอง

ซึ่งนั่นก็คือ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศชาติเท่าที่ผ่านมา ทั้งนี้ รวมถึงปัญหาการจราจรของเราด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเป็นไปเพื่อความถูกต้องและเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวมจริงๆ จึงยังไม่ค่อยปรากฏมีในประวัติศาสตร์ประเทศไทยเรามากนัก จวบจนถึงปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากและน่าคิด ก็คือ ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการจราจรดังกล่าวนี้ อาจจะไม่ตอบสนองต่อความโลภและความมักง่ายของผู้มีอำนาจ หรือตรงตามดุลยพินิจความคิดเห็นในการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะก็เป็นไปได้ เนื่องจากการนำระบบนี้มาปรับใช้แล้ว สิ่งที่จะเป็นจริง ก็คือ การทำแผนงานใดที่จะเป็นโครงการใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถใช้ถนน ก็ไม่จำเป็นให้มีการก่อสร้างถนนหนทางและทางด่วน หรือทางมอเตอร์เวย์ใหม่ๆ ที่เป็นนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งมักนิยมที่จะให้มีการใช้จ่ายงบประมาณอันสูง และมีมูลค่าหลายพันหลายหมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นได้ไปอีกหลายศตวรรษ ทั้งนี้ เพราะระบบการจราจรแบบ “วนเวย์” นี้ สามารถที่จะรองรับเท็คโนโลยี่ที่เป็นนวสมัยและใหม่ล้ำยุคไปอีกนาน กล่าวคือ ในอนาคตอีกไม่นานเกินรอ ยานยนต์ทันสมัยที่ใหม่ไฮเท็ค (High Technological Cars) จะต้องได้รับการพัฒนาออกแบบมารับใช้สังคม โดยมีระบบสมองกลแบบล้ำสมัยควบคุมการเดินรถด้วยตัวมันเอง (Automatic Computerized Movement) โดยไม่ต้องมีคนขับเช่นปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ ยกเว้นรถจักยานยนต์ หรือยานพาหนะที่มี ๒ ล้อ หรืออื่นๆ

เพราะเมื่อถึงเวลานั้น รถยนต์หรือยานพาหนะต่างๆ ก็จะถูกสร้างและกำหนดด้วยกลไกที่มีโปรแกรมล้ำยุคแบบสำเร็จรูป (Uni-Programmed Mechanics) ติดตั้งไว้เรียบร้อย โดยเราเพียงแต่กดปุ่มตามที่ต้องการและประสงค์ รถยนต์ก็จะทำงานและนำพาเราเดินทางไปอย่างปลอดภัยจนถึงที่หมาย ขณะที่เราเพียงแต่นั่งเฉยๆ และพักผ่อนอยู่ภายในรถได้อย่างไร้กังวล ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนขับรถอีกต่างหาก เพราะมันจะสามารถขับเคลื่อนไปด้วยตัวมันเองได้ ด้วยกลไกที่ติดตั้งพร้อมอุปกรณ์นำทาง (Sensors) หรือระบบนำทางที่ใช้ระบบดาวเทียมช่วย หรือเนวิเกชั่น (Navigation) ไว้สำเร็จล่วงหน้า โดยรถยนต์ดังกล่าว จะสามารถวิ่งไปตามเส้นทางเดินรถตามระยะทาง ซึ่งจะต้องมีการกำหนดและกะเกณฑ์ไว้อย่างแน่นอนและชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนและผิดพลาดได้

ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ก็จะต้องมีระบบการเดินรถแบบที่ไม่มีการติดขัดหรืออุปสรรคใดๆ มาขวางกั้น เพราะระบบอัตโนมัติในการขับเคลื่อน จะไม่สามารถดำเนินการ หรือให้เป็นไปนอกเหนือจากสิ่งที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วเท่านั้น นั่นก็คือ ระบบการเดินรถแบบ “วนเวย์” อันจะเป็นคำตอบสุดท้ายจริงๆ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สมควรจะต้องนำมาปรับใช้โดยพลัน และมนุษย์เราสามารถเตรียมการล่วงหน้ารองรับไว้ให้พร้อมได้ตั้งแต่บัดนี้ อันเป็นอีกเหตุผลหนึ่งของความเหมาะสม ที่น่าจะต้องนำมาปรับใช้ให้เกิดผลอย่างถูกต้องและตรงประเด็นสืบไป

เนื่องจาก การปฏิรูประบบการเดินรถแบบ “วนเวย์” นี้ จะมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบให้เป็นรูปธรรมและดีขึ้นได้ จะมีก็จากการจัดทำแผ่นป้ายชี้บอกทิศทางการเดินรถ การสร้างสะพานลอยคนข้าม หรือการสร้างสะพานลอยกลับรถ หรือสะพานข้ามอุปสรรคต่างๆ เช่น ทางรถไฟ ทางแยก แม่น้ำ ลำคลอง หรือทางระบายน้ำต่างๆ ทั้งนี้ เท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เป็นต้น ซึ่งจากการปรับใช้ “ระบบวนเวย์” นี้แล้ว จะเป็นแนวทางแห่งการประหยัดงบประมาณของแผ่นดินในเกือบทุกด้าน อันเกี่ยวข้องกับระบบการจราจรอย่างชัดแจ้งอีกต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเป็นวิธีการเดียวที่จะลดอุบัติเหตุด้านนี้เกือบสิ้นเชิง

ทั้งนี้และทั้งนั้น เป้าหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการสัญจรไปมาของอาณาประชาราษฎร์โดยรวม แม้จะเป็นวิธีการขนรถที่มีการกล่าวอ้างว่าไม่ใช่นโยบายที่ถูกต้องโดยตรง แต่การจะขนคนด้วยระบบการขนส่งมวลชนด้วยระบบรางนั้น ก็จะต้องรออีกอย่างน้อย ๖ ปี (หรือ ๑๐ ปี) และจะต้องใช้งบประมาณอีกกว่า ๔ แสนล้านบาท[๑] ซึ่งเป็นนโยบายของอดีตรัฐบาล ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ได้ยืนยันไว้ โดยเราก็ยังแน่ใจไม่ได้ว่า ความหวังจากการที่จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้น จะสามารถสร้างความฝันให้เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน? อย่างไร? เพราะปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเรา ก็ยังมีหนี้สินติดค้างต่างประเทศอยู่อีกมากมาย ประกอบกับระบบเศรษฐกิจของเราหามีความมั่นคงดีพอไม่

อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่จะตามมาจากการรอคอยอีก ๔ ปี หรือ ๖ ปี (หรืออีก ๑๐ ปี) ของชาวไทยเรา คงจะมองไม่เห็นอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน เพราะเหตุปัจจัยของการจราจรที่จะจลาจลคงหลีกเลี่ยงได้ยาก[๒] อีกทั้งเนื่องจากประชาชนมีความเคยชิน มีวัตรปฏิบัติและเสพติดกับการสัญจรด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล รวมถึงรถแท็กซี่ รถตู้ รถสองแถว รถเมล์หรือรถโดยสารสาธารณะ หรือการซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์รับจ้างมานานพอสมควร ทั้งๆ ที่ไม่มีความสะดวกสบายนัก แต่ก็จำเป็นต้องยอมรับสภาพที่แสนสาหัสเหล่านี้ ซึ่งมักประสบแต่รถติดจนเป็นปรกติวิสัย และเป็นกิจวัตรประจำวันในชีวิตความเป็นอยู่ในโลกนี้ โดยเฉพาะในชุมชนต่างจังหวัดที่ด้อยโอกาสกว่าในนครเมือง ซึ่งมีแต่ถนนลูกรังที่ยังไม่มีการราดยางอีกมากมาย แต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะไม่มีอำนาจในการต่อรองใดๆ  และจะต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปอีกนานอย่างไม่มีกำหนดโดยปริยาย

ป้ายชี้บอกทิศทางที่สมควรต้องมีอย่างทั่วถึง

ในทางกลับกัน หากมีการปรับใช้ระบบใหม่นี้เสียตั้งแต่วันนี้ ประชาชนก็จะได้เกิดความคุ้นเคยและชินชาไปกับระบบการสัญจรแบบใหม่นี้ได้ไปเรื่อยๆ พร้อมกันนั้น ก็จะทำให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ยังไงๆ ก็จะต้องเปลี่ยนแปรไปตามสถานการณ์ใหม่ๆ โดยการใช้รถใช้ถนนให้ถูกต้องได้ตามความเป็นจริงที่จะกล่าวถึงให้ปรากฏในบริบทต่อๆ ไป ทั้งนี้ โดยมีการประชาสัมพันธ์และชี้แจง พร้อมกับการอบรมเรื่องระเบียบวินัยอย่างต่อเนื่อง จนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในระบบและระเบียบการต่างๆ ได้อย่างถ่องแท้ เพื่อการประพฤติปฏิบัติให้ผสมกลมกลืนกับสภาพการณ์ที่ใหม่ จนเป็นความเคยชินในมุมมองกับความเชื่อความศรัทธาต่อระบบที่เหมาะสมและถูกต้องคลองธรรมสืบต่อไป

ในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ยังมีผู้คนทุกระดับชั้นที่ต้องการจะใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยมีการซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น จากสถิติช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน ๒๕๔๕ ถึงวันละกว่า ๑ พันคัน โดยเป็นรถยนต์ ๔ ล้อ ๕๙๖ คันต่อวัน รถมอเตอร์ไชค์ ๔๘๐ คันต่อวัน และรถอื่นๆ อีก ๒๗ คันต่อวัน[๓] หรือแม้แต่ฝ่าย ขสมก. หรือองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานครเอง ยังให้การยอมรับว่า ขณะนี้มีผู้โดยสารที่เคยเป็นลูกค้าขาประจำที่ใช้บริการรถโดยสารประจำทางหรือรถเมล์ ได้ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง  ทั้งนี้ เพราะผู้คนต่างก็หันไปซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลใช้กันเองหมดแล้ว เนื่องจากระบบการขนส่งมวลชนไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ หรือมีปริมาณรถที่พอเพียงต่อความต้องการของมหาชนชาวไทย[๔] โดยเฉพาะชาวชนบทที่ไม่มีใครเลียวแล ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งสำหรับความไม่สบอารมณ์และไม่สมประสงค์ จากการใช้บริการรถขนส่งมวลชนทั้งหลายของประเทศไทยทั้งปวง

นอกจากนั้น ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง ก็คือ ยังไม่มีระบบรถโดยสารสาธารณะใด ที่จะสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนผู้ที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่ในตรอกซอกซอยต่างๆ หรือในส่วนที่เป็นชนบทอันไกลโพ้น ซึ่งส่วนใหญ่ยังลำบากมากในการใช้รถใช้ถนน และยังขาดซึ่งความปลอดภัยและความสะดวกสบายตามสมควรอีกต่างหาก เพราะเท่าที่พอจะมีให้ใช้ได้ก็คือ รถจักรยานยนต์รับจ้างทั้งหลาย ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะเป็นระบบการขนส่งบริการรับจ้างแก่มวลชนสาธารณะอีกด้วย

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ยังไม่มีทางเลือกเป็นอื่น ด้วยเหตุนี้ ความนิยมที่จะมีรถยนต์ใช้ส่วนตัว จึงยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จนกว่าระบบการขนส่งมวลชนทุกชนิด จะมีการปรับปรุงคุณภาพการบริการให้ทั่วถึงและที่ดีขึ้น กับมีค่าโดยสาร ที่ไม่แพงเกินความพอดีอีกด้วย เมื่อนั้น จำนวนรถยนต์ส่วนบุคคล ก็อาจจะสามารถลดลงได้ พร้อมๆ กับการกำหนดมาตรการ การเพิ่มค่าทะเบียนรถยนต์ให้สูงขึ้น โดยผู้ที่ไม่มีความจำเป็นจริงๆ ก็อาจจะเปลี่ยนใจจากการ           ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลต่อไป

ทั้งหลายทั้งปวง การจะบรรเทาปัญหาให้ได้ในขณะนี้ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องจัดการด้วยการปรับมาใช้ระบบ “วนเวย์” เท่านั้น เพราะความล้มเหลวของการบริหารจัดการ ยังไม่บรรลุถึงซึ่งผลสำเร็จ ปัญหาเฉพาะหน้าก็มีทับถมทวีคูณ ยิ่งถ้าบ้านเมือง ยังปล่อยปละละเลยอยู่ไปอย่างนี้ โดยยังไม่สามารถที่จะได้บุคคล ผู้ซึ่งจะมีความมุ่งมั่น ในการเสียสละประโยชน์ส่วนตน โดยเห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมืองอย่างจริงจังมาทำงาน ความมุ่งหวังสู่การแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ให้ได้จริงๆ แล้ว ประชาชนคนไทยเราทั้งหลาย ก็คงจะต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปอีก ดังเช่นสิ่งที่ประจักษ์เห็นๆ เป็นพยานอยู่อย่างแน่นอน

เมื่อมีระบบการเดินรถที่ไร้ซึ่งจุดตัดในทุกทางแยก หรือทางเชื่อม และไม่มีรถเลี้ยวขวามาขวางกั้น กับมีการยกเลิกสัญญาณไฟจราจรหรือ “ไฟแดง” ไม่ให้มีการกักกันการสัญจรไปมาอีก คือการแก้ปัญหาด้วยการปรับเปลี่ยนในทุกถนนหนทาง และเส้นทางเท่าที่มีอยู่ในประเทศทุกภาคส่วน ก็จะสามารถทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนเลื่อนไหลไปได้เหมือนน้ำไหล โดยถนนเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ จะมีระดับความสามารถที่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ โดยสามารถรองรับและระบายจำนวนรถยนต์ได้ แบบไร้ขีดจำกัดและไร้ปัญหา ดังที่มีแสดงไว้ในตัวอย่างด้านล่างนี้ คือแผนภูมิภาพประกอบที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ ซึ่งเป็นแบบอย่างพอเป็นสังเขปของการปรับแก้ระบบทั้งมวล โดยใช้เขตกรุงเทพมหานครเป็นกรณีศึกษา เพื่อเป็นแบบอย่างในเบื้องต้นนี้

อย่างไรก็ตาม ถนนที่มีในระบบโครงข่ายที่เป็นถนนสายหลักและสายรอง ซึ่งมีอยู่แล้วทั่วประเทศ ศักยภาพที่จะรองรับจำนวนยานพาหนะทั้งหลาย สามารถแก้ปัญหาความแออัดที่ปรากฏของการจราจรได้จริงๆ จึงไม่ใช่ประเด็นปัญหาเรื่องการมีปริมาณรถยนต์มากเกินไป แต่ปัญหาที่แท้จริงจะต้องมีสาเหตุมาจากการใช้สัญญาณไฟจราจร ซึ่งทำให้มีจุดตัดมากเกินไปนั่นเอง โดยในข้อเท็จจริง สามารถสรุปได้ว่า ปัญหาหลักคือการบริหารจัดการในนโยบายสาธารณะที่ผิดๆ ที่จะต้องมีการแก้ไขต่างหาก ทั้งนี้ โดยใช้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาดังจะได้กล่าวในเบื้องต้นตามลำดับไป กล่าวคือ

หลักยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ให้กลับรถได้เฉพาะในสถานที่ ที่กำหนดไว้ให้เท่านั้น

ตามแผนภูมิภาพที่ ๑ และ ๒ ดังแสดงไว้ในภาพแผนภูมิข้างล่าง เช่น ที่ใต้สะพานลอย ซึ่งเป็นสะพานข้ามทางแยก ข้ามทางรถไฟข้ามคูคลองต่างๆ หรือบนสะพานลอยกลับรถที่มีและจะจัดให้มีอย่างทั่วถึง เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกการกลับรถที่มีอยู่กลางถนนทั้งหมดโดยสิ้นเชิง เพื่อลดอุบัติเหตุโดยตรงและโดยเฉพาะด้วย ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการติดขัดของการจราจร และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ไม่น้อยหน้ากันอีกด้วย

 ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ปรับเปลี่ยนเส้นทางระบบการเดินรถใหม่ทั้งระบบ

คือ ในแต่ละเส้นทางจะบังคับให้เดินรถทางเดียวที่ไม่มีจุดตัดเป็นสำคัญ ทั้งนี้ จะต้องห้ามเลี้ยวขวากลางถนนหรือในทางแยกที่ห้ามไว้เป็นส่วนใหญ่ โดยสามารถที่จะเลี้ยวซ้ายได้ตลอดเวลาทุกทางแยก เพื่อการเลี้ยวขวาหรือกลับรถ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวแล้วข้างต้น

ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการเดินรถระบบแบบวนไปมา ซึ่งอาจจะเป็นการวนซ้ายหรือวนขวา ก็จะเป็นไปตามถนนหนทางและตรอกซอกซอยเท่าที่มีอยู่ และเป็นไปตามสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องก่อสร้าง หรือตัดถนนเพิ่มขึ้นมาอีกต่อไป หรือในบางสถานการณ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่เหมาะสม โดยจำเป็นที่จะต้องตัดถนนหรือเชื่อมต่อซอยตันให้ทะลุถึงกัน หรือการจัดระบบเหมือนมีวงเวียนโดยไม่มีจุดตัดหรือไฟแดง ทั้งนี้ ก็จะเป็นไปตามหลักการของระบบ “วนเวย์” ดังตัวอย่างที่แสดงไว้ในแผนภูมิภาพที่ ๑

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ รถยนต์หรือยานพาหนะทุกชนิด

อันหมายถึง รถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์รับจ้างสาธารณะ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ หรือรถโดยสารรับจ้างอื่นๆ รถยนต์รับส่งสินค้าต่างๆ รถตู้ รถจักรยานยนต์ จักรยานสามล้อเครื่อง จักรยานรถถีบ และล้อเลื่อนทุกชนิด จะต้องไม่ขับขี่สวนทางในทุกถนนหนทางอย่างเด็ดขาด แม้ในตรอกซอกซอย เพราะถนนทุกเส้นทาง จะจัดเตรียมไว้เป็นการเดินรถทางเดียวเป็นหลัก ยกเว้นที่อนุญาตให้ในบางจุดบางแห่งตามความจำเป็น และเหมาะสมกับสภาพการจราจร ณ บริเวณนั้นๆ เท่านั้น

ในบางแห่งที่มีถนนบางสาย  ซึ่งมีความกว้างเกิน ๔ ช่องทางเดินรถ  และสามารถแบ่งสรรให้รถวิ่งแล่นสวนทางกันได้ในบางช่วง โดยมีเครื่องหมายหรือแผงกั้นแบ่งช่องการจราจรเพื่อจัดเป็นการ “วนไปมา” ได้โดยไม่ติดขัด ซึ่งจะเป็นการระบายการสัญจรแบบไม่มีจุดตัด หรือให้มีการเลี้ยวขวาได้แบบวนไปมาตามระบบวงเวียนและไม่กีดขวางทางกันและกันแต่อย่างใด

 ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ให้ทำการยกเลิกการก่อสร้างทางด่วน ทางมอเตอร์เวย์ ทางยกระดับทุกชนิด

โดยเฉพาะการสร้างสะพานเบี่ยงแบบโค้งเป็นวงกลมทับซ้อน หรือลู๊ปแร้มป์ (Loop Ramps) ซึ่งรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมควรที่จะต้องยุติแผนงานดังกล่าวโดยทันที เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของแผ่นดิน อันเป็นเงินภาษีอากรของประชาชนคนไทยทุกคนนั่นด้วย

ในโอกาสนี้ ก็อยากจะขอร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย โปรดกรุณาเร่งยุติการก่อสร้างระบบดังกล่าวโดยทันที เพราะเป็นการใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองงบประมาณอย่างยิ่งยวดโดยใช่เหตุ เนื่องจากระบบ “วนเวย์” เมื่อทำให้เกิดเป็นผลที่สมบูรณ์แบบแล้ว การก่อสร้างต่างๆ เหล่านั้นก็น่าจะหมดความหมายไปในทันที

เพราะการจัดระบบวนเวย์นี้ ก็คือ การจัดให้มีทางด่วนบนพื้นราบทุกเส้นทางนั่นเอง อีกทั้ง ยังไม่เป็นการสิ้นเปลืองพื้นที่ที่ดิน ที่จะนำไปก่อสร้างโครงสร้างต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งทำให้สูญเสียอาณาบริเวณพื้นที่ดินเปล่าๆ ไปมากมาย อันเป็นส่วนที่ทำให้การก่อสร้างต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการเวนคืนที่ดินนั้นๆ อีกต่างหากด้วย

ส่วนงบประมาณดังกล่าว ถ้ามีจริง ขอให้พิจารณานำไปกระจายสู่ชนบท ตามนโยบายการกระจายรายได้และโอกาสดังกล่าว โดยทำการลาดยางให้ชนบททุกท้องที่ ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นที่ทุรกันดารต่างๆ ได้มีถนนหนทางที่ลาดยางให้ครบหมดสิ้นทั่วทั้งประเทศ โดยไม่ต้องถึงกับสร้างเป็นแบบถนนคอนกรีตหรอก เพราะถนนที่ราดยางธรรมดาแต่ราบเรียบและแข็งแรงดี น่าจะเหมาะสมกว่า อีกทั้งขั้นตอนการก่อสร้างก็ไม่ยุ่งยาก โดยไม่เสียเวลาและไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงโดยใช่เหตุ นอกจากนั้น เมื่อถึงวาระแห่งการบำรุงรักษา ก็สามารถราดยางทับได้ทุกระยะๆ ไป โดยการเสียค่าใช้จ่ายที่ถูก รวดเร็ว และสะดวกทันใจกว่า ซึ่งจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจและเป็นกุศลกรรม อันเป็นการพัฒนาบ้านเมืองให้มีความมั่นคงและยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

 ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ขอให้ยกเลิกการสร้างอุโมงค์ลอดทางแยกทุกโครงการ ในเมือง กรุงเทพมหานคร

หรือที่ไหนๆ ทั่วประเทศ ที่มีโครงการและยังไม่ได้ก่อสร้างได้แล้ว เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่สิ้นเปลืองเหมือนยุทธศาสตร์ข้างต้น เนื่องจากการก่อสร้างดังกล่าว สามารถสังเกตเห็นได้ว่า ไม่แต่จะต้องเสียเวลาในการเวนคืนที่ดินและการก่อสร้างที่เนิ่นนานแล้ว ยังจะต้องเสียงบประมาณแผ่นดินที่เป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศในการก่อสร้างอย่างสิ้นเปลืองอีกด้วย

นอกจากนั้น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา อันเป็นภาระที่ผูกพันในระยะยาว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ยังสูงมากและไม่มีที่สิ้นสุดอีกต่างหาก เพราะจำเป็นต้องดูแลและบำรุงรักษาแบบไม่หยุดหย่อน โดยจะต้องมีการระบายอากาศ ระบายน้ำ และจะต้องเปิดไฟเพื่อให้มีแสงสว่างส่องทางทั้งวันทั้งคืน ซึ่งเป็นการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองอย่างไร้ขีดจำกัด และเป็นวิธีการที่ขัดแย้งกับนโยบายการประหยัดพลังงานแห่งชาติที่จะปกป้องภาวะโลกร้อนอีกด้วย

 แผนภูมิภาพที่ ๑ ระบบการจราจร “วนเวย์”

 

ที่มา : นายกริช ตรรกบุตร, ผู้ออกแบบ, ๒๕๓๕.

 

แผนภูมิภาพที่ ๒ ตัวอย่างการเดินรถ ระบบ “วนเวย์”

 

 ที่มา : นายกริช ตรรกบุตร, ผู้ออกแบบ, ๒๕๔๔.

แผนภูมิภาพที่ ๓ ระบบ “วนเวย์”

(การคำนวณหาตัวเลข และความเป็นไปได้ตามหลักคณิตศาสตร์)

 

ที่มา : นายกริช ตรรกบุตร, ผู้ออกแบบ, ๒๕๔๔.

 

แผนภูมิภาพที่ ๔ ตารางการประหยัดพลังงาน

 

 ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน,

www.eppo.go.th, 2 May 2012.

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับการสร้างสะพานลอยข้ามทางแยกทั่วไป ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการสร้างอุโมงค์ สามารถสรุปได้ว่าไม่คุ้มค่าหรือสมเหตุสมผลเท่าที่ควร ประการแรก เพราะค่าก่อสร้างอุโมงค์ที่สูงกว่าการสร้างสะพานลอยอย่างน้อยก็ ๕ – ๖ เท่า ประการต่อมา เพราะการจัดเตรียมพื้นที่ ให้เป็นที่กลับรถได้ ก็ไม่สะดวกตามสภาพการณ์เหมือนกับการกลับรถที่ใต้สะพานลอย ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่ามาก ประการสุดท้าย เพราะการกลับรถ ณ จุดเหนืออุโมงค์นั้น เป็นการตัดหน้ารถที่กำลังแล่นมาจากทางตรง หรือรถที่กำลังจะเลี้ยวซ้ายมา อันจะก่อให้มีสภาพเหมือนกับการกลับรถกลางถนนที่ได้แนะนำให้ยกเลิกไป ตามยุทธศาสตร์ข้างต้น เพราะโดยธรรมชาติของการกลับรถที่ใต้สะพานลอย จะไม่มีส่วนใดที่กีดขวางการเดินรถในทุกทิศทาง หากยังจะอำนวยความปลอดภัยสูงยิ่งอีกต่างหาก

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ แก้ไขระบบทางด่วน ทางต่างระดับ หรือมอเตอร์เวย์

ซึ่งเรียกเก็บค่าผ่านทางแพงๆ ก็ควรจะยกเลิก หรือลดราคาลงมาให้ถูกที่สุด เพราะระบบการจราจร “วนเวย์” ก็คือทางด่วนบนพื้นราบในทุกถนนหนทาง ซึ่งจะมีสภาพการณ์การสัญจรที่เหมือนๆ กันนั่นเอง ดังนั้น เมื่อไม่มีเรื่องรถติดมาเกี่ยวข้องอีกแล้ว “ทางด่วน” หรือทางยกระดับทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะไม่มีความหมายและความสำคัญอีกต่อไป ในทำนองเดียวกัน แม้แต่การจะก่อสร้างถนนหนทางใหม่ๆ ก็ยังไม่จำเป็นอีกเช่นเดียวกัน

 ยุทธศาสตร์ที่ ๗ ให้จัดสร้างที่หยุดรถหรือจอดรถประจำทาง

ด้วยการแยกป้ายหยุดรถของแต่ละสายให้เป็นของใครของมัน โดยเฉพาะในตัวเมือง ควรจัดเตรียมให้มีไว้ชิดขอบด้านซ้าย หรือช่องทางเดินรถด้านซ้าย และเว้นระยะห่างจากกันและกันเป็นช่วงๆ พอสมควร หรือถ้าเป็นไปได้ ก็น่าจะทำช่องเว้าเข้าไปในบาทวิถี เพื่อเป็นจุดหยุดจอดชั่วคราว โดยไม่กีดขวางการสัญจรของประชาชนที่เดินเท้า หรือของรถคันอื่นๆ ที่ตามมา

ทั้งนี้ ต้องติดตั้งแผนที่ หรือแผนผังเส้นทางการเดินรถของแต่ละเส้นทางอย่างชัดแจ้งในทุกป้าย หรือจุดหยุดรับส่งผู้โดยสาร เพราะปัจจุบันนี้ การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจากไม่รู้ว่าจะใช้บริการรถคันใด? เพราะไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหน? จะไปถึงไหน? หรือจะผ่านสถานที่ใดบ้าง? หรือควรจะเดินทางด้วยการไปต่อรถสายไหนอย่างไรได้บ้าง? การจัดการดังกล่าว จะเป็นการอำนวยความสะดวกสบายและรวดเร็ว ให้กับผู้ใช้บริการอย่างมาก เพราะสามารถที่จะเจาะจงเส้นทางและจุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

อีกทั้งยังจะไม่เป็นภาระของคนขับรถโดยสารทั้งหลาย ที่จะต้องหยุดรอเข้าป้ายและเสียเวลาไปกับการต่อแถว เพื่อการหยุดรถในขณะที่จะทำการรับส่งผู้โดยสาร เพราะป้ายหนึ่งๆ จะมีรถหลายๆ สาย หลายๆ คัน รอเทียบท่าที่ป้ายจอดรถป้ายเดียวกัน ซึ่งมีแต่ความสับสนวุ่นวายมากๆ ในปัจจุบัน

ด้วยวิธีการนี้ ยังจะเป็นโอกาสที่จะสร้างจิตสำนึกที่ดีของประชาชน ให้รู้จักรักษาสิทธิและหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี โดยการยืนเรียงแถวตามลำดับก่อนหลังอย่างถูกต้องคลองธรรม ซึ่งเป็นวิธีการที่จะสร้างนิสัยพฤติกรรม และบำรุงอัธยาศัยให้คงไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรมและคุณงามความดีทั้งหลาย อันสามารถปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคม ในอันที่จะต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน และทำให้เป็นวิญญูชนผู้มีระเบียบวินัยได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยในอนาคตของประชาสังคม ประเทศชาติและประชาชน จะได้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพชั้นเยี่ยมตามมาในไม่ช้า พร้อมๆ กับความเป็นชนอารยะที่มีระดับสูงขึ้นเหมือนต่างประเทศต่างๆ ที่เราชื่นชมอย่างแน่นอน

ในอีกประการหนึ่ง การจะปรับปรุงระบบรถเมล์หรือรถโดยสารประจำทางได้ ต้องจัดให้มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศทุกคันให้ครบถ้วน และคิดราคาค่าโดยสารพอสมควร ซึ่งการจะชักจูงให้ประชาชนหันมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น จะต้องทำได้อย่างไม่ต้องสงสัย อันเป็นผลส่งให้การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลจะลดน้อยถอยลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องรถติดได้อีกระดับหนึ่งตามมาโดยปริยาย[๖]

ระบบการจราจรเดินรถไม่เว้นแม้จะมีทะเลขวางกั้น (แล้วคนจะเลิกใช้รถยนต์ได้ย่างไร?)

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๘ เมื่อการปรับเปลี่ยนระบบการจราจรเรียบร้อย จำเป็นต้องยกเลิกสัญญาณไฟจราจรทุกจุดทุกแห่ง เพื่อไม่ให้มียานยนต์ทุกชนิดต้องถูกกักกัน และหยุดจอดอยู่กับที่ โดยแออัดยัดทะนานกันอยู่กลางถนนอีกต่อไปชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ เพราะปัญหารถติดกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เนื่องมาจากการถูกกีดกั้นด้วยสัญญาณไฟจราจรนี้นี่แหละ ที่บ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เสียหายมาโดยตลอด ซึ่งเราจะต้องยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมานานแล้ว

ทั้งนี้  การติดตั้งสัญญาณไฟจราจรนั้นๆ เป็นเพียงการป้องกันระดับหนึ่งของระบบเมื่อในอดีต  และได้กลายเป็นของเล่นสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่จะนั่งกดเล่นตามใจชอบ แล้วทำให้รถติดขัดทั้งบ้านทั้งเมืองในขณะนี้ เนื่องจากมันไม่มีประโยชน์มากไปกว่าการกักกันรถให้หยุดอยู่กับที่ และไม่ให้เดินทางสัญจรไปไหนมาไหนได้สะดวกแล้วเท่านั้น มันยังเป็นสิ่งที่หมดความสำคัญไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน เพราะวันนี้เป็นคลื่นแห่งโลกยุคที่ ๓ หรือที่ ๔ ไปแล้ว[๗] การเปลี่ยนผ่านของยุคได้เริ่มไปนานแล้วก่อนที่เราจะตามทัน การเดินรถทั่วไปทั้งโลกแต่นี้ต่อไป จะต้องเดินรถแบบอิสรเสรี โดยทันทีที่ออกรถแล้ว ก็จะไม่หยุดรถจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

เพราะการขับขี่ยวดยานพาหนะในอนาคต การสัญจรทุกชนิดจะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ และไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณไฟจราจรมาขัดขวางการเดินรถอีก แต่ต้องสามารถสัญจรและดำเนินไปตามครรลองของมันอย่างเป็นธรรมชาติ หรือแม้กระทั่ง ไม่จำเป็นต้องทำการขับขี่ด้วยตัวเราเอง แต่จะใช้ระบบกลไกอัตโนมัติ ที่สามารถสั่งการได้ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว รถยนต์ก็จะวิ่งแล่นไปได้ด้วยตัวมันเอง โดยมีระบบกลไกของสมองกลทำการสั่งการแทนมนุษย์ และควบคุมการเดินรถพร้อมระบบเซ็นเซ่อร์ต่างๆ ตลอดเวลาของการสัญจร จนกว่าจะถึงที่หมายนั่นเอง ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๙ ห้ามหยุดหรือจอดรถข้างถนน หรือบนทางสัญจรทุกกรณี

ยกเว้นที่จัดไว้ให้ เช่นที่หยุดรถชั่วคราวที่จะต้องจัดเตรียมไว้ให้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ โดยแยกส่วนที่เป็นของแต่ละประเภทยานพาหนะนั้นเป็นลำดับไป กล่าวคือ ที่หยุดรถเพื่อรถรับส่งสินค้า รถแท๊กซี่ รถส่วนบุคคล รถสาธารณะอื่นๆ อย่างเป็นสัดเป็นส่วนที่ชัดเจน และอาจจะต้องให้เสียหรือไม่เสียค่าจอดรถตามสมควรแก่เหตุ ทั้งนี้ แล้วแต่กรณี ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาการจัดสรร โดยการจัดเตรียมและจัดการให้เป็นไปตามท้องที่ และสภาพแวดล้อมนั้นๆ ตามสมควรต่อไป

อย่างไรก็ดี การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะสามารถครอบครองรถยนต์ใดๆ ได้ก็ตาม แต่ถ้าหากไม่สามารถที่จะจัดหาสถานที่เพื่อจอดรถหรือเก็บรถได้ ก็ไม่สมควรที่จะซื้อรถนั้นๆ เพราะการก่อสร้างถนนในแต่ละครั้งแต่ละกิโลเมตร จะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างมหาศาล ซึ่งเท่าที่ทราบ ราคาค่าก่อสร้างสูงถึง ๒๐๐ ล้านบาทต่อกิโลเมตร[๘] ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องทำการเวนคืนที่ดินอีกต่างหาก

โดยวัตถุประสงค์ของการก่อสร้าง ก็เพื่ออำนวยให้การสัญจรไปมา หรือเพื่อให้รถยนต์วิ่งแล่นได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็ว ซึ่งยังไม่ปรากฏว่า จะมีเป้าหมายที่จะก่อสร้างมา เพื่อให้เป็นสถานที่ที่จอดรถคันไหนๆ อีกด้วย และตามหลักการแล้ว หากจะอนุญาตให้มีการจอดรถข้างถนนได้ ก็สมควรที่จะต้องจัดเก็บค่าจอดรถอย่างเป็นระบบ โดยมีพนักงานเรียกเก็บเงินค่าจอดรถประจำอยู่ในจุดนั้นๆ ตามสมควร ซึ่งจะเป็นการสร้างงานให้กับประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังตกงานอยู่ เพื่อจะได้มีรายได้พอประทังชีวิตไปได้แล้ว  ยังเป็นวิธีการที่ดีเยี่ยม ที่จะเรียกเก็บคืนค่าใช้จ่ายที่จำต้องเสียไปกับการก่อสร้างถนนหนทางทั้งหลายทั้งปวงได้อีกทางหนึ่ง โดยทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อยด้วย

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๐ ต้องกำหนดให้ยานพาหนะทุกชนิดขณะเดินทาง ต้องขับขี่ตามพระราชบัญญัติการจราจร (พ.ร.บ. จราจรทางบก)

ซึ่งมีข้อกำหนดให้ขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายเป็นเกณฑ์ (มาตรา ๓๓) และแซงได้ในช่องทางวิ่งทางขวามือ ซึ่งไม่ใช่ทางซ้าย และเมื่อแซงแล้ว จะต้องขับชิดขอบด้านซ้ายตามปรกติต่อไป (มาตรา ๔๔ วรรคสอง)[๙] จากข้อกำหนดนี้ จักต้องได้รับการถือปฏิบัติให้เป็นไปอย่างถูกต้องตลอดเวลาของการขับขี่ทุกครั้งไป โดยไม่มีการละเว้นหรือยกเว้นด้วยกรณีพิเศษใดๆ อย่างเด็ดขาด

เนื่องจาก การขับขี่รถยนต์ในปัจจุบัน มีการขับขี่รถกีดขวางทางการจราจรอยู่ในช่องทางเดินรถทางขวา โดยมักเข้าใจว่าการขับชิดขวาไว้ก่อนจะได้ทำการเลี้ยวขวาได้สะดวก แต่ต่อนี้ไป จะต้องห้ามไม่ให้มีการเลี้ยวขวาอย่างเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าว เป็นสาเหตุหนึ่งของการกีดขวางการเดินรถตามปรกติ อันจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางหนึ่ง และเป็นอีกต้นเหตุหนึ่งของการจราจรที่ติดขัด โดยได้สร้างความสูญเสียอันมหาศาลและใหญ่หลวงมาช้านานแล้วเช่นกัน

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๑ ยานยนต์ทุกชนิดต้องขับขี่ตามความเร็วที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

การจำกัดความเร็วเกินสมควร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมนั้นๆ ทั้งนี้ ยานพาหนะที่ขับขี่ช้ากว่าจะต้องขับชิดขอบถนนด้านซ้ายเสมอ และต้องห้ามการใช้รถยนต์ที่ขับขี่ช้ากว่าเกณฑ์ที่กำหนด การเดินรถในที่ต้องห้ามตามกฎหมายด้วย เช่น บุคคลใดไร้ซึ่งสมรรถภาพในการขับขี่อย่างถูกต้องตามกฎ กติกา และขาดความกล้าที่จะขับรถให้เร็วตามเกณฑ์ คือไม่ขับช้าเกินกว่าเหตุ และขาดความรู้ความเข้าใจในระเบียบวินัยของการใช้รถใช้ถนน จะต้องไม่ขับขี่ในถนนหลวง หรือถนนที่มีการขับขี่ด้วยความเร็วสูง เป็นต้น

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๒ กฎกติกาและมารยาทในการขับขี่ ต้องได้รับการยกย่องและยอมรับ

เพื่อส่งเสริมความเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีวินัยเพิ่มขึ้นของระบบการสัญจรทั้งระบบ เช่น มารยาทในการให้ทางก่อนหลัง การผ่อนปรนเพื่อนร่วมทางในขณะขับขี่ เมื่อรถที่ขับช้ากว่าให้รถที่ขับเร็วกว่าแซงไปได้ และเมื่อถึงทางแยกหรือทางเชื่อม หรือในทางเข้าทางออกสถานที่ต่างๆ ก็ต้องให้ทางผู้ที่สมควรได้ไปก่อน เป็นต้น เนื่องจากการอบรมผู้ขับขี่ยานพานะทุกชนิด จำต้องให้ได้รับการฝึกฝน และรับการอบรมเป็นระยะๆ โดยมีรัฐเป็นเจ้าภาพในการจัดการดังกล่าว ซึ่งอาจจะจัดการบังคับให้ทุกคนต้องผ่านวิธีการอบรมทุกๆ งวด ๓-๕ ปี หรือดำเนินการดังที่กรมขนส่งทางบกกำลังให้การอบรมผู้ขับขี่ให้แก่ประชาชนทั่วไปอยู่[๑๐]

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้และทำความเข้าใจในข้อกฎหมาย และข้อบังคับที่ออกมาใหม่ต่างๆ เป็นประจำ อันเป็นวิธีการที่จะทำให้ทุกคนได้รู้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ซึ่งอาจมีเพิ่มขึ้นตามมา และจะได้ไม่ตกยุคแล้วมีการกระทำการผิดกฎหมายการจราจรอีกต่างหาก

การดำเนินการดังกล่าวนี้ หากใครที่ยังไม่ผ่านการอบรมดังกล่าว อาจต้องถูกระงับการใช้สิทธิในการขับขี่ จนกว่าจะปฏิบัติตามกฎข้อบังคับนี้โดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุด จะส่งผลต่อการรักษาและป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือก่ออุบัติภัยแก่ผู้อื่นได้อย่างยั่งยืน เพราะผู้ขับขี่แต่ละคนจะได้มีทักษะในการใช้รถใช้ถนนอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการรักษาระเบียบวินัยในสังคมการจราจรโดยรวมจะได้ดียิ่งๆ ขึ้น

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๓  ทำการรวบรวมกฎกติกา ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการจราจร และการเดินรถ รวมถึงโรงเรียนฝึกสอนการขับขี่รถยนต์ เพื่อทำการสังคายนาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง เช่น นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และสมาชิกสภานิติบัญญัติ เป็นต้น ให้ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบางมาตราหรือบางส่วน โดยยึดกรอบแห่งกฎระเบียบที่เป็นสากลนิยม และให้สอดประสานกับวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นระบบ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด คือการบังคับใช้กฎหมายให้มีความเที่ยงธรรมและเสมอภาคโดยถ้วนทั่ว

ทั้งนี้ จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประชาพิจารณ์ด้วย หรือจัดให้มี “ศาลจราจร” เพื่อให้มีความเที่ยงธรรมต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องสืบไป อีกทั้งให้เหมาะสมในปัจจุบัน สถานการณ์ ซึ่งบริบทแห่งการวิวัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ได้ก้าวล้ำรุดหน้าไปมากแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับการพัฒนารุดหน้า ทั้งด้านกลไกที่มีเครื่องยนต์อันสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น พร้อมกับการมีเท็คโนโลยี่สมัยใหม่ที่มีความเร็วและมีสมรรถนะซึ่งมีคุณภาพสูงยิ่งๆ ขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๔ ต้องเร่งจัดสร้างสะพานลอยคนข้ามให้ทั่วถึงทุกพื้นที่

โดยเฉพาะในเขตชุมชนที่หนาแน่น อาจจะต้องก่อสร้างไว้เป็นหลายๆ จุด ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้เดินข้ามถนน ซึ่งแต่นี้ไปจะต้องไม่อนุญาตให้มีการเดินอย่างขวักไขว่ และข้ามถนนโดยพละการอีกต่อไป เพราะการกระทำดังกล่าวอาจถึงแก่ชีวิตได้

มาตรฐานในการก่อสร้างสะพานลอย จะต้องมีหลังคามุงทุกแห่งทุกจุด เพื่อป้องกันพายุฝน และแสงแดด พร้อมแสงสว่างที่พอเพียง โดยเฉพาะบันใดที่จะเดินขึ้นลง ต้องไม่สูงชันจนเกินไป และถ้าเป็นไปได้ สมควรที่จะสร้างสะพานลอยที่เป็นบันไดเลื่อนอัตโนมัติ เพื่อดึงดูดการมีส่วนร่วมของประชาชนคนเดินทางทุกภาคส่วน แม้จะเสี่ยงต่อความเสียหายบ้างในการดูแลบำรุงรักษา แต่จะคุ้มค่ามากกว่า เมื่อผู้คนส่วนใหญ่สามารถสร้างนิสัยที่รับผิดชอบต่อสมบัติสาธารณะ และร่วมกันดูแลรักษาเพื่อส่วนรวมอีกทางหนึ่ง

ส่วนสะพานเก่าๆ ที่ยังมีไม่ครบบริบูรณ์ จะต้องดำเนินการให้มีครบถ้วนทุกสะพาน และไม่ลืมที่จะอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ และรถจักยานด้วย โดยมีทางรถเข็นหรือเลื่อนขึ้นลงได้ตามจำเป็นและเหมาะสม หรือแม้แต่การสร้างบันไดเลื่อนในส่วนที่อยู่ในเขตชุมชนที่หนาแน่นอย่างจริงจังด้วย

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๕ ปรับปรุงและก่อสร้างเกาะกลางถนนใหม่

ในเส้นทางที่มีถนน ๔ ช่องทางจราจรขึ้นไปที่ติดใกล้ชิดกัน โดยการจัดให้ถือปูนยกพื้นขอบเกาะกลางให้สูงขึ้น และ/หรือทำการปลูกต้นไม้ยืนต้นที่สามารถให้ร่มเงาได้ดี ผสมผสานด้วยไม้ดอก เพื่อความสวยงาม และช่วยลดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนอย่างชัดแจ้ง โดยการลดแสงไฟ ซึ่งจะส่องเข้าตาจากรถที่ขับขี่สวนทางที่มาจากฝั่งตรงกันข้ามในเวลาค่ำคืน

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๖ ทำการปรับปรุงและแก้ไข หรือสร้างสะพานสูงเหนือคูคลองต่างๆ ทั้งหมดที่มีอยู่ในเส้นทางการเดินรถ

โดยให้มีพื้นที่เป็นที่กลับรถที่ใต้สะพานได้ทั้ง ๒ ฝั่ง ขณะเดียวกัน สามารถทำการขยายคูคลองใต้สะพานให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมได้อย่างสะดวก พร้อมกับการปรับพื้นที่ใต้สะพานให้เป็นเขื่อนป้องกันน้ำเซาะได้เป็นอย่างดี พร้อมๆ กับการจัดทำเป็นท่าน้ำหรือสถานที่สร้างท่าเรือประจำจุดนั้นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการรับส่งผู้คนจากการเดินเรือโดยสาร หรือการขนสินค้าขึ้นลงจากเรือขนส่งสินค้าทางน้ำได้ ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาน้ำท่วมขังได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๗ ต้องเร่งสร้างบาทวิถีหรือทางเท้าในตรอก ซอก ซอยทุกซอกทุกแห่งเท่าที่จะกระทำได้ พร้อมติดตั้งแสงไฟให้สว่างอย่างเพียงพอ อย่าให้มีสถานที่ที่เป็นจุดอับหรือเป็นมุมมืด หรือเป็นพื้นที่ที่ล่อแหลมโดยเด็ดขาด

ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยแก่คนเดินเท้า หรือผู้สัญจรไปมาตลอด ๒๔ ชั่วโมง และจะต้องปรับลดระดับความสูงของทางเท้าจากพื้นถนนให้ต่ำลง (ไม่ควรสูงเกิน ๑๕ เซ็นติเมตร) โดยไม่ควรมีความสูงเหมือนที่ปรากฏและเป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะการก้าวเท้าขึ้นและลงในแต่ละครั้ง จะไม่ค่อยสะดวกสบายอย่างที่คิด หรือไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของคนไทยโดยรวมอย่างแท้จริง          นอกจากนั้น สิ่งที่เคยก่อสร้างไว้แล้ว จะต้องค่อยๆ ทำการแก้ไขต่อไปให้ครบถ้วนทั่วทุกแห่งหน หรือเมื่อมีจังหวะและโอกาส ให้ทำการลาดยางเสริมทับผิวถนนเดิมที่ชำรุด โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรื้อทิ้งพื้นผิวถนนเดิมออกแต่อย่างใด อันเป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาด้วย ซึ่งเป็นการปรับปรุงให้ผิวถนนที่ขรุขระให้ราบเรียบดีแล้ว ยังจะปรับระดับให้กลับดีเหมือนเดิม

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๘ ปากทางเชื่อม ปากซอย หรือปากทางเข้าออกทั้งหลายที่จะมีและที่มีอยู่

ต้องปรับเปลี่ยนให้มีมุมเลี้ยว ที่รถราสามารถเลี้ยวได้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่ทำให้เป็นรูปแบบที่ได้สร้างไว้ และมีมุมแคบจนเกือบจะเป็นมุมฉากทีเดียว เพราะการก่อสร้างตามรูปแบบนั้นๆ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้การเดินรถไม่สามารถที่จะขับขี่ได้อย่างสะดวกอย่างที่ควรจะเป็น เพราะโดยตามธรรมชาติของการขับขี่และเลี้ยวรถยนต์ ตามปรกติจะต้องมีระดับวงเลี้ยวที่เหมาะสมพอสมควร และเพราะยานพาหนะต่างๆ นั้น ยังไม่มีสมรรถนะที่จะเลี้ยวแบบ ๙๐ องศาได้นั่นเอง

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๑๙ สะพานลอยกลับรถหรือทางขึ้นทางลงของถนนยกระดับทุกประเภท

สมควรที่จะต้องมีทางขึ้นลงชิดขอบทางด้านซ้ายสุดเท่านั้น เพราะการจะกลับรถแต่ละครั้ง รถทุกคันจำเป็นจะต้องขับชะลอชิดขอบซ้ายตามกฎหมาย ดังที่ได้กล่าวแล้วในยุทธศาสตร์ข้างต้น และลดระดับความเร็วลง แล้วถึงจะกลับรถได้อย่างปลอดภัยทุกครั้งไป ในขณะเดียวกัน การจะกลับรถแต่ละครั้ง ก็จะไม่เป็นการกีดขวางการเดินรถของรถคันอื่นๆ ที่ตามมาด้านหลัง หรือไม่กีดขวางการเดินรถของรถทางตรงในฝั่งตรงข้าม โดยต่างฝ่ายต่างสามารถที่จะสัญจรผ่านไปมาได้อย่างอิสระ ซึ่งไม่ใช่วิธีการสร้างเหมือนกับที่สร้างไว้แล้ว หรือกำลังจะก่อสร้างอีกทั่วประเทศ โดยให้มีทางขึ้นลงอยู่กลางถนนและมีทางขึ้นลงที่มีความลาดยาวเกินไปเช่นนั้น เป็นการก่อสร้างที่ไม่เหมาะกับการใช้งานเพื่อการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัยและการลดอุบัติเหตุ ซึ่งอาจสามารถจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาด้วย

ทั้งนี้ ขอให้ภาครัฐยกเลิกแผนงานที่จะก่อสร้างสะพานลอยกลับรถ หรือทางขึ้นลงของสะพานเหล่านั้นได้แล้ว และถ้าจำเป็นจะต้องสร้างจริงๆ ก็น่าจะออกรูปแบบและแผนงานเสียใหม่ โดยกำหนดจุดขึ้นลงอยู่ชิดขอบถนนด้านซ้ายสุด และลดจุดด้อยต่างๆ ดังกล่าวแล้ว

นอกจากนั้น ถ้าหากเป็นไปได้ เนื่องจากมีความจำเป็นที่สมควรจะต้องจัดทำช่องทางเดินรถจักรยานหรือล้อเลื่อน เพื่อส่งเสริมการขับขี่รถจักรยานเพื่อสุขภาพ และเพื่อการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและจะต้องกลับรถด้วยเช่นกัน ก็สามารถที่จะกระทำได้อย่างผสมกลมกลืน เพราะการจะกลับรถแต่ละครั้ง รถทุกชนิดจะต้องชะลอและลดความเร็วลงตามปรกติวิสัยของการใช้รถใช้ถนน โดยอันตรายที่อาจจะมีจากอุบัติเหตุก็จะไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ดังนั้น การจัดสร้างทางขึ้นลงให้ชิดขอบทางด้านซ้ายมือสุด จึงถูกต้องคลองธรรมด้วยประการทั้งปวง

อีกกรณีหนึ่งก็คือ เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องก่อสร้างสะพานลอยกลับรถจริงๆ ต้องขอร้องให้เน้นด้วยการสร้างสะพานสูง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องสร้างอยู่แล้ว เช่น สะพานเพื่อให้รถวิ่งแล่นข้ามทางรถไฟ ทางแยก แม่น้ำ ลำคลองต่างๆ เป็นต้น เพราะค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างคงไม่แตกต่างกันเท่าไร และยังสามารถจัดทำที่กลับรถให้มีอยู่ใต้สะพานนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ถาวรและยั่งยืนกว่าด้วย

โดยเฉพาะ สะพานลอยข้ามทางรถไฟที่เป็นจุดตัดที่อันตรายทั้งหลายเหล่านั้น สมควรที่จะต้องเร่งก่อสร้างให้ครบถ้วนทุกจุดทุกแห่งทั่วประเทศด้วย เพราะอุบัติเหตุจากการขับขี่รถตัดหน้าขบวนรถไฟ ที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินและเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงมานานแล้ว อีกทั้ง การหยุดรถรอให้ขบวนรถไฟผ่านไปแต่ละครั้งแต่ละจุด จะต้องเสียเวลามาก อันเป็นการสะสมรถยนต์ให้ติดขัดไม่แพ้ระบบการใช้สัญญาณไฟจราจรที่มี “ไฟแดง” ซึ่งกีดกั้นการสัญจรอันควรจะเป็น จนทำให้เกิดปัญหาสะสมและพอกพูนไม่มีที่สิ้นสุด

ผลประโยชน์จากการสร้างสะพานลอยทั้งหลายดังกล่าว สิ่งที่จะได้รับนอกจากการอำนวยความสะดวกและปลอดภัยในการกลับรถแล้ว ยังเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุต่างๆ ได้เกือบบริบูรณ์  เพราะจะไม่มีจุดตัดอันเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อการสัญจรที่ควรจะเป็นทั้งระบบเลยทีเดียว ซึ่งเป็นแนววิถีทางในการปกป้อง ป้องกัน และช่วยลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของสังคมโดยรวมอย่างมากมายมหาศาลอีกด้วย

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๒๐ ตำรวจจราจรอาจจะต้องปรับเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการจราจร

เพราะอำนาจหน้าที่หลักของตำรวจ คือ เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งควรจะเน้นในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในของบ้านเมืองเป็นหลัก เช่น การตรวจตราและกำจัดคนร้าย การป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิด หรือให้การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากในกรณีฉุกเฉิน หรือแนะนำชี้ชวนให้สันติชนได้รับรู้หรือไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นในสังคมเป็นสำคัญ เป็นต้น

ทั้งนี้ โดยให้เน้นการรักษาความปลอดภัย ความสงบสุขของประชาชน ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของวิญญูชน มากกว่าที่จะมายุ่งเกี่ยวกับการจราจร แต่สามารถร่วมทำหน้าที่ตรวจตราตามท้องถนน พร้อมให้คำแนะนำและตรวจจับผู้ฝ่าฝืนและกระทำผิดกฎระเบียบ โดยมี “ศาลจราจร (Traffic Court)” เป็นผู้เปรียบเทียบปรับและลงโทษตามลำดับไป ซึ่งจะเป็นไปตามระบบการถ่วงดุลอำนาจของแต่ละหน่วยงานในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันอีกด้วย เพราะตำรวจที่แท้จริงนั้น ต่างได้รับการอบรมฝึกฝนมาเพื่อเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” จึงสมควรรับผิดชอบต่ออำนาจหน้าที่อย่างถูกต้องตรงประเด็น

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๒๑ ยกเลิกถนนส่วนบุคคลทุกที่ทุกแห่งทั่วประเทศ

เพราะถนนสาธารณะ ที่ทำการก่อสร้างมาเพื่อใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ ไม่ใช่ใครคิดจะเป็นเจ้าของก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ มาตรา ๑๓๐๔ (๒)[๑๑] ซึ่งระบุไว้ว่า ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองที่ใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ ถือว่าเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน แม้การจัดสรรที่ดินทุกรูปแบบ คือ การจัดสรรเพื่อประโยชน์ของสาธารณะชนเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้งนั่นเอง ซึ่งการควบคุมและการวางผังเมือง จะต้องมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมเป็นหลัก กล่าวคือ

การจะอนุญาตให้มีการจัดสรรหรือก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง จะต้องได้รับการกวดขันอย่างเข้มงวด การปล่อยให้มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ติดชิดริมถนนจนเกินควร หรือการก่อสร้างอาคารสูงต่างๆ จะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบและเข้มข้นกว่าที่แล้วมา โดยเน้นความปลอดภัยและการป้องกันปัญหาและภัยพิบัติต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด และการอนุมัติแผนงานหรือโครงการต่างๆ นั้น ก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนธรรมาภิบาลที่มีอยู่อย่างครบถ้วน โดยไม่เลือกปฏิบัติจนก่อให้เกิดเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบในวงการราชการอีก

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๒๒ ทำการติดตั้งป้ายชี้บอกทางที่ไม่ใช่แผ่นเล็กๆ แต่ทำเป็นแผ่นป้ายใหญ่

ซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกเตือนให้ระวังต่างๆ โดยให้สามารถจะมองเห็นได้ในระยะไกล ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างชัดเจน ทั้งนี้ โดยทำการติดตั้งคร่อมอยู่บนถนนเท่าที่จำเป็น ให้ทั่วทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นถนนหลวง หรือในตรอกซอกซอย และจะต้องติดตั้งทุกๆ ระยะตามสมควร เพื่อกำกับการเดินรถให้ถูกเส้นทาง ทิศทางและช่องทาง เพื่ออำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และความถูกต้อง ซึ่งผู้ขับขี่จะได้ไม่หลงทาง และเสียเวลาในการเดินทาง โดยผู้ขับขี่ทุกคนสามารถเดินรถได้อย่างราบรื่นและไม่มีอุปสรรคใดๆ อีก

ในขณะเดียวกัน ต้องให้มีการเขียนกำกับด้วยการกำหนดระดับของความเร็ว และความช้าของการขับขี่ ในแต่ละพื้นที่หรือเส้นทางบอกกล่าวตักเตือนตลอดระยะทาง อีกทั้ง จะต้องเขียนด้วยภาษาไทย ตัวเลขไทย และ/หรือ มีภาษาอังกฤษกำกับด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่มาพักอาศัยหรือท่องเที่ยวตามสมควร

ทั้งนี้ การติดตั้งแผ่นป้ายที่ใหญ่พอจะมองเห็นได้ในระยะไกลเช่นนี้ คือแผ่นป้ายเหมือนที่มีติดตั้งบนทางด่วนต่างๆ แต่จะต้องให้ห่างจากจุดที่จะเปลี่ยนช่องทาง หรือจุดเลี้ยวอย่างน้อย ๑๐๐-๒๐๐ เมตร หรือมีระยะห่างพอสำหรับการเปลี่ยนช่องทาง หรือผู้ขับขี่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางได้ทันการณ์ โดยไม่กีดขวางการเดินรถของผู้ร่วมทางอื่นๆ ด้วย ซึ่งไม่ใช่เหมือนกับที่จัดทำอยู่ แม้บนทางด่วนในหลายๆ จุด ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ เพราะมีการติดตั้งในลักษณะที่เล็ก หรือใกล้จุดเปลี่ยนเส้นทางจนเกินไป ซึ่งเป็นการสร้างปัญหาและเกิดอุบัติเหตุได้มากว่าการอำนวยความสะดวก จึงสมควรที่จะต้องปรับปรุง แก้ไขและจัดการให้ถูกต้องโดยทั่วถึงและโดยพลัน

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๒๓ การตรวจจับความเร็ว จะต้องกวดขัน และตรวจจับความช้าด้วย

ซึ่งจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง ทั้งนี้ เพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากอุบัติเหตุทั้งหลายที่เกิดจากการขับขี่ ไม่เฉพาะรถที่ขับเร็ว หากรถที่ขับช้า และช้ามากๆ ไม่ใช่วิธีการขับขี่ที่ถูกต้อง แต่เป็นการกีดขวางการจราจรอย่างหนึ่ง ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เป็นสาเหตุหลัก ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอยู่เป็นประจำทุกวัน

การปรับเพิ่มจำนวนการใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) หรือระบบเซ็นเซ่อร์ (Sensor) ที่สามารถตรวจจับ หรือถ่ายเป็นภาพถ่ายไว้เป็นหลักฐานอย่างเป็นสากล คือวิธีการหนึ่งที่ดี ซึ่งสามารถตรวจวัดความเร็วและความช้า โดยตรวจจับความผิดจากการใช้รถใช้ถนนได้ แล้วส่งให้ “ศาล” เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาและตัดสินคดีความ ตลอดจนการสั่งปรับตามความผิดนั้นๆ ได้ ซึ่งจะเป็นไปอย่างมีระบบ มีแบบแผน มีกระบวนการและมีความถูกต้องเที่ยงธรรมโดยเสมอภาค

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๒๔ การตรวจสอบความเรียบร้อยและสมรรถภาพของรถ และยานพาหนะทุกคัน

จะต้องมีเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดอย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะระบบไฟส่องสว่าง จะต้องมีแสงไม่สว่างเกินไป และไม่มืดจนเกินไป ระดับความสูงต่ำของไฟหน้า จะต้องติดตั้งถูกต้องตรงตามมาตรฐานเท่านั้น และไม่สมควรที่จะให้มีการติดตั้งไฟส่องสว่างเกินกำหนด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟท้าย หรือไฟข้างรถ จักต้องมีการกวดขันอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และไม่สร้างความรำคาญต่อบุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรม

ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการดัดแปลงรถ เช่น รถยนต์เก๋งเป็นรถแข่ง รถจักรยานยนต์ที่มีเสียงดัง รถสามล้อที่ติดเครื่องยนต์หรือซาเล้ง แม้แต่รถไถนาที่นำมาดัดแปลงเป็นรถพ่วง หรือรถอีแต๋น เป็นต้น ซึ่งไม่สมควรที่จะอนุญาตให้นำมาเดินรถบนถนนหลวง เพราะมีการจราจรที่แออัดหรือมีการขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือมิฉะนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องตั้งให้มีเกณฑ์มาตรฐานที่ถูกต้องและชัดเจน เพื่อการขอจดทะเบียนเป็นยานพาหนะที่จะถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่ายต่อไป

 

 

ยุทธศาสตร์ที่ ๒๕ ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดกวดขันในการห้ามปรามและตรวจจับรถ หรือยานพาหนะที่เป็นต้นเหตุของมลภาวะ เช่น รถที่มีการบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด รถที่มีควันดำเกินพิกัด หรือรถเก่าที่มีระบบการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ โดยการปล่อยออกมาเป็นควันพิษ อันเป็นการทำลายระบบบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมให้เป็นพิษ และกวดขันการขนส่งวัสดุที่มีพิษมีอันตราย และวัตถุไวไฟ ตลอดจนรถบรรทุกทั้งหลาย ที่บรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดดังกล่าว ซึ่งจะต้องปกปิดครอบคลุมสินค้าให้มิดชิด โดยไม่ให้สินค้าหรือวัสดุตกหล่นออกนอกรถได้ หรือแม้แต่จะส่งกลิ่น หรือฝุ่นผงปลิวออกไปสู่บรรยากาศภายนอก จนเป็นที่น่าเอือมระอาแก่ผู้คนรอบข้างได้

ทั้ง ๒๕ หัวข้อหลักข้างต้นคือ ข้อเสนอแนะพอสังเขป ณ บริบทนี้ ซึ่งในข้อเท็จจริงยังมีเนื้อหาเล็กๆ น้อยๆ ในรายละเอียดที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคอยู่ แต่ถ้าหากปัญหาข้างต้นยังไม่สามารถที่จะดำเนินการให้เป็นจริงได้ ปัญหานั้นๆ ก็จะไม่มีโอกาสที่จะแก้ไขไดๆ ได้เช่นกัน เช่น การแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย การส่งเสริมการค้าขายข้างถนน เป็นต้น แม้กระนั้น การนำยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อสร้างสรรค์ให้กับสังคมโดยรวมแล้ว สามารถที่จะได้รับผลประโยชน์พอสังเขป คือ

 

ผลประโยชน์ที่จะได้รับ

  • สามารถลดค่าใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน อย่างน้อยปีละหลายแสนล้านบาท จากความสูญเสียพลังงานและการก่อสร้างถนน ทางด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถใช้ถนน ซึ่งไร้คุณค่าและประโยชน์จริงๆ หากยังช่วยลดหรือขจัดปัญหาสภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง
  • ลดความสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติจากการทำลายป่า สิ่งแวดล้อมทุกแขนง ด้วยมูลค่าที่พอๆ กัน
  • ลดอุบัติเหตุบนถนน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของส่วนรวมทั้งมวล ด้วยมูลค่าที่ไม่ต่างกัน
  • สามารถเสริมสร้างสภาวะสังคมใหม่ ยกระดับชีวิตที่ดีกว่า และเสริมสร้างสุขภาพจิตซึ่งมิอาจประเมินค่าได้ ของประชาชนทุกคนให้มีสุขเพิ่มขึ้น
  • สามารถสร้างสภาวะความร่วมมือร่วมใจให้เป็นหนึ่งเดียวกันของมวลชนทั้งหลาย อันจะส่งผลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองได้ โดยรวมถึงทั้งระบบในบริบทของสังคม ซึ่งครอบคลุมการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม อันจักเป็นยุทธศาสตร์ที่สามารถพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ต่อเนื่องไปได้อย่างยั่งยืน ฯลฯ
  • สามารถสร้างความมีจิตสำนึกร่วมในสาธารณะประโยชน์ ก่อเกิดสำนึกความมีระเบียบ วินัย รู้รักสามัคคี รู้จักรักษากฎ กติกาและมารยาท รู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้เกิดขึ้นในหมู่มวลมหาชนทุกระดับ ตลอดจนรู้ซึ้งถึงการรักษาสิทธิของตนเองและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นอย่างเป็นระบบจนเป็นนิสัยสืบไป อันจะนำไปสู่การเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบในท้ายที่สุด
  • รัฐบาลสามารถสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงเป็นของตนเองในชุดปัจจุบัน ซึ่งมุ่งสร้างคุณค่าแก่ส่วนรวมอันจะเป็นคุณูปการให้แก่ชาติบ้านเมืองอย่างไร้เทียมทาน เพราะการดำเนินการดังกล่าว สามารถลดทอนค่าใช้จ่ายของประเทศชาติได้หลายแสนล้านบาทต่อปีเป็นอย่างน้อย

 

บทสรุปสุดท้าย

ความคิดอ่านที่ดีนี้ หากไม่มีโอกาสได้ถูกนำไปใช้ไปปฏิบัติจนเกิดผล ความคิดสร้างสรรค์ใดๆ ก็ไม่อาจจะก่อเกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนโดยรวมได้ เพราะฉะนั้น การนำเสนอแนวทางดังกล่าวนี้ หากยังจะพอเป็นสิ่งที่ให้ได้รับความเห็นชอบจากผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ กลุ่มผู้บริหารชาติบ้านเมืองที่ทำหน้าที่คณะรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ซึ่งควรจะเล็งเห็นการแก้ปัญหาเพื่อชาติและประชาชนให้มีความสำคัญยิ่งแล้ว ประเทศไทยก็คงจะพ้นจากความหายนะซึ่งเป็นปัญหานี้ต่อไปตราบนานเท่านาน

อย่างไรก็ดี การจะดำเนินการจัดการและปรับเปลี่ยนระบบการเดินรถแบบ “วนเวย์” นี้ สามารถใช้งบประมาณที่ปรกติจะมีการจัดสรรโดยรัฐบาลในทุกปีงบประมาณนั้นๆ อยู่แล้ว ซึ่งสามารถลดระดับการใช้จ่ายลงได้ระดับหนึ่ง และจะไม่มีความจำเป็นในการเพิ่มปริมาณเงินค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้ เพราะเหตุผลในปัญหาการเงิน จึงจะไม่เป็นประเด็นให้ห่วงใยอย่างแน่นอน

อนึ่ง สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ก็จักขออนุญาต ณ โอกาสนี้ พึงชี้นำรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนของพรรคไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเทพหรือพรรคมาร หากไม่มีแผนงานหรือโครงการอะไรเด่นๆ ที่จะแสดงออกถึงความสามารถอันเป็นส่วนตนหรือส่วนของพรรค ในการบริหารจัดการกับแผ่นดินไทยนี้ได้แล้วไซร้ โปรดรับแนวคิดเรื่องนี้ แล้วนำแผนงานไปบริหารจัดการให้สำเร็จลุล่วงเสีย อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าจะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยและสูญเสียไปเป็นรายวัน โดยไม่มีผลงานในการทำหน้าที่ ที่ประชาชนอุตส่าห์เลือกตั้งท่านมาแต่อย่างใดเลย ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเป็นคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองบ้าง ดีกว่าออกงานออกหน้าตัดริบบิ้น พบปะผู้คนและกล่าวสุนทรพจน์ที่ไร้ผลผลิต ก็น่าสมควรที่จะทำงานทดแทนคุณแผ่นดินบ้าง โดยไม่ได้ปล่อยให้โอกาสเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์และเสียชาติเกิดด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ในบางครั้งบางท่านอาจจะมีข้อกังขาว่า การจะแก้ไขประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกระทำการใดๆ อีกแล้ว เพราะมันเป็นปัญหาธรรมดาที่ปรากฏ พึงมี และเป็นไปอยู่ทั่วไปในประเทศต่างๆ ในสากลโลกนี้ โดยจะต้องยอมรับกับชะตากรรมให้ผ่านไปวันๆ หนึ่งอย่างสิ้นหวัง เหมือนชาวโลกเขากระนั้นหรือ? แล้วที่รัฐบาลแต่ละยุคสมัยที่ผ่านๆ มา ต่างก็มีความพยายามที่จะกระทำการในการแก้ไขอันหลากหลายยุทธวิธีนั้นๆ เป็นการพยายามกระทำการเพื่อเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ใดไม่ทราบ? โดยการกระทำการดังกล่าวอันเป็นเหตุทำให้มีความสูญเสียทั้งกำลังคน พลังงาน ทรัพยากร และงบประมาณไปนับไม่ถ้วนแล้ว? หรือนั่นคือ การผลาญงบประมาณอันเป็นการแสดงออกของความเป็นผู้รับผิดชอบของผู้นำ ที่มีต่อสังคมและประเทศชาติเช่นนั้นหรือเปล่า? แต่ในความเป็นจริง เราพึงต้องตระหนักว่า อะไรคือตัวปัญหา ซึ่งปัญหาต่างๆ ในโลกนี้ มีเกิดขึ้น เป็นอยู่ และต้องดับไป ดังพระพุทธพจน์ซึ่งกล่าวไว้ว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” โดยมีนัยยะคือ ไม่มีสิ่งใดที่จะคงอยู่ อย่างเที่ยงแท้และแน่นอนในโลก

เพราะฉะนั้นแล้ว ทุกปัญหาต้องมีทางออก และแก้ไขได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้องและชัดเจน เนื่องจากปัญหาทั้งหลายไม่สามารถที่จะยืนยงอยู่ในโลกนี้ได้ตลอดไปอย่างชัดแจ้ง ในเมื่อชาติไทยเรามีปัญญา มีวิธีการ มียุทธศาสตร์ มีทักษะและมีกระบวนการปฏิบัติอันถูกต้องคลองธรรม หากไม่ยอมนำไปสู่การแก้ปัญหาเพื่อชาติและประชาชนแล้วไซร้ การจะทำงานบริหารราชการแผ่นดิน จะมีความหมายใดไม่ทราบ? แล้วเราจะปล่อยให้ประเด็นปัญหาเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ผ่านไป โดยเราไม่จำเป็นที่จะต้องคิด หรือมีความพยายามที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และแก้ไขกันอีกแล้วหรืออย่างไร? ทั้งนี้ ความคาดหวังที่ประเทศชาติไทยจะพ้นขวากหนามของการจราจรที่จลาจล ซึ่งก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของเราแม้แต่น้อย หากต้องมีผู้นำในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ปัญหาทั้งมวลก็คงจะหมดสิ้นไปอย่างยั่งยืน อย่างน้อยๆ ก็หลายร้อยปี

ในบทสรุปท้ายที่สุดนี้ คงจะต้องยอมรับโดยดุษณี ซึ่งหวังว่าแนวยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการจารจรเหล่านี้ คงยังพอมีความหมายและความหวังอยู่บ้าง ที่จะก่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติไทยและมวลมนุษยชาติทั้งโลก อันเป็นสติปัญญาที่มุ่งมั่นบากบั่นของผู้ศึกษาวิจัยมา โดยมีหลักการการมองเห็นในประเด็นความสำคัญของสารัตถะนี้อาจแตกต่างไปบ้าง ก็พึงมุ่งหวังด้วยเข้าใจว่ายังพอสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างสรรค์ซึ่งผลสัมฤทธิ์ที่จะก่อให้เกิดความผาสุกแห่งปวงชนชาวไทยและประชาคมโลกทั้งมวลสืบไป

 

 

บรรณานุกรม

 

กฎจราจร, คู่มือขับรถยนต์  กฎจราจรและเครื่องหมายใหม่ (กรุงเทพมหานคร: เทพเนรมิตการพิมพ์ ม.ป.ป.).

“กรมขนส่งทางบกเปิดสอนขับรถอย่างถูกวิธี : ข่าวเครือข่ายพันธมิตร,” หนังสือพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน, ฉบับที่ ๒๔๔ วันที่ ๒๑–๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๗, หน้า ๑๒.

คนหน้า ๕, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, ประจำวันจันทร์ที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๗, หน้า ๕.

จิรโชค (บรรพต) วีระสัย, บทบรรยายวิชา PS ๖๑๑ รัฐ อำนาจ และนโยบายสาธารณะ ศูนย์เอกสารคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, พ.ศ.๒๕๔๖.

นคร พจนวรพงษ์ และพลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๑-๖ (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นครหลวง, ๒๕๔๒), หน้า ๓๓๕.

เสมอใจ มณีโชติ, รายงาน : ชี้ ๓ ทางเลือกเชื่อมทางยกระดับลาดพร้าว เพิ่มศักยภาพด่วนพญาไท-พุทธมณฑล, หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, ฉบับ ๑,๘๙๑ วันที่ ๒๘–๓๑ มีนาคม ๒๕๔๗, หน้า ๕๑.

อนุสรณ์ ธรรมใจ, “ภูมิปัญญาไร้พรมแดน : ระบบขนส่งสาธารณะ,” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์, ฉบับที่ ๙๑๔ วันที่ ๗–๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๗, หน้า A ๑๑.

อธิคม นิลอุบล, ยุทธศาสตร์การประหยัดพลังงาน, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน, www.eppo.go.th, 2 May 2012.

ความหวัง : ความสับสนกังวลต้องหายไป เมื่อ “วนเวย์” มีผลบังคับใช้ …

 

* เป็นคู่กายใจที่คุ้มค่าอันดียิ่ง ซึ่งเหมาะเจาะกับการมีไว้ร่วมเดินทางในทุกบริบท *

 

ข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับมาตรการการประหยัดพลังงาน ณ บริบทนี้

 

ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน, www.eppo.go.th, 2 May 2012

 

 ภาพจำลองระบบการจราจรแบบ “วนเวย์” ซึ่งสามารถปรับใช้กับถนนเท่าที่มีให้เหมาะสมและสมดุล ณ บริบทปัจจุบันและอนาคต ในทุกทางแยกและทุกเส้นทางเท่าที่มีอยู่ในประเทศไทย

 

ที่มา: www.facebook.com/interestingengineering/posts/981577055245332

 

 

Original Simulation as-well-as of “Wonway Road Traffic System”

No intersection that crossing or intercrossing each other with or without over-passing bridges, free flow all directions without interruption at any point or any car, left turn and right turn is free from all driving vehicles as specified and assigned. It is a round-about, that’s it.

Ref: www.facebook.com/interestingengineering/posts/981577055245332

 

 

 

 


 ภาคผนวก

คำนำ

 

                        เนื่องจากวิถีชีวิตของมนุษยชาติทุกเผ่าพันธุ์จำเป็นต้องมีการสัญจรไปมา เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ ซึ่งจักต้องมีการพบปะสังสรรค์ซึ่งกันและกัน อันเป็นพื้นฐานของการจราจรที่เราได้เริ่มต้นจากการเดินทางด้วยเท้าเปล่า แล้วปรับปรุงและพัฒนา จนมีวิวัฒนาการด้วยการเปลี่ยนมาเป็นการใช้เครื่องทุ่นแรงต่างๆ นับแต่การใช้ล้อเลื่อนทั้งหลาย อันมีสัตว์ต่างๆ ที่ถูกปรับใช้เพื่อช่วยตัวเราเอง จนปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรต่างๆ ช่วยในการเดินทาง อันมีรถยนต์เป็นเพื่อนเดินทางไปในที่ต่างๆ ได้ไกลขึ้น และเร็วขึ้น ตลอดจนการใช้จรวดเป็นยานพาหนะนำพามนุษย์ไปสู่ห้วงอวกาศได้สำเร็จ หากแต่เรากลับประสบกับปัญหาในการสัญจรทางบกอย่างแสนสาหัสและไม่รู้หนทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่อาจจะหลีกให้พ้นได้ แม้จะมีระบบรางมาเป็นตัวช่วยในหลายๆ เส้นทาง การจราจรกลับยิ่งเป็นปัญหาหนักข้อขึ้นทุกวัน

ด้วยเหตุดังกล่าว บทความเกี่ยวกับการสัญจร อันมีระบบการจราจรมาเกี่ยวข้องนี้ จึงบังเกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว โดยข้าพเจ้าได้พยายามคิดค้นหาวิธีการต่างๆ มานาน จนประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการจราจรที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เพราะอย่างน้อย ก็เป็นระบบที่จะลดปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอันหาค่ามิได้มากมาย ที่ได้สูญเปล่าไปอย่างไร้เหตุผลมานาน น่าจะได้รับการบำบัดและบรรเทาให้ลดน้อยถอยลง โดยการนำยุทธศาสตร์นี้ไปสู่ภาคปฏิบัติสืบไป ทั้งนี้ เพื่อความสุข ความสงบสันติและความอยู่รอดปลอดภัยของประชาชนทุกหมู่เหล่าเป็นสำคัญ

อนึ่ง บทความดังกล่าวนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่คัดย่อและต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิต ซึ่งเป็นการวิจัยยุทธศาสตร์การแก้ปัญหากรุงเทพมหานคร แห่งมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.๒๕๔๖ โดยนักศึกษาผู้ทำการศึกษาวิจัย คือตัวข้าพเจ้าเอง ซึ่งเป็นเจ้าของแนวความคิดของระบบการจราจรทางบกแบบ “วนเวย์”

 

 

นายกริช (เจน) ตรรกบุตร

 

สารบัญ

เรื่อง

คำนำ

ความเป็นมาและความเป็นไปได้

ที่มาของยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา

ข้อบังคับที่จำเป็นให้ปรับเปลี่ยนตามระบบ “วนเวย์”

หลักยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา

ผลประโยชน์ที่จะได้รับ

บทสรุปสุดท้าย

บรรณานุกรม

ประวัติผู้เขียน

 

สารบัญภาพแผนภูมิ

 เรื่อง

 แผนภูมิภาพที่ ๑ ระบบการจราจร “วนเวย์”

แผนภูมิภาพที่ ๒ ตัวอย่างการเดินรถ ระบบ “วนเวย์”

แผนภูมิภาพที่ ๓ ระบบ “วนเวย์” (การคำนวณหาตัวเลข และความเป็นไปได้ตามหลักคณิตศาสตร์)

แผนภูมิภาพที่ ๔ ตารางการประหยัดพลังงาน

 

 

 

 

ชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุขจะบังเกิดขึ้นได้อีกไม่นานเกินรอ…

planchette task Exclamation Triangle Check code